Book Review

[Book Review] โดย (…)


“หนังสือไม่ใช่แค่เพื่อน แต่มันสร้างเพื่อนให้กับคุณ เมื่อคุณครอบครองหนังสือด้วยหัวใจและวิญญาณ คุณจะได้รับสิ่งดีๆจากมัน แต่เมื่อคุณส่งต่อมันให้กับคนอื่น สิ่งที่คุณได้รับจะเพิ่มขึ้นเป็นสามเท่า”

-เฮนรี่ มิลเลอร์-

ล่วงเข้ากลางเดือนของปลายปีแล้ว หลายคนยังคงหน้าดำคร่ำเคร่งให้กับงานการ(หรือการงาน) ที่ระดมพลแถวเข้ามาให้จัดการอย่างต่อเนื่อง ราวกับเป็นบททดสอบชิ้นสุดท้าย ที่พระเจ้าประทานลงมาลองใจมนุษย์เงินเดือนทั้งหลาย ว่าจะสามารถฟันฝ่าบททดสอบนี้ไปได้หรือไม่ ก่อนที่จะได้เสพรับรสชาติความหอมหวนของวันหยุด อืม…พอเอ่ยถึงกลิ่นหอมจางๆก็ลอยมาแตะจมูกซะแล้ว

หยุดยาวๆหลายวันติดต่อกัน เราทำอะไรกันบ้าง อยู่กับครอบครัวบ้างละ เดินทางไปยังสถานที่ท่องเที่ยวยอดฮิตเพื่อสร้างสถิติโลกว่ามีคนไปรวมกันเยอะๆบ้างละ หรือสังสรรค์รื่นเริงกับแอลกอฮอล์ตามบ้านเรือนเพื่อนฝูงบ้างละ หรือจะหาสถานที่สงบๆเงียบสงัดบรรจงและเล็มหนังสือหนังหาอย่างคลายใจ ไร้เรื่องราววุ่นวายใจ จิบเบียร์เย็นๆที่หยิบขึ้นมาจากกระติกน้ำแข็ง ลมโชยผ่านใบหน้าเบาๆ ไม่ว่าจะอยู่ริมคลองหรือทะเลเวิ้งว้าง

เอาละ.. ผมว่าตื่นจากฝันเรื่องเบียร์และบรรยากาศเย็นๆ มานั่งนึกก่อนสิว่า

เออ.. ลองหาหนังสือเล่มเล็กๆติดกระเป๋าไปหามุมในฝันนั้นเป็นไร รายนามหนังสือเล่มเล็กๆนั้นก็ผุดมาเยอะแยะไปเสียหมด มีหลายเล่มที่ยังอ่านไปจบ เล็งไว้ว่าคงได้เวลาและกาลเหมาะเสียที จะได้อ่านให้จบๆ ไป มีหลายเล่มอีกเช่นกันที่อ่านจบแล้วนึกถึง ว่าน่าจะลองหนีบไปอ่านในห้องโดยสารยานฮอลลิเดย์อีกหน


สดับลมขับขาน [Hear the Wind Sing] : Haruki Murakami

เรื่องราวอันสะท้อนบนผิวฟองเบียร์ ที่อ่านแล้วรู้สึกน้ำลายเหนียวคอแห้ง อยากหาอะไรเย็นๆสีเหลืองอำพันมาดวดลงคอเล่น จะว่าไปแล้วเมื่ออ่านเรื่องนี้จบ ก็ต้องมาลองๆนึกดูเปรียบกับตัวเองว่า เวลาอยู่ในวงเหล้ายาปลากระป๋อง-ยำ อันประกอบไปด้วยผักชีซอยพร้อมพริกขี้หนูทุบพอแตก แซมด้วยหอมแดงหรือหอมหัวใหญ่ ปิดท้ายเกมด้วยฝานมะนาวเม็ดอวบพองามบิ-บีบชะโลมผิวหน้าซอสสีแดง (แน่นอนว่านอกเรื่องเล็กน้อย) น้อยนักที่จะนึกตั้งคำถามอย่างเช่นตัวละครที่โลดแล่นในหนังสือ

มีบางคราวที่ผมอ่านหนังสือเพื่อฆ่าเวลา มุสิกจะเอียงคอมองเมียงพิศวง เหมือนแมลงวันพินิจพิเคราะห์ไม้ตีแมลงวันอย่างไรอย่างนั้น

“ทำไมเอ็งอ่านหนังสือ?”

“แล้วทำไมแกดื่มเบียร์?”

ผมตอบมุสิกในช่วงคำเคี้ยว สลับกันระหว่างปลาแม็กเคอเรลกับสลัด ไม่เสียเวลาละสายตาจากหน้ากระดาษ คำถามของผมทำให้มุสิกครุ่นคิด เพราะมันอ้าปากอีกครั้ง ในอีกห้านาทีถัดมา

“ความดีงามของเบียร์ก็คือ เอ็งเยี่ยวออกมาหมดท้องหนึ่งกระป๋องเข้า หนึ่งกระป๋องออก เสพรส อิ่มความสุข เริ่มต้นและจบสิ้นหมดจด”

มุสิกจ้องหน้าผมในขณะที่ผมเคี้ยวอาหารช้าๆ

“ทำไมเอ็งอ่านหนังสือ?”

ยังมีคำถามอีกมากมายที่รอให้คนอ่านได้เกากระบาลไปพร้อมๆกับ ความแปลกใจในสถานการณ์ที่ผู้เขียนสร้างขึ้น เรื่องราวที่ไม่มีการโปรยภาพเบื้องหน้าของอนาคต คือความมีเสน่ห์ของหนังสือเล่มนี้ หนังสือของฮารุกิเท่าที่อ่านมาสองสามเล่มนั่น ต้องขอบอกว่า หากจะใช้พฤติกรรมการอ่านแบบเร่งร้อน อ่านเอาหน้า(หมายถึงหน้าหนังสือ) เราจะได้เพียงเรื่องราว แต่จะไม่ได้รสชาติแท้จริงของอักษรอย่างแน่นอน จำต้องค่อยๆเล็มละเลียด ราวการจิบเบียร์ ต้องค่อยๆกลืนของเหลวเย็นลงคอ ให้ความเย็นที่ผ่านช่องท้องส่งกระแสสั่นวาบขึ้นมาจนถึงก้านสมอง แล้วจึงกระเดือกของเหลวระลอกถัดไป

เมื่อนึกถึงของมึนเมา หากไม่เอ่ยถึงวรรณกรรมของพญาอินทรีเฒ่าก็กระไรอยู่ ผู้ที่สร้างสรรค์เรื่องราวที่มีกลิ่นคาวของไอสุราขาวฉุนเฉียว เพียวลมและสะท้านวาบในอารมณ์เมื่อได้อ่าน


บ้านนี้มีห้องแบ่งให้เช่า : ‘รงค์ วงษ์สวรรค์

-เพริด เทียบทอง เป็นหนอนหนังสือที่ไม่น่ารักเลย เขาอ่านหนังสืออย่างไม่กลัวมันชอกช้ำ ชนิดปกแข็งเขาไม่เคยถอดปกหุ้มออกเสียก่อน มันจึงขาดวิ่นตามสันและรอยพับอย่างน่าเสียดาย บางเล่มผมยอมเสียเงินถึง๑๐สลึง หุ้มพลาสติคซ้อนให้แน่หนามั่นคง แต่เขาจะถอดก่อนทุกครั้ง โดยอ้างว่ามุมของมันตำหน้าอกเจ็บเวลานอนอ่าน-

บรรทัดสั้นๆก่อนพลิกหน้าหมายเหตุของสำนักพิมพ์ ดึงดูดให้สนใจลองค้นหาถึงวีรกรรมของ เพริด เทียบทอง ด้วยรอยยิ้มและเสียหัวเราะ ตลอดเรื่องราวของการ รวมพลคนไม่เอาไหน แห่ง “บ้านนี้มีห้องแบ่งให้เช่า” อันประกอบไปด้วย เพริด เทียบทอง หนอนหนังสือที่ไม่ค่อยน่ารักแต่หน้าเตะเป็นยิ่งนัก ยง เสนาไพร นายแบบหนุ่มตูดแป้ว แบน สายหยุด ช่างไม้ผู้เป็นคนดีเหลือเกิน เชิงม่านลาย แย้ม โคกนุ่น และ นายทองดิน ทองดิน แววไวผู้มีขี้กลากทองคำ ขี้กลากนำโชคผู้เป็นเจ้าของห้องเช้าของเหล่าสหาย โดยมี บุญผัน ปลีในเป็นคนเล่าเรื่องทั้งหมด

เห็นไหม เราต่างไม่เอาไหนปานกัน เราหงุดหงิด เราขี้เขม่นคนเก่งกว่า เราไม่พยายามซ่อนความเห็นแก่ตัว ฯลฯ เราคอยจ้องจะเชือดกันอย่างเลือดเย็น และหมั้นไส้วีรกรรมของผู้อื่น

แม้จะคล้ายเป็นบทสรุปแบบลางๆของคนที่ไม่เอาไหน แต่ก็ไม่อาจอธิบายบรรยายได้ทั้งหมด หากแต่ต้องลองหยิบมาอ่าน เพื่อตามรอยเรื่องราวของคนเหล่านี้ ว่ามิได้มีแค่ความสนุกสนานหยาบคายแต่มีเรื่องราวของอดีตที่แสดงตนผ่านฉากแต่ละฉากของเรื่องราว แน่นอนว่าอาจทำให้เกิดการเปรียบเทียบกับสภาพแวดล้อมปัจจุบัน เพราะเรื่องราวที่เขียนขึ้นนี้ เป็นเวลาล่วงมา๔๐ กว่าปีเห็นจะได้ ขนาดเล่มก็กำลังพอดีๆ ไม่หนาเกินไป และสามารถอ่านได้หากมีเวลาว่างๆสักหนึ่งวันเต็ม และสถานที่อันเหมาะแก่การระเบิดเสียงหัวร่ออย่างไม่เกรงใจใคร

“เอียน” ผมหมายถึงว่าผมเอียนกับชีวประวัติของเขา

“เอียนโว้ย!”

เพริดเทียบทอง ถล่มน้ำลายพร้อมกับพูด “ผมก็เอียนคุณรู้ไหม เดี้ยวนี้ขี้กลากของเขายังไม่หาย แต่ผมว่าเขาคงไม่อยากรักษามากกว่า มันเป็นขี้กลากนำโชค”

“เอียน”

“ดับเบิ้ลเอียน”

“โคตรเอียน”

“ซูเป้อร์เอียน” แบน สายหยุด ตะโกน

“ขอโทษ…” เราได้ยินเสียงเบาหวิวมาจาข้างหลัง “แต่ผมไม่เอียน”

ทองดินแววไว มาปรากฏตัวเหมือนล่องหน

ผมรู้สึกถึงความเย็นวาบวิ่งทะลักเข้าไปในรูทวาร แล้วหล่นลงในความเงียบงัน

หากหนังสือเหมือนของมึนเมา งานเขียนของฮารุกิคงคล้ายเบียร์สดที่ทิ้งค้างจนไร้ความเย็น กินแล้วขมจิ๊ดที่ปลายรากขมอง เรื่องราวของอ้าวรงค์ ก็คงคล้ายเหล้าดองตองใต้เพิงหมาแหงน ที่กินแกล้มมะขามเปียกฉาดเกลือ แล้วงานเขียนของ เสกสรรค์ ประเสริฐกุลเล่า เป็นจัดแอลกอฮอล์จำพวกใด


ผ่านพบไม่ผูกพัน (ห้วงคำนึงจากการเดินทาง) : เสกสรรค์ประเสริฐกุล

ในความเงียบ เราอาจเพ่งลึกถึงฐานรากทางปัญญาของมหาอาคารที่พบ
ในความเงียบ เราอาจได้ยินถ้อยคำในเสียงลม ที่พัดผ่านทุ่งหญ้าสูง
สามารถอ่านรอยสึกกร่อนของภูผาด้วยตะเกียงแดด
-เดินทางในความเงียบ-

เมื่อวันหยุดหนที่แล้วข้าพเจ้าได้หนีบหนังสือเล่มนี้ไป หย่อนอารมณ์ที่ชายหาดอันว่างเปล่าเบื้องหน้า มีเพียงเรือหาปลาลำเล็กลอยผ่านมาแต่ไกล เห็นลิบๆเพียงคล้ายจุดขี้แมงวันเล็กๆที่ประดับผิวน้ำ อ่านได้จบหนึ่งบทแล้วก็ปิดเล่มลง เพื่อปลดปล่อยความคิดที่ติดค้างในใจออกไปที่ละเรื่องราว

จึงมีเวลาเช่นนี้เท่านั้นที่เหมาะสมในการละเลียดความหมายที่เที่ยงแท้ของธรรมชาติ จึงเป็นเวลาเดียวกันที่ได้ปลดเปลื้องเรื่องราวที่ผูกรัดมัดตรึงความคิดและจิตใจ ให้คลายออก “ผ่านพบไม่ผูกพัน” นั้นจึงเป็นเรื่องราวที่บอกเล่าสิ่งที่ผู้เขียนค้นเจอสถานอันศักดิ์สิทธิ์ที่ซ่อนเร่นอยู่ภายในสภาพแวดล้อมที่ท่องผ่าน

“บางครั้งเราเต็มใจเป็นสะพานให้คนก้าวข้าม… แต่ห้วงยามแห่งการเสียสละกับห้วงยามแห่งการพลัดพรากก็มักจะเกิดขึ้นพร้อมกัน … ทั้งนี้เพราะสะพาน ย่อมมิใช่ที่อยู่ถาวรของผู้ใด”-สายน้ำ สะพาน และฟากฝั่งของชีวิต-

เป็นหนังสือรวมบทความที่เหมาะสมในการฆาตกรรมเวลาอย่างแท้จริง หากแต่จะดียิ่งหากได้อ่านระหว่างเดินทางหรือก่อนออกเดินทางเพื่อท่องเที่ยวหรือไปค้นพบดินแดนใหม่ ดินแดนอันแปลกที่แปลกทางจากสถานอันสถิตเดิมๆ ของคนเมือง มันทำให้เรามองและเห็นความหมายของสิ่งต่างๆรายรอบได้มากกว่าแค่ตาเนื้อจะสัมผัส

กับคำถามที่ตั้งไว้ว่างานเขียนเล่มนี้คล้ายแอลกอฮอล์รสใด คำตอบน่าจะมีหลากหลายสำหรับคนที่เคยอ่านงานเขียนของ อ.เสกสรรค์ สำหรับผมแล้วงานเขียนเล่มนี้รสหอมหวานจางๆคล้ายน้ำเปล่าที่หาความเย็นไม่ได้ หาความร้อนไม่ได้ มันอยู่ระหว่างความร้อนและความเย็น แต่ดื่มแล้วล้างคาวและชื่นใจนักเชียว


คนตัวเล็ก : กนกพงศ์ สงสมพันธุ์

รวมเรื่องสั้นเรื่องราวของคนเล็กๆ และขนาดตัวเล็กๆ วรรณกรรมภาษาเบาแต่หนักเนื้อสมอง ให้ผู้อ่านที่เรียกตัวเองว่าเป็น”ผู้ใหญ่” ได้หยุดตรองลองคิดถึงมุมที่ใช้มองเด็กๆตัวเล็กๆ ไม่ว่าจะเป็นลูกเราหรือหลานเขาหลานเธอเพื่อนเรา

อ่านเล่มนี้แล้วได้ความแน่นของเนื้ออักษรตามยี่ห้อผู้เขียนเรื่องสั้นขนาดยาว หากเคยเคร่งเครียดเขม่นคิ้วกับเรื่องราวอันหนักหน่วงจากเรื่อง “แผ่นดินอื่น” ให้วางความเครียดนั้นลงได้เลย ให้นึกถึงความปลอดโปร่งของ “บันทึกจากหุบเขาฝนโปรยไพร” แล้วปล่อยใจไปกับเรื่องราวน่ารักและน่าคิดของเด็กๆและผู้ใหญ่

“ทุกคนเลยหรือเปล่าย่า ที่ไปเกิดเป็นดวงดาว??”“ต้องเป็นคนดี ถึงจะได้ไปเกิดบนนั้น” ย่าบอก

ฉันแหงนมองท้องฟ้าอีกครั้ง แล้วพลันร้องขึ้น

“วู้ว์!…คนดีมีเยอะเหลือเกิน ดาวเต็มฟ้าไปหมดเลย”

“โลกเราถึงได้ถึงได้มีอยู่จนทุกวันนี้ปะไรล่ะ”

“ฉันจะขอพรให้น้องมีฟันเร็วๆ” ฉันบอก

อีกคืนหนึ่งที่ฉันกับย่านั่งมองดาวด้วยกัน ฉันนึกสงสัยขึ้นมา “ย่า” ฉันร้องเรียก

“อะไรหือ?”

“ลูกไก่ก็ไปเกิดเป็นดาวด้วยนี่ย่า”

“แล้วทำไม?”

“ย่าบอกว่ามีแต่คนดีๆ” ฉันพูดเร็ว ด้วยกลัวไม่ทันสิ่งที่คิด “ใช่ไหมย่า? ที่จะได้ไปเกิดเป็นดวงดาว”

ย่าหัวเราะ “อะไรก็ตามที่ทำตัวดีๆ ล้วนไปเกิดเป็นดาวทั้งนั้น”

“ย่าจะไปเกิดเป็นดาวไหม?”

“เอ็งคิดว่าย่าเป็นคนดีรึเปล่าละฮึ?”

-ย่า-

มีหลายเรื่องราวที่นำเราขึ้นยานข้ามเวลากลับไปยืนตรงภาพความหลัง สนามหญ้าหน้าโรงเรียง คุณครูสอนคณิตศาสตร์ กระดานดำ ไม้เรียว ต่างๆเหล่านี้ล้วนแล้วปลุกความคิดเมื่อวัยเด็กมานั่งผสานตาตรงหน้า (หน้าตาตอนเด็กๆเป็นแบบนี้เหรอเนี้ย) บางครั้งก็เหมือนกับความคิดเด็กที่กำลังแอบนินทาผู้ใหญ่ ได้รสกลมกล่อมเหมือนโอวัลตินร้อนๆ ทานกับปาท่องโก๋ยามเช้า อะ..ไหนๆก็พากันชิมเครื่องดื่มหลากรสกันแล้ว ก่อนจบขอแถมด้วยอักษรรสนม อุ่นๆอีกเล่มก็แล้วกันครับ


ต้นไม้ใต้โลก :๑๐๐ ความคิดคันๆ ของคนอยากเปลี่ยนโลก
ทรงกลด บางยี่ขัน : สำนักพิมพ์ a book

“ความน่ากลัวที่แท้จริงไม่ใช่คอมพิวเตอร์จะคิดเหมือนกับคน แต่เป็นคนที่เริ่มจะคิดเหมือนคอมพิวเตอร์”-ซิดนีย์ เจ. แฮร์ริส-

หนังสือเล่มนี้เป็นการรวบรวมเรื่องราวของข้อคิดและโครงการที่จะเปลี่ยนแปลงโลกให้ดีขึ้น โครงการต่างๆที่ทำไปแล้ว และกำลังทำ เป็นแรงดลใจผสมความรู้และคติคำคมต่างๆที่สอดแทรกอยู่ในเนื้อหาตลอดเล่ม อ่านง่ายย่อยง่ายไม่มีสารตกค้างที่ไม่พึงประสงค์อย่างแน่นอนครับ

อ่านแล้วลองนึกดูสิว่า วันๆที่เราหายใจทิ้งไปในแต่ละนาทีชั่วโมงนั้น เราได้สละเวลาสักเสี้ยวหนึ่งหรือไม่ ในการครุ่นคิดวิธีที่จะทำให้โลกดีขึ้น มีบ้าง หรือไม่เลย แม้สักเล็กน้อยก็ยังดี ดีกว่าไม่เลย หากไม่เคย เอาละ วันหยุดนี้ลองดูซะ ได้ผลอย่างไรอย่าลืมบอกกันต่อละ

เอาละหลังจากร่ายกันมายืดยาวก็คงจะถึงบทจบของฉบับส่งท้ายเล่มนี้เสียที

ก้าวรอก้าวก็เหมือนคนหรือสิ่งมีชีวิตอย่างหนึ่ง เมื่อมีเกิดมีเติบโตก็ต้องมีหยุดพัก แน่นอนว่าระยะเวลาระหว่างการพักนั้นใช่หมายความว่าเรานั้นหยุดเจริญเติบโต หากแต่มีเหตุผลที่ยังไม่อาจก้าวเดินต่อ ระยะนี้เพียงเก็บเกี่ยวเรื่องราวการหยุดพักไว้เป็นพลังในการที่ก้าวในคราวต่อไป ครั้งต่อไป

วันหยุดยาวครั้งนี้ หากได้มีโอกาสหยุดก้าว แล้วได้นั่งครุ่นคิดหรือปลดปล่อยเรื่องราวบางอย่าง ขอให้สหายร่วมก้าวได้ใช้เวลาอันมีค่านี้อย่างอ่อนโยนและถนอมด้วยจิตใจอันผ่อนคลาย แล้วเมื่อวันใหม่มาถึง วันที่มีแรงพร้อมจะก้าวต่อ ก็อย่าลืมโบกมือเรียกด้วยละกัน

“หากเธอได้ยินเสียงภายในเธอพูดว่า ‘เธอวาดรูปไม่ได้หรอก’ … ไม่ว่าจะอย่างไร จงวาด และเสียงนั้นจะเงียบลงเอง-VINCENT VAN GOGH-

ด้วยมิตรภาพเสมอมา

(…)


[อ่าน Book Review ในฉบับอื่น] : [สารบัญ ฉบับส่งท้าย]

3 ตอบกลับที่ Book Review

  1. สวรรค์เสก พูดว่า:

    -ฮารูกิ มูราคามิ-

    .

    ผมจำไม่ได้แล้วล่ะว่าผมเริ่มรู้จักนักเขียนญี่ปุ่นผู้นี้ตั้งแต่เมื่อไหร่
    ผมจำได้ว่าผมรู้จักเขาจากการอ่านคอลัมน์ของ ปราย พันแสง ทางมติชนสุดฯ ที่เจ๊ปรายเขียนถึงมูราคามิบ่อยๆ และนั่น จึงทำให้ผมจำได้ต่อไปอีกว่า ผมได้ขวนขวายหาหนังสือเรื่อง ด้วยรัก ความตาย และหัวใจสลาย ของนักเขียนผู้นี้มาอ่านเป็นเล่มแรกเพื่อทำความรู้จักและ “ผูกเสี่ยว” ทางอักษรกับเขา

    “อืมม์ ก็ดีนะ” ผมตอบตัวเองหลังจากอ่านหนังสือเรื่องนี้จบ

    แต่ให้ตายเถอะ! สงสัยผมคงจะกินส้มตำปูปล้าร้ามาซะเคยตัว พอมาเจอความนุ่มนวลของเนื้อย่างโกเบเช่นนี้จึงรู้สึกไม่ค่อยชอบสักเท่าไหร่ ไม่แน่ว่าหากผมกลับไปค่อยๆ ละเลียดงานของมูราคามิอย่างช้าๆ เหมือนที่พี่สามบรรยายข้างบนใหม่อีกครั้งละก้อ ผมอาจจะแอบจิตตกหลุมรักมูราคามิจนหัวปักหัวปำขึ้นมาบ้างก็ได้ เพราะถ้าหากงานเขียนของเขาไม่ดีจริง คงไม่สามารถเบียดนักเขียนดังจากฝั่งอเมริกาและแถบยุโรปขึ้นไปผงาดบนแผงหนังสือร้าน Waterstone และร้าน Borders ได้ทั้งชั้นแบบนั้นหรอกกระมัง

    แต่ว่า..รอไปก่อนนะจ๊ะ พี่สอยังไม่กลับไปอ่านตอนนี้ดอก คริ คริ คริ

    .
    .
    .

    -พ่ออาว์รงค์ วงษ์สวรรค์-

    .

    “นักเขียนเวลาออกจากครรภ์มารดาก็กำความปรารถนา กำปากกา กำน้ำหมึก กำสติปัญญามาจุดประกายเป็นแสงสว่างขึ้นในโลก นักเขียนจริงๆ ไฟจะไม่ดับ เหมือนพระอาทิตย์ที่ยังอยู่อีกนานแสนนาน นักเขียนจริงๆ เกิดมาเพื่อเขียน จะอายุเท่าไหร่ก็เขียนได้” -อังคาร กัลยาณพงศ์-

    ผมอยากจะใช้คำพูดของครูกวีท่านนี้ในการขึ้นต้นเพื่อกล่าวถึงพ่ออาว์รงค์ วงษ์สวรรค์

    “บ้าน่าที่รักจ๋า! ทำไมป๋าถึงเขียนหนังสือได้สะเด็ดสะเด่าในดวงแดเช่นนี้ล่ะจ๊ะ” ผมแทบจะหลุดอุทานประโยคนี้ออกมาตอนที่อ่าน “เสเพลบอยชาวไร่” และ “จากโคนต้นไม้ริมคลองถึงป่าคอนกรีต” ของนักเขียนใหญ่ท่านนี้ ผู้ซึ่งเคยมีวงเล็บท้ายชื่อว่า (หนุ่ม)

    ใช่! ‘รงค์ วงษ์สวรรค์ (หนุ่ม)

    ทำไมถึงมีคำว่าหนุ่ม? พ่ออาว์ตอบได้คมเหมือนมีดฆ่าควายว่า ได้หยุดอายุของตัวเองเอาไว้ที่ 28 ขวบ ซึ่งถือว่าเป็นวัยหนุ่มฉกรรจ์ของชีวิต ว่าไปแล้วคนวัยนี้ “เหมือนต้มยำที่เผ็ดจัดและเปรี้ยวจนตอแหล” (-รงค์-)

    ผมละทึ่ง! ในการอ่านงานของพ่ออาว์รงค์ เพราะในงานเขียนชิ้นหนึ่งๆ มันมีอะไรรวมอยู่ในนั้นมากมาย ราวกับว่าถูกเขียนขึ้นมาจาก “คนที่มีอวัยวะชุดเดียวกัน คนเหล่านั้นเป็นทั้งซาตาน ปราชญ์ นักบุญ และไอ้งั่ง” (-รงค์-) ในบางครั้งพ่ออาว์ “พูดเรื่องสัปดี้โสโดกได้รื่นหู ราวกับถ้อยคำภาวนาของนักพรตผู้วางเฉย” (-รงค์-)

    ในวัย 75 กะรัตของพญาอินทรีย์ที่เกาะคอนเหนือห้วยบวกเขียด บนดอยแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ พญาอินทรีย์ยังมิวายสยายปีกเหินบินลงมาบนฟ้าอักษรอยู่อย่างสม่ำเสมอ และดูเหมือนว่างานเขียนของหนุ่มใหญ่ผู้นี้ ยิ่งนานวันยิ่งแพรวพราวด้วยสำบัดสำนวนและรายละเอียดปลีกย่อย เหมือนพญาเหยี่ยวที่บินสูงซึ่งมีประสาทสัมผัสของนกกินปลาที่ซุ่มซ่อนอยู่ตามกอไผ่

    หากพ่ออาว์ไม่ด่วนตายจากด้วยโรคไตวาย
    หากหลานสอไม่ทะลึ่งเดินสะดุดแข้งใครตายซะก่อน
    หลานสอหวังใจเหลือเกินว่าจะขึ้นดอยไปขอจิบไวน์บ่ะเกี๋ยงบนดอยโป่งแยงกับพ่ออาว์บ้างสักวัน–ได้ไหม?

    .
    .
    .

    -เสกสรรค์ ประเสริฐกุล-

    .

    “การที่ใครสักคนจะใช้ชีวิตอย่างผู้กล้านั้น ผมมิได้หมายความว่าจะต้องประดาบเลือดเดือดไปทั่วหย่อมย่านแห่งหน หากหมายถึง การเอาจริงเอาจังกับเจตนารมย์ของการดำรงอยู่ (อย่างมีศักดิ์ศรี) เริ่มจากการเพาะบ่มตนเอง ต้องมุ่งเน้นสร้างแก่นแท้มากกว่าภาพลักษณ์” -เสกสรรค์ ประเสริฐกุล-

    เอาแค่ประโยคนี้ของอาจารย์เสกสรรค์ ผมก็พร้อมแล้วสำหรับการค้อมหัวคำนับให้กับจิตใจของลูกผู้ชายคนหนึ่ง ผู้ซึ่งพยายามค้นคว้าหาความจริงของชีวิตกระทั่งสรุปออกมาเป็นประโยคสั้นๆ ว่า “โลกนี้ไม่มีที่ว่างสำหรับวิญญาณอิสระ และความจริงแท้แห่งความเป็นคน”

    การอ่านงานของ อ.เสกสรรค์ เรื่อง “เดินป่าเสาะหาชีวิตจริง” นั้น ทำให้ผมได้นิยามในการเขียนขึ้นมาว่า “อย่าให้การเห็นของสายตาและข้อมูลเท่าที่มี จำกัดความคิดและจินตนาการในการเขียน” เพราะความเรียงเล่มน้อยนี้นั้น มีทั้งข้อมูลความจริงทางประวัติศาสตร์ แง่มุมทางการเมือง และเรื่องราวในชีวิตของผู้ชายคนหนึ่ง ซึ่งถ่ายทอดออกมาได้สะเทือนอารมณ์ไม่น้อยเลยทีเดียว เหนืออื่นใด ภาพในป่าที่ อ.เสกสรรค์ ได้บรรยายมานั้น มันได้ผ่านคลองจักษุของผมมาด้วย จึงทำให้หนังสือเล่มนี้มีภาพพจน์ต่อจินตนาการของผมได้ชัดเจนยิ่งขึ้นกว่าบุคคลผู้ไม่เคย “เดินป่าเสาะหาชีวิตจริง” มาบ้างเลย ผมอาจจะคิดไปเอง ผมอาจจะเข้าใจผิด เพราะบางทีในป่ามนุษย์และในดงคอนกรีตนี้ อาจจะมีนักอ่านบางท่านที่เข้าใจชีวิตจริงได้มากยิ่งกว่า อ.เสกสรรค์ และ ผม ก็เป็นได้ — ครับ ใช่! ผมอาจจะคิดไปเอง!

    ทว่าการได้อ่านงานของ อ.เสกสรรค์ หลายเล่มเข้า ทำให้ผมเข้าใจอาจารย์ว่า บางทีความคิดของอาจารย์นั่นเองที่เป็นริ้วแส้ไร้สภาพโบยตีจิตวิญญาณของตัวอาจารย์อย่างไม่ปราณี บางทีทางออกของชีวิตอาจจะใช้เพียงประโยคสั้นๆ ที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสเตือนสิทธารถะในวรรณกรรมเรื่อง สิทธารถะ ของเฮอร์มาน เอสเส นั่นก็เป็นไปได้กระมัง ทรงตรัสเตือนเอาไว้ว่า

    “จงระวังตัว อย่าฉลาดเกินไปนัก”

  2. swordbelt พูดว่า:

    5555 ชอบประโยคสุดท้ายนักเชียวท่านพี่สอง

    ด้วยความเคารพขอรับท่านพี่

    เสียดายว่าติดงานเร่งด่วนไม่อาจต่อถ้อยบันไดความคิดของท่านพี่ได้ เสียดายเสียดาย

    หากไม่ลืมเลือน น้องสามต้องมาต่อยอดเรื่องราวของท่านพี่เป็นแน่

    มิยอมให้ท่านพี่เสียแรงนิ้วไปเปล่าๆแน่ๆ

    คารวะ

    น้องสาม

  3. nena พูดว่า:

    ขอบคุณ คุณ(…) มากๆนะคะ สำหรับรีวิวส่งท้ายหลายเล่มถูกใจ
    ตอนแรกกะจะมาเซฟ เอาไว้เรียกน้ำย่อย 55 คิดไปคิดมา
    เด้วค่อยแวบไปที่บล็อกคุณดีกว่า

    ตอนนี้น่าก็อ่านงานของอาจารย์เสกฯท่านค่ะ จับความรู้สึกได้ยาก
    ภาษาอาจารย์ ง่ายๆแต่งามลึกนะคะ หยั่งลงใจจริงๆ

    ชอบประโยคสุดท้ายของพี่สวรรค์เสกเช่นกันค่ะ

    แต่ว่า .. ประโยคนี้ เพื่อนหญิงที่หนีไปแต่งงานกันหมดจะเป็นคนบอกน่าน่ะค่ะ
    แบบว่า “จงระวังคานให้หนัก เพราะอยากรู้มากดีนัก” ๕๕๕

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: