แสร้งรัก

กุมภาพันธ์ 14, 2007

ice.jpg เรื่องเล่าจากที่สูง : พงษ์ปรัชญา

คุณนิยมการมีเพศสัมพันธ์ หรือ คุณนิยมการร่วมรัก?
สำหรับผม ผมนิยมการร่วมรัก!

นิยามและข้อแตกต่างสำหรับการมีเพศสัมพันธ์กับการร่วมรักสำหรับผมมีดังนี้
 การมีเพศสัมพันธ์ คือ การที่คุณและใครอีกคนร่วมกันประกอบกามกิจ และใครคนนั้นจะเป็นใครก็ได้
 การร่วมรัก คือ การที่คุณกับคนที่คุณรักร่วมกันประกอบกามกิจ และจะต้องไม่ใช่ใครก็ได้

คุณเคยร่วมประเวณีกับผู้ให้บริการในสถานบริการที่ไหนสักแห่งในประเทศนี้ไหมครับ?

คุณอาจจะประหลาดใจหากคุณยังไม่เคยล่วงล้ำเข้าไปในสถานที่ปลดเปลื้องอารมณ์ดิบดึกดำบรรพ์ ซึ่งติดตัวเราทุกผู้ทุกคนมาตั้งแต่เกิดว่าเหตุใดจึงมีสถานที่แบบนี้อยู่ทั่วทุกหัวระแหง และคุณจะยิ่งอัศจรรย์ใจยิ่งขึ้นไปอีกเมื่อคุณรู้ว่ายังมีผู้คนอีกนับไม่ถ้วนที่พร้อมจะก้าวเท้าเข้ามาประกอบอาชีพอันเก่าแก่ที่สุดในโลกอาชีพหนึ่ง

แต่นั่นก็คงไม่เท่าความอัศจรรย์ใจเมื่อครั้งที่ผมไต่ความสูงขึ้นไปอยู่บนทิวเขาอันเป็นปราการขวางกั้นพรมแดนระหว่างสองประเทศ ณ ที่นั้นธรรมชาติยังคงบริสุทธิ์ในมุมมองของผม แม้ว่าจะมีถนนสายหลักสายใหญ่ตัดผ่านไปถึงอำเภอแม่สะเรียง จังหวัดแม่ฮ่องสอนแล้วก็ตาม

สถานที่นั้นยังคงมีวิถีชีวิตแบบเกษตรกรรมอย่างเต็มรูปแบบ แม้ว่าที่ดินหลายผืนจะถูกนายทุนกว้านซื้อจับจองเพื่อผุดสร้างรีสอร์ตประดับดาวสักสองสามแห่งบ้างแล้ว แต่ผู้คนในที่นั้นยังคงมีมิตรภาพอันงดงามพร้อมมอบแด่คนแปลกหน้าเช่นผมอย่างที่ผมไม่เคยประสบที่ไหนมาก่อน

พวกเขาเป็นคนที่ผมไม่รู้จักแต่กลับต้อนรับขับสู้ผมเป็นอย่างดี ซึ่งอาจจะด้วยเหตุที่ว่าผมติดสอยห้อยตามมากับพี่ชายก็เป็นได้ แต่ไม่ว่าจะเป็นด้วยเหตุผลกลใด หนึ่งวันแห่งการเมามายก็มาบรรจบกับค่ำคืนอันเงียบสงัดแห่งชนบท และหากว่าหนึ่งวันนั้นยังเติมเต็มความสุขได้ไม่สาแก่ใจนัก พวกเขาก็มีสถานที่อีกแห่งหนึ่ง เป็นที่ที่รองรังสำหรับการตักตวงความสุขในยามสงัด

แล้วพวกเขาก็พาผมไปสถานที่นั้น สถานที่ปลดเปลื้องอารมณ์ดิบแห่งบรรพกาล

ใครกันจะเชื่อว่าที่อันห่างไกลเช่นนั้นจะมีสถานที่อย่างนี้ถือกำเนิดขึ้นมา ชุมชนอันกระจิริดนี้เป็นชุมชนที่การเผยแพร่ข่าวสารนั้นรวดเร็วยิ่งกว่าอินเตอร์เน็ตไฮ-สปีด ใครกันจะเชื่อว่า ณ ที่อันห่างไกลเช่นนี้จะมีสถานที่อย่างนี้ถือกำเนิดขึ้นมา!

คุณนิยมการมีเพศสัมพันธ์ หรือ คุณนิยมการร่วมรัก?
สำหรับผม ผมนิยมการร่วมรัก!ice5.jpg

แต่แล้วผมก็ถูกจับยัดเข้ามาอยู่ในห้องสี่เหลี่ยมขนาดสามคูณสามเมตร ด้านบนมีพัดลมเพดานหมุนอยู่อย่างเชื่องช้า ลึกเข้าไปเป็นประตูห้องน้ำทำด้วยไม้เก่า ๆ ผุพังและมีคราบเชื้อราฝั่งรากลึกมานานนมส่งกลิ่นอับชื้นโชยแผ่วเจือจางมาในบรรยากาศมัวซัว ผมมั่นใจว่ามีใครสักคนอยู่ในห้องน้ำนั้น และยังไม่ทันที่ผมจะได้พิสูจน์ความเชื่อของผม บานประตูบานนั้นก็เปิดออกพร้อมกับการปรากฏกายของผู้หญิงที่มีผ้าเช็ดตัวพันกายมาอย่างฉาบฉวย เธอยิ้มให้ผมอย่างเป็นกันเองแล้วเยื่องกรายย้ายร่างเข้ามา –

ยิ่งอยู่ใกล้ยิ่งทำให้ผมเห็นเรือนผมอันดกดำหยักศกเป็นลอนยาวสลวยไปจนจรดกลางแผ่นหลังอันบอบบาง ยิ่งเธอใกล้เข้ามายิ่งทำให้ผมเห็นดวงหน้าอันกลมรีรูปไข่รับกับลำคอเรียวระหง ทั้งคิ้วทั้งดวงตาต่างคมเข้มคล้ายจะช่วยกันขับแข่งความงดงามบนใบหน้านั้นให้งดงามมากยิ่งขึ้น ริมฝีปากสีแดงสดจากลิปสติกราคาถูกเผยรอยยิ้มเปิดเผยจากเจ้าของรูปปากอันจิ้มล้ม เธอไม่มีความเหนียมอาย

ดวงตาคู่นั้นจับจ้องมาที่ผมซึ่งกำลังนั่งเอาหน้าขาทั้งสองข้างหนีบมือตัวเองแล้วบิดไปบิดมาอยู่ปลายเตียงนอนขนาดคิง-ไซส์อย่างเหนียมอาย เพราะขณะนั้นเธอได้มายืนอยู่ตรงหน้า และผ้าเช็ดตัวผืนนั้นก็ได้หลุดร่วงไปจากเรือนกายของเธอแล้ว

ผมจ้องมองเรือนร่างอันเปลือยเปล่าของเธออย่างตื่นตะลึง ผมเคยเห็นทรวดทรงองค์เอวที่หมดจดไร้ที่ติอย่างนี้ก็แต่ในเว็บไซต์ที่มีอยู่ดื่นดาษ ไม่เคยคาดคิดมาก่อนเลยว่าวันหนึ่งผมจะมีโอกาสได้ชื่นชมกับทรวดทรงองค์เอวแบบหมดจดไร้ที่ติแบบนี้โดยที่ไม่ต้องคลิกค้นหาในอินเตอร์เน็ต แล้วสติของผมก็ถูกเรียกกลับคืนมาอีกครั้ง เพราะเธอกำลังโอบกอดต้นคอของผมอยู่ ผมรู้สึกได้ถึงแรงกดทับจากเนินเนื้อถันทั้งสองที่กดแนบแน่นอยู่บนแผ่นอกของผม ผมได้ยินเสียงกระซิบแผ่วเบาที่ข้างหูเป็นภาษาไทยหากแต่สำเนียงแปลกแปร่ง เธอถามผมว่า “รักฉันไหม” ผมอึกอักและนิ่งเงียบไม่ตอบคำถามนั้น อารมณ์ดิบดึกดำบรรพ์ที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิดของผมเริ่มเตลิดชนิดหากไม่กู่เรียกคงไม่มีทางย้อนกลับ ความต้องการบางอย่างมันต้องการถูกปลดปล่อย มันต้องการถูกปลดปล่อยในเรือนร่างอันเปลือยเปล่าของเธอ

เธอส่งเสียงกระซิบแผ่วเบาที่ข้างหูของผมอีกครั้งว่า “รักฉันไหม” ผมจะต้องเอ่ยคำว่ารักให้เธอฟังเสียก่อน เธอจึงจะยินยอมพร้อมใจที่จะกักเก็บความปรารถนาของผมเอาไว้ในเรือนร่างของเธอ

ผมอึกอักและนิ่งเงียบไม่ตอบคำถามนั้นของเธอ

คุณนิยมการมีเพศสัมพันธ์ หรือ คุณนิยมการร่วมรัก?
สำหรับผม ผมนิยมการร่วมรัก! •

kaawss.jpg

Advertisements

ภาพภ่ายของผม

กุมภาพันธ์ 1, 2007

ice.jpg เรื่องเล่าจากที่สูง : พงษ์ปรัชญา

ดวงตะวันกำลังลอยทำมุมสี่สิบห้าองศากับพื้นดินทางทิศตะวันตก ขณะนั้นผมกำลังรอคอยให้ดวงตะวันคล้อยต่ำลงมาเรื่อย ๆ มีลมกรรโชกจนตัวเอียงอยู่สองสามวูบ ในมือของผมมีกล้องถ่ายรูปดิจิทัลขนาดสี่ล้านพิกเซล ผมต้องการถ่ายภาพในขณะที่ดวงตะวันกำลังโบกมือลาลับไปตรงสันเขาที่ตั้งตระหง่านนั้น

ตรงที่ที่ผมอยู่เป็นสันเนินสูงกว่าพื้นราบด้านล่างกว่าสิบเมตร ผมนั่งอยู่คนเดียวมานานกว่าสามสิบนาที เหลือบุหรี่ในซองมวนสุดท้ายที่ผมยังอาลัยอาวรณ์ไม่อยากจะจุดสูบตอนนี้ ผมสบตากับแสงแดดอ่อนอีกครั้ง แล้วมองหาพี่ชายที่กำลังดูแลฝูงวัวอยู่ที่ทุ่งนาร้างข้าวเขียวด้านล่าง มีคนงานชาวพม่าอีกสองคนกำลังช่วยกันวิ่งไล่ต้อนวัวตัวเมียสองสามตัวที่ทำท่าว่าจะหลุดหลงฝูงให้กลับคืนสู่ฝูงใหญ่อีกครั้ง- –

เมื่อดวงตะวันลอยอยู่ในตำแหน่งที่ผมพึงพอใจ ผมจึงเปิดสวิตช์เพื่อให้กล้องดิจิทัลของผมทำงาน ผมกดปุ่มซูมดึงเอาดวงตะวันเข้ามาอยู่ในเฟรม ดวงตะวันในเฟรมค่อย ๆ ขยายขึ้นจนกลมโตอย่างที่ใจผมปรารถนา ice4.jpgผมไล่สายตาเพื่อดูองค์ประกอบในเฟรม ด้านบนมีดวงตะวันสีส้มนวลกำลังลอยนิ่งอยู่ตรงกลางระหว่างยอดไม้บนสันเขา เสียดายที่ในเฟรมมีสายไฟพาดขวางเป็นเส้นสีดำทำลายความงามของภาพที่ผมตั้งใจจะบันทึกเก็บไว้

พี่ชายเคยบอกผมว่าตรงสันเนินแห่งนี้เป็นจุดชมวิวที่สวยที่สุดสำหรับการชมดวงตะวันลาลับขอบฟ้า ไม่มีที่ไหนที่จะเห็นตะวันลับฟ้าได้สวยเท่าที่นี่อีกแล้ว ดังนั้นแม้ว่าจะมีสายไฟพาดขวางตรงกลางเฟรมจะทำให้ภาพของผมด้อยคุณค่าลงไปบ้าง แต่เมื่อบวกลบแล้วผมก็จะยังได้ภาพตะวันลับสันเขาที่งดงามอยู่ดี

ผมนึกสงสัยว่าหากผมตัดสินใจเลือกไปปักหลักรอเก็บภาพตะวันที่กำลังจะลับฟ้าที่อื่น ผมจะได้ภาพที่สวยสมใจอย่างภาพที่ปรากฏอยู่ในเฟรมไหม แน่นอน ผมเชื่อว่าจะต้องมีที่อื่นที่สามารถชมวิวตะวันตกดินได้สวยงามมากกว่านี้ เพียงแต่ผมยังไม่รู้ว่าที่แห่งนั้นตั้งอยู่ตรงไหนเท่านั้น แต่ถึงอย่างไรผมก็ยังเลือกที่จะเก็บภาพตะวันตกดินตรงสันเนินแห่งนี้ เพียงเพื่อไม่อยากจะเสียโอกาสและเวลาที่ผมเฝ้ารอมาเนิ่นนาน

ฝูงวัวด้านล่างค่อยทยอยกันเดินกลับเข้าคอกโดยมีคนงานชาวพม่าคอยคุมให้ฝูงวัวเดินไปตามเส้นทางที่กำหนด พี่ชายเดินไต่ความสูงขึ้นมายืนอยู่บนสันเนิน เขาถามผมว่าได้ภาพสวย ๆ ไหม ผมพยักหน้าตอบรับพร้อมส่งกล้องดิจิทัลในมือให้เขา เขารับไปเปิดดูภาพที่ผมถ่ายเก็บไว้

“บอกแล้วว่าตรงนี้วิวสวยที่สุด” พี่ชายยิ้มภาคภูมิ

ผมถามพี่ชายอีกครั้งว่า “มีที่ไหนที่สวยกว่านี้อีกไหม?”
“ไม่มีหรอก ถ้าคิดว่าสวย อยู่ตรงไหนมันก็สวย ถ้าคิดว่าไม่สวย ต่อให้อยู่บนสวรรค์มันก็สวยไปไม่ได้หรอก”
พี่ชายยื่นกล้องส่งคืนให้ผมเก็บเข้ากระเป๋าสะพาย พร้อมกับพยักหน้าให้สัญญาณว่ากลับบ้านกันดีกว่า ผมพยักหน้าตอบเป็นเชิงรับรู้ แล้วหยิบบุหรี่มวนสุดท้ายเสียบใส่ปาก จุดไฟแช็กจ่อเปลวไฟเข้าที่ปลายมวน
ดวงตะวันทำท่าจะลาลับไปแล้วตรงสันเขานั้น ความมืดค่อย ๆ โปรยตัวลงมาปกคลุมอย่างเชื่องช้า

“ยังไม่กลับเหรอ” พี่ชายถามพร้อมหย่อนก้นลงนั่งข้าง ๆ

“เดี๋ยวแป๊บนึง บรรยากาศกำลังดีเลย ขออยู่บนสวรรค์ต่ออีกหน่อยค่อยกลับนะ” ผมระบายควันสีเทาหม่นลอยกลืนหายไปกับห้วงสลัวของพลบค่ำ แล้วจึงยื่นมวนบุหรี่ที่เหลืออยู่เกินครึ่งส่งให้พี่ชายรับช่วง เขาอัดควันเข้าปอดอยู่ยังไม่ทันหมดมวนก็โยนมันทิ้ง แล้วพยักหน้าส่งสัญญาณว่าถึงเวลากลับบ้านแล้ว

ผมเหม่อมองไปบนท้องฟ้า ดวงดาราเริ่มขยับแสงระยิบระยับ

ผมพยักหน้าเป็นเชิงรับรู้ว่าถึงเวลาแล้วที่จะต้องกลับบ้าน…. •

kaawss.jpg


ทัณฑ์ธรรมชาติ

มกราคม 15, 2007

เช้าตรู่ของวันที่ ๒๖ ธันวาคม ๒๕๔๗

คนงานวิ่งหน้าตาตื่นฝ่าฝูงสุนัขอัลเซเชียนนับสิบตัวเข้ามาในบ้าน ขณะนั้นผมกำลังนั่งละเลียดควันบุหรี่มวนแรกของวัน ส่วนพี่ชายกำลังนั่งจิบกาแฟพลางชมข่าวยามเช้า มีรายงานข่าวว่าเกิดแผ่นดินไหววัดความรุนแรงได้มากกว่า ๙ ริกเตอร์ ทางตอนเหนือของเกาะสุมาตราในประเทศอินโดนีเซีย- –

หลังจากฟังภาษาเหนือแถบแม่ระมาดสำเนียงพม่าที่ไม่ได้ศัพท์จากคนงานต่างด้าว พี่ชายก็วางถ้วยกาแฟคว้ากุญแจรถจักรยานยนต์แล้วสะกิดเรียกผม

“ไปไหน?” ผมถาม

“ไปดูเหตุมหัศจรรย์” พี่ชายว่า

“อะไรวะ?” ผมถาม

“ไปด้วยกันสิ เดี๋ยวก็รู้” พี่ชายนั่งยองๆลงตรงหน้า พร้อมให้ผมขึ้นขี่หลัง

ผมโยนบุหรี่ที่เหลือเพียงไม่กี่อึกทิ้ง ใจนั้นอยากรู้ขึ้นมาเสียแล้วว่าเรื่องมหัศจรรย์ที่ว่านั้นเป็นอย่างไรกัน

รถจักรยานยนต์ของเรามาจอดอยู่ริมสระน้ำขนาดกว้างราวสามเมตรครึ่งยาวร่วมสิบเมตรใกล้บ้านพักคนงาน คนงานชาวพม่าและกะเหรี่ยงหลายคนจับกลุ่มยืนวิพากษ์วิจารณ์อยู่ริมสระน้ำนั้นอยู่เช่นกัน

“ไหนวะเรื่องมหัศจรรย์!” ผมถามพี่ชาย

“ไม่รู้สิ” พี่ชายตอบพลางส่ายหน้า แล้วหันไปถามคนงานต่างด้าวที่วิ่งหน้าตาตื่นไปรายงานข่าวถึงที่บ้าน

หลังจากส่งภาษาและสำเนียงที่ผมยังไม่ชินหู พี่ชายก็รายงานว่า เมื่อสักครู่ก่อนที่เราจะมาถึง น้ำในสระเกิดการเคลื่อนไหวเป็นระลอกคลื่นไปตามแนวความยาวของสระ สะท้อนกลับไปกลับมาอยู่เนิ่นนาน คนงานทุกคนต่างลงความเห็นว่านั่นอาจจะเป็นอิทธิฤทธิ์ของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ส่งสัญญาณเตือนว่าอาจมีใครทำมิดีและลบหลู่ธรรมชาติ หลายคนลงนั่งยองพนมมือไว้ท่วมหัว ส่งภาษาที่ถึงแม้ว่าผมฟังไม่รู้เรื่องแต่ก็พอจะเข้าใจว่า พวกคนงานกำลังอ้อนวอนสิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้เมตตาในความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ของพวกเขาให้โปรดบรรเทาเบาบางโทษทัณฑ์จากการที่พวกเขาได้ล่วงเกินกับธรรมชาติ

ผมกับพี่ชายต่างแอบหัวเราะกับพฤติกรรมของคนงานต่างด้าวพวกนั้น เพราะเชื่อแน่ว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมดนั้นเป็นผลกระทบที่เกิดจากแผ่นดินไหวที่อินโดนีเซีย ไม่ใช่เกิดจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์แต่ประการใด

สายของวันที่ ๒๖ ธันวาคม ๒๕๔๗ คลื่นยักษ์ลูกแรกโถมเข้าฝั่ง

ไม่มีการเตือน ไม่มีลางสังหรณ์ มนุษยชาติถูกกลืนกินด้วยคลื่นยักษ์ที่ถาโถม

และหลังจากวันที่ ๒๖ ธันวาคม ๒๕๔๗ รายงานจำนวนผู้เสียชีวิตเพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ นับสิบ นับร้อย นับพัน นับหมื่น และนับแสน เสียงสะอื้นไห้ก้องระงมไปทั่วโลก

บ่ายของวันที่ ๒๙ ธันวาคม ๒๕๔๗

ปีใหม่ใกล้เข้ามาทุกขณะ ผมกับพี่ชายกำลังร่วมรับประทานอาหารมื้อเที่ยงที่ศาลากลางน้ำใกล้บ้าน

ผมได้ยินเสียงกึกก้องกัมปนาทคล้ายท้องฟ้ากำลังลั่นร้อง

“สงสัยฝนจะตก” ผมเปรย

“ฝนที่ไหนจะตกฤดูนี้กันล่ะ” พี่ชายแย้ง

“ฝนหลงฤดูไง เดี๋ยวนี้ธรรมชาติมันผิดแผกไปหมด”

“ไม่ใช่หรอก” พี่ชายยืนยัน

“แล้วเมื่อกี้เสียงอะไรถ้าไม่ใช่เสียงฟ้าร้อง”

“เสียงระเบิดแตก จากฝั่งนู้น…” พี่ชายหมายถึงประเทศเพื่อนบ้าน

ใบหน้าของผมสลดลงวูบหนึ่งพลางคิดว่าใครกันนะที่โชคร้าย ใครคนนั้นอาจได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตจากแรงระเบิดลูกนั้น

“จะมีใครตายไหม?” ผมถามพี่ชาย

“ไม่หรอก”

“อาจเป็นช้างหรือสัตว์อื่นก็ได้”

“ไม่หรอก…ที่จะตายอาจเป็นต้นสักทองต้นใหญ่สักร้อยสองร้อยต้นต่างหาก พวกตัดไม้มันคงเอาปืนยิงปูพรมเพื่อทำลายระเบิดจะได้เข้าไปตัดไม้ได้อย่างปลอดภัย” พี่ชายอรรถาธิบาย

“จริงเหรอ!?” ผมถามอย่างไม่อยากจะเชื่อ

“ไม่รู้สิ…เดาเอา” แล้วเขาก็ก้มหน้าเปิบข้าวในจานของตนเองต่อ

ผมวางช้อนในมือลงในจานข้าว ปล่อยความคิดให้ล่องลอย หากเรื่องที่พี่ชายเล่านั้นเป็นความจริง ในอนาคตอันใกล้ธรรมชาติจะลงทัณฑ์มนุษยชาติในรูปแบบใดกัน ผมได้แต่ภาวนาให้ธรรมชาติเมตตามนุษย์ผู้โง่เขลา ผู้ที่บังอาจท้าทายอำนาจของธรรมชาติโดยหารู้ไม่ว่าบทลงทัณฑ์นั้นแสนสาหัสสากรรจ์เพียงใด •

kaawss.jpg


การเผชิญหน้ากันระหว่างเทือกเขาถนนธงชัยกับทะเลอันดามัน

ธันวาคม 31, 2006

 เรื่องเล่าจากที่สูง : พงษ์ปรัชญา

map.jpg

การเผชิญหน้ากันระหว่างเทือกเขาถนนธงชัยกับทะเลอันดามัน“ทั้งคู่เดินกลับบ้านพักไปตามเส้นทางของตนเอง  เส้นทางที่ไม่มีวันบรรจบ  เส้นทางที่ไม่มีเหลือแม้มิตรภาพ  หากไฟสงครามยังไม่มีวันมอดดับ”เสียงจักจั่นลั่นร้องในป่าสักก้องระงมไปทั่ว  เนิ่นนานกว่าจะสงบ  และยังไม่ทันที่ความสงบจะคลี่คลุมได้สนิท  จักจั่นผู้ทำหน้าที่ต้นเสียงก็กรีดปีกสั่นเริ่มส่งเสียงให้เหล่าญาติมิตรร่วมเผ่าพันธุ์  ประสานเสียงกันให้ดังระงมอีกครั้ง  นั่นเป็นเสียงแห่งความพร้อมพรักสามัคคีของธรรมชาติ  ผมนั่งนิ่งเงี่ยหูคอยฟังเสียงอันไพเราะนั้นอย่างผ่อนคลาย  สายลมร้อนแห่งเดือนเมษายนพัดผ่านผิวที่ซึมเหงื่อ  ลมวูบนั้นทำให้ผมรู้สึกวาบเย็นอย่างประหลาด คนงานสองคนยังคงง่วนอยู่กับการรอนกิ่งสักที่แตกแขนงออกมาจนเกินความจำเป็น  รากที่สูบสารอาหารจากผืนดินคงไม่เป็นประโยชน์ต่อลำต้นมากนักหากต้องแบ่งสารอาหารไปเลี้ยงกิ่งก้านที่มีมากจนเกินพอดี  ซึ่งมันมีผลทำให้การเจริญเติบโตของต้นสักนั้นล่าช้าออกไปอีก 

“หากไม่รอนกิ่งมันออกเสียบ้าง  ต้นมันก็จะไม่โต”  อาเคยบอกผมอย่างนั้น 

ในฤดูที่ร้อนและแล้งเช่นนี้ทำให้ต้นหมากรากไม้โกร๋นใบ  โดยเฉพาะป่าสักแห่งนี้ต่างยืนต้นเปลือยกายเหลือเพียงกิ่งก้านที่ไร้ใบ  ผืนดินใต้ต้นที่เคยมีหญ้าขึ้นรกกลับปกคลุมด้วยใบสักแห้งกรอบที่ถูกสายลมร้อนปลิดใบจากขั้วให้หลุดหล่นลงมาทับถมกันจนแทบจะมองไม่เห็นผืนหญ้าและแผ่นดิน 

กองกิ่งไม้สักสูงขึ้นเรื่อยๆจากน้ำพักน้ำแรงของคนงานทั้งสองคน  ตลอดเวลาตั้งแต่เช้าจนพระอาทิตย์ใกล้จะตั้งฉากกับศีรษะ  ผมไม่เคยเห็นเขาทั้งสองหยุดพักกินน้ำกินท่า  ต่างเร่งรีบทำงานตรงหน้าอย่างเอาเป็นเอาตาย  และถ้าผมไม่คิดมากจนเกินไป  ผมว่าทั้งสองคนกำลังแข่งขันกันอยู่ด้วยซ้ำ  ไม่มีใครยอมใคร  ไม่มีใครยอมเสียเปรียบให้ใคร  หากใครหยุดอีกคนก็จะหยุด flag1.jpg หากเริ่มอีกคนก็เริ่มตาม  อย่างกับว่าในสายตาที่มุ่งมั่นทำงาน  เขาทั้งสองยังเหลือพื้นที่ให้ชำเลืองมองอีกฝ่ายอย่างไม่ให้คลาดสายตา  บรรยากาศที่ร้อนอบอ้าวผนวกกับบรรยากาศการทำงานของคนทั้งสองทำให้ผมรู้สึกอึดอัด 
เสียงจักจั่นยังลั่นร้องก้องระงมแต่โสตประสาทของผมตอนนี้กลับไม่ได้รับรู้ความไพเราะของมันเหมือนเช่นเคย  สายตายังคงจับจ้องอยู่ที่คนงานทั้งสอง  ยิ่งสังเกตผมยิ่งรู้สึกแปลกใจที่เขาทั้งสองคนไม่เคยพูดคุยกันแม้แต่คำเดียว  ระหว่างเขาทั้งสองเหมือนมีกำแพงที่กางกั้นไม่ให้อีกฝ่ายล่วงล้ำเข้าไป   อะไรเป็นสาเหตุที่ทำให้คนทั้งสองแสดงอาการปั้นปึ่งกันได้มากขนาดนี้ 

ผมเดาว่าเขาทั้งสองคงมีเรื่องบาดหมางใจอะไรกันสักอย่าง  น่าแปลกที่ทั้งสองคนเป็นคนชนชาติเดียวกัน  ต่างข้ามพรมแดนเข้ามาทำงานที่นี่  เอาน้ำแรงแลกเม็ดเงินเพื่อส่งเงินกลับไปจุนเจือครอบครัวที่อยู่อีกฝั่งประเทศ  แทนที่จะรักใคร่กลมเกลียว  ช่วยเหลือกัน  กลับต้องมีเรื่องหมางใจกันจนถึงขั้นไม่มองหน้า 

พระอาทิตย์ตรงหัว  เป็นสัญญาณบอกให้คนทั้งสองพักงานไปกินข้าวเที่ยง  เขาทั้งสองต่างวางพร้าไว้ใต้ต้นสักและเดินทางใครทางมันกลับไปยังบ้านพักคนงานซึ่งอยู่ลึกเลยเข้าไปในป่าสักอีกไม่ไกล-

ผมถามพี่ชายเมื่ออาหารกลางวันซึ่งเป็นมื้อแรกตกถึงท้องว่า  ทำไมสองคนนั่นถึงดูไม่ค่อยถูกกันเท่าไหร่  แล้วผมก็ได้คำตอบว่าแท้จริงแล้วผมเข้าใจผิดมาโดยตลอด ice2.jpg เพราะแม้ว่าคนทั้งสองจะได้ชื่อว่ามาจากขอบเขตประเทศเดียวกันก็ตาม  แต่ทั้งสองกลับไม่ได้คิดว่าตนเองเป็นชนชาติเดียวกัน 

คนหนึ่งเป็นชาวพม่า  อีกคนเป็นชาวกะเหรี่ยง 

คนงานชาวพม่านั้นชื่อดำ  ผมเรียกแกจนติดปากว่า  “อ้ายดำ”  อ้ายดำเดินทางมาจากหมู่บ้านติดชายทะเลอันดามัน  เมื่อก่อนเคยถือปืนมีอาชีพเป็นทหารให้กับรัฐบาลทหารพม่า  แต่มีอันต้องหนีทัพข้ามมาฝั่งประเทศไทยเพราะทนถูกเอารัดเอาเปรียบจากนายทหารที่มียศมีดาวสูงกว่าไม่ได้  อ้ายดำจึงมาปักหลักทำมาหากินอยู่ที่นี่มาเกือบสิบปีแล้ว

อีกคนเป็นแรงงานต่างด้าวเช่นกัน  เขาชื่อ  “ไมค์”  เป็นชาวกะเหรี่ยงที่นับถือศาสนาคริสต์  เกิดและเติบโตในศูนย์อพยพชาวกะเหรี่ยงอำเภอท่าสองยางใช้ชีวิตอยู่บนทิวเขาถนนธงชัยในเขตจังหวัดตาก  แต่ไม่สามารถถือสัญชาติไทยได้  พ่อแม่ไมค์อพยพหนีสงครามและการปราบปรามชนกลุ่มน้อยที่มีอยู่มากมายจากรัฐบาลทหารพม่า  ญาติพี่น้องของไมค์หลายคนเสียชีวิตเพราะคมกระสุนและระเบิดที่กรูกระหน่ำมาดหมายทำลายเข้ามาบนผืนแผ่นดินที่พวกเขาคิดว่าเป็นดินแดนของพวกเขาโดยกรรมสิทธิ์   
หลังกินข้าวเที่ยงคนงานทั้งสองคนกลับมาทำงานตามหน้าที่  กิ่งสักกองพูนสูงขึ้นมาก  พี่ชายบอกให้ทั้งสองคนช่วยกันลำเลียงกิ่งสักมาไว้บนรถอีแต๋นเพื่อนำไปเก็บไว้ที่บ้าน- – 

กิ่งสักกองสุดท้ายถูกโยนลงบนท้ายกระบะรถอีแต๋น  หลังจากนั้นพี่ชายสั่งให้ทั้งสองคนช่วยกันจุดไฟเผาใบสักแห้งกรอบใต้ต้นสัก  เปลวไฟลุกโชนลามเลียกินเนื้อใบสักแห้งไปเรื่อยๆ  ฝูงนกแซงแซวบินว่อนอยู่เหนือขึ้นไป  ต่างบินฉวัดเฉวียนไล่จิกกินแมลงตัวน้อยที่บินหนีเปลวไฟขึ้นสู่เบื้องบน  คนงานทั้งสองยืนสงบนิ่ง  เฝ้าระวังไม่ให้เปลวไฟลามออกไปนอกอาณาบริเวณที่กำหนด  ใบสักถูกเปลวไฟผลาญเผาจนเหลือเพียงเศษขี้เถ้าสีเทาดำทาบทาไปทั่วบริเวณป่าสัก  ไฟมอดสงบลงไปแล้วทิ้งไว้เพียงควันที่โชยเรี่ยผิวดินไปตามแรงลม  

ทั้งคู่เดินกลับบ้านพักไปตามเส้นทางของตนเอง  เส้นทางที่ไม่มีวันบรรจบ  เส้นทางที่ไม่มีเหลือแม้มิตรภาพ  หากไฟสงครามยังไม่มีวันมอดดับ  •

kaawss.jpg


ความตายที่คล้ายจะไร้ค่า

ธันวาคม 15, 2006

ice.jpg เรื่องเล่าจากที่สูง : พงษ์ปรัชญา

d21134.jpg

กลิ่นเนื้อโดนไฟกรุ่นชัดเจน เสียงไขมันละลายหยดลงบนกองไฟดังฉู่ฉี่เป็นระยะ หากเป็นที่ร้านบุฟเฟ่ต์หมูกระทะ กระเพาะของผมคงปั่นป่วนเพราะความหิว และถึงแม้กลิ่นและเสียงจะคล้ายคลึงกันมากแต่ในสภาวการณ์เช่นวันนั้นก็ทำเอากระเพาะของผมปั่นป่วนได้อีกเช่นกัน จะต่างกันก็ตรงที่อาการปั่นป่วนนี้จะทำให้ผมอาเจียนพุ่งออกมา

ใช่ครับ ผมไม่ได้อิ่มอร่อยอยู่ในบุฟเฟ่ต์หมูกระทะที่ใดสักแห่ง ขณะนั้นผมกำลังนั่งอยู่บนรถอีแต๋น ข้างหน้าเป็นกองไฟขนาดใหญ่ ข้างในกองไฟมีบางอย่างกำลังถูกเปลวไฟเผาลามเลียจนดำไหม้ ผมเฝ้าอยู่หน้ากองไฟนี้มานานประมาณสามถึงสี่ชั่วโมง เป็นสามถึงสี่ชั่วโมงที่พอจะทำให้ฤทธิ์ของสุราป่าแสดงฤทธานุภาพของมันได้อย่างสมบูรณ์ เสียงเอะอะ โวยวาย เริ่มก่อตัวขึ้นทีละน้อย มีผลทำให้ผมต้องละสายตาจากกองไฟกองนั้น เพื่อสังเกตสถานการณ์โดยรอบกองไฟ พี่ชายที่มาด้วยกันยืนคุมเชิงอีกด้าน น้องชายยังคงต่อปากต่อคำกับลูกน้องชาวพม่าที่กล่าวหาว่าน้องชายเข้าข้างคนไทยด้วยกันเอง ไม่ลงโทษคนที่ทำให้เพื่อนของเขาต้องจบชีวิตด้วยการผูกคอตาย

และก็ใช่อีกครับ ผมไม่ได้อิ่มอร่อยอยู่ในบุฟเฟ่ต์หมูกระทะที่ใดสักแห่ง แต่ผมกำลังนั่งเฝ้าดูพิธีฌาปนกิจศพคนงานชาวพม่าคนหนึ่ง พิธีกรรมนั้นไม่ได้ยุ่งยากซับซ้อนกินเวลาหลายวันแต่อย่างใด ขั้นแรกเมื่อมีคนพบศพก็ไปแจ้งผู้ใหญ่บ้าน ผู้ใหญ่บ้านโทรศัพท์มาแจ้งผู้ว่าจ้าง ผู้ว่าจ้างโทรศัพท์ไปแจ้งตำรวจ ตำรวจมาในที่เกิดเหตุถ่ายภาพผู้ตายไปสองรูปเพื่อลงบันทึก ผู้ว่าจ้างนิมนต์พระสงฆ์มาสองรูปเพื่อสวดส่งวิญญาณให้ผู้ตายได้ไปผุดไปเกิด ไม่วนเวียนเป็นวิญญาณสิงสถิตอยู่ในกรรมสิทธิ์อาณาบริเวณของตนเอง

เมื่อตำรวจกับพระสงฆ์กลับไปแล้ว ก็เป็นหน้าที่ที่ผู้ว่าจ้างจะต้องจัดการกับศพผู้ตาย และวิธีการปลงศพที่นิยมที่สุดสำหรับชาวพุทธอย่างเรานั่นคือการ ‘เผา’ ขั้นตอนต่อไปในส่วนของการฌาปนกิจศพคือ หาบริเวณที่ลับตาคน (คราวนั้นเราเลือกบริเวณในป่าไผ่) เตรียมไม้ฝืนให้เพียงพอ ยางรถยนต์เก่าๆที่ไม่ได้ใช้แล้ว และน้ำมันเบนซิน พร้อมกับสุราป่าอีกสองแกลลอน (สำหรับคนงานคนอื่นที่มาช่วยเฝ้าการเผาศพครั้งนั้น) เมื่อทุกอย่างพร้อมจึงจะมีการเคลื่อนย้ายศพมาในบริเวณที่จัดเตรียม นำยางรถยนต์สวมไว้กับศพแล้วจึงนำศพมาวางลงบนกองฝืน ราดน้ำมันเบนซินจนชุ่มโชก จุดไม้ขีดแล้วโยนลงบนน้ำมันเบนซินอีกที

และเราทั้งหมดก็นั่งเฝ้ากองไฟกองนั้น เพื่อดูว่าไฟได้ทำหน้าที่ของมันได้อย่างหมดจดหรือไม่ ซึ่งหากมีเศษซากใดๆหลงเหลืออยู่ ก็อาจจะส่งผลให้สุนัขมาคุ้ยเขี่ยและคาบเอาชิ้นส่วนที่ยังหลงเหลือไปแทะ ไปกัดเล่นให้เป็นที่อุจาดตาแก่ชาวบ้านทั่วไป–

เสียงโวยวายเพิ่มความดังขึ้นเรื่อยๆตามดีกรีความเมา สถานการณ์เริ่มควบคุมไม่ได้ พี่ชายเดินเลี่ยงเข้าไปด้านหลังของคนงานที่พกมีดแล้วฉวยมีดเล่มนั้นไว้ในมือก่อนที่คนงานจะรู้ตัว น้องชายยังคงต่อปากต่อคำไม่ลดละ ผมเห็นสายตาของแต่ละคนแล้ว ไม่แน่อาจจะมีอีกศพสองศพที่ต้องถูกฌาปนกิจไปเสียพร้อมกันเลยในวันนั้น แต่โชคดีที่ฝ่ายหนึ่งยอมลามือล่าถอยกลับไป ทำให้ไม่มีเรื่องร้ายเกิดขึ้นซ้ำสอง

กลิ่นเนื้อโดนไฟกรุ่นชัดเจน เสียงไขมันละลายหยดลงบนกองไฟดังฉู่ฉี่เป็นระยะ – –
ผมยังคงนั่งอยู่บนรถอีแต๋น ขณะนั้นกองไฟมอดลงเหลือแต่เพียงเถ้าถ่าน พี่ชายและน้องชายช่วยกันตักน้ำมาราดรดเพื่อป้องกันไม่ให้เปลวไฟคุขึ้นมาอยู่เหนือการควบคุม ซึ่งอาจจะทำกองไฟลุกลามไปติดกอไผ่จนเกิดความเสียหายแก่ชีวิตอีกหลายชีวิต 

ย่างก้าว..ที่เราเดินไปด้วยกัน


และ…คน…คน…นี้….

พฤศจิกายน 24, 2006

‘เรื่องเล่า…จากที่สูง’

‘พงษ์ปรัชญา’