ฉบับส่งท้าย

ธันวาคม 15, 2007

ฉบับส่งท้าย

Cover by : ยางมะตอยสีชมพู

ก้าว..รอ..ก้าว
หนอนสนทนา :

www.winbookclub.com
https://kaawrowkaw.wordpress.com/
kaawrowkaw@hotmail.com

กองบอกอ :
อานันท์ ประทีฯ / หนุงหนิง / ยางมะตอยสีชมพู /
ธุลีดิน / พงษ์ปรัชญา / สารากร / Plin, :-p /


มีอะไรในเล่ม :

Cover(s) by : ยางมะตอยสีชมพู

kaawss.jpg
ก้าว..รอ..ก้าว
‘บ้านหนอน’ ออนไลน์แมกกาซีน สำนักหนอนสนทนา

www.winbookclub.com
https://kaawrowkaw.wordpress.com/
kaawrowkaw@hotmail.com

Advertisements

บันทึกการเดินทาง

ธันวาคม 15, 2007

[บทบรรณาธิการ]


บันทึกการเดินทาง

กลางดึกวันที่ ๑๘ พฤศจิกายน ๒๕๔๙ ใต้หลังคาฟ้าดารดาษดาว ไออุ่นมิตรภาพแผ่คลุมทั่วบริเวณบ้านพักบนเขาป่าสวนกระยาง จังหวัดพิษณุโลก หนุ่มสาวบ้านหนอนสนทนากลุ่มหนึ่งคุยกันอย่างออกรสหลังน้ำเปลี่ยนนิสัยไหลผ่านลำคอ

“ชื่อก้าวรอก้าวดีไหม ก้าวรอก้าวนะ ไม่ใช่ ฯลฯ” ชายหนุ่มมาดเข้มเสนอขึ้นมากลางวง ท่ามกลางเสียงตอบรับฮือฮา

“ดีๆ มีความหมายดีด้วย ก้าว ตัวแรกหมายถึง หนอนหน้าเก่าที่เดินไปข้างหน้า ขณะเดียวกันก็รอ ก้าว ตัวที่สองซึ่งหมายถึง หนอนหน้าใหม่เพื่อเดินไปพร้อมกัน”

“มีอีกความหมายหนึ่ง เมื่อเราก้าวไปได้สักพัก ก็ต้องมีการหยุดคิด หยุดพัก ก่อนจะก้าวเดินต่อไป” เสียงใครคนหนึ่งเสริม

“ก้าวรอก้าว ยังมีเสียงพ้องกับ ฯลฯ ซึ่งหมายถึง อื่นๆ อีกมากมาย ตรงกับแนววาไรตี้หลากหลายของนิตยสารเราพอดี ” อีกคนร่วมระดมความคิด

ก้าวหนึ่ง…ก้าวสอง…ลองย่ำ
เตาะแตะก้นตำคะมำหงาย
แต่หาได้เดินเดียวดาย
มีเพื่อนรอบกาย…ประคอง

นับจากวันนั้นโลกโคจรรอบดวงอาทิตย์ครบหนึ่งรอบ หนุ่มสาวกลุ่มเดิมช่วยกันนับรอยเท้าที่ฝากรอยไว้เบื้องหลัง

“…ยี่สิบ ยี่สิบเอ็ด ยี่สิบสอง ยี่สิบสาม ยี่สิบสี่…”

การเดินเพียงลำพังกับการร่วมเดินไปกับคนหมู่มากย่อมก่อให้เกิดความรู้สึกต่างกัน หลายคนอาจเคยรู้สึกโดดเดี่ยวอ้างว้างบนเส้นทางสายอักษร การมีเพื่อนร่วมทางทำให้ถนนสายนี้ไม่เงียบเหงาจนเกินไปนัก ที่สำคัญก้าวย่างของคนๆ หนึ่งอาจช่วยปลุกกระตุ้นให้อีกหลายคนก้าวเดิน

แม้ระยะก้าว จังหวะก้าว และกำลังขาของแต่ละคนจะแตกต่างกัน แต่เมื่อตัดสินใจเดินกอดคอไปพร้อมกันแล้ว ย่อมต้องชะลอหรือเร่งฝีเท้าให้ได้จังหวะประสานสอดคล้องกัน

บนเส้นทางหลายคนอาจเดินสะดุดล้มมีรอยแผลฟกช้ำไว้เป็นบทเรียน บางคนรู้สึกท้อแท้แยกตัวดุ่มเดินไปโดยลำพัง ขณะที่บางคนเหนื่อยล้าหมดแรง ขอนั่งพักบนศาลาริมทาง ก่อนแข็งใจก้าวเดินต่อไป

ก้าวแรก…ก่อนเริ่มนั้นยากนัก
ก้าวต่อไปจึงตระหนักยากยิ่งกว่า
ยิ่งเดิน…แรงอ่อนผ่อนล้า
…หรือว่าถึงคราหยุดพัก…

ก่อนเริ่มก้าวไม่มีใครเคยตั้งคำถามว่าจะเดินกันไปถึงจุดไหนและถึงเมื่อไร ในห้วงคำนึงมีเพียงก้าวปัจจุบันที่ตั้งใจจะ ยก – ย่าง – เหยียบ ให้ทันตามจังหวะเวลา ใครก้าวตามไม่ทันก็ได้แต่ฝากความหวังไว้กับสหายที่ยืนรอตรงจุดนัดพบ ก่อนเริ่มก้าวใหม่ไปพร้อมกัน

อย่างไรก็ตาม จุดหมายปลายทางของแต่ละคนย่อมแตกต่างกันไปในรายละเอียด เมื่อเดินมาถึงระยะทางหนึ่งต่างย่อมต้องการเวลาหยุดพักและคิดทบทวนก่อนก้าวเดินต่อไป บางคนอาจค้นพบเส้นทางสายใหม่ที่ใช่สำหรับตัวเอง ขณะที่บางคนอาจเดินต่อบนเส้นทางสายเดิม

แต่ใครจะรู้ เส้นทางเหล่านั้นอาจทอดบรรจบกัน ณ จุดใดจุดหนึ่ง วันใดวันหนึ่ง และเมื่อถึงเวลานั้นหนุ่มสาวนักเดินทางจะร่วมกอดคอกันเดินอีกครั้ง ●

หนุงหนิง


[สารบัญ ฉบับส่งท้าย]


Bye

ธันวาคม 15, 2007

[DekAd] โดย Black&Pink


Bye

“ฉันมีเรื่องราวดีๆ ที่ทำให้ใครต้องอิจฉา ฉันมีเวลาดีๆ กับเพื่อนดีๆ ตลอดมา
และเมื่อคนอื่นๆ จะเป็นอย่างไร เธอยังมีความหมาย
คือความทรงจำงดงาม ที่ไม่มีเลือนราง…”

และแล้ว วันเวลาที่ก้าวเดินทางของพวกเราก็ต้องหยุดลง
ที่ผมใช้คำว่าหยุด ไม่ได้หมายความว่ามันจะจบลง หรือลาจากกันนิรันดร์
หากแต่เพียงว่า เป็นการหยุดเดินเพื่อพัก ปล่อยลมหายใจให้ยาว
พร้อมก้าวเดินต่อในเส้นทางของแต่ละคนที่ต่างกันไป

พวกเราหยุดเดิน ไม่ใช่เพราะไม่รักที่จะทำนิตยสารออนไลน์
ที่มีพี่ๆ น้องๆ ร่วมก้าวกับพวกเรามามากมายและยาวนานขนาดนี้
แต่จะทำอย่างไร ในเมื่อคนเราเมื่อเดินมานานๆ ก็ต้องมีหยุดพักข้างทาง
ดื่มน้ำ หรือว่านอนพักผ่อนก่อน ค่อยก้าวเดินต่อไป
ใช่…พวกเราเป็นเหมือนเพื่อนที่เดินทางด้วยกันมาไกล และขอแค่พักเหนื่อยเท่านั้น

ผมมั่นใจว่า นิตยสารออนไลน์ของเราไม่ได้หยุด หรือจบเพียงแค่นี้
ขอบคุณพี่ๆ น้องๆ ที่ให้โอกาส
ขอบคุณผู้อ่านทุกท่าน ที่อ่านงานเขียนบ้าๆ บอๆ ของผม
ขอบคุณโฆษณาดีๆ ที่ทำให้ผมพบไอเดียแปลกๆ ใหม่ๆ สารพัด
ขอบคุณอาวินทร์ เลียววาริณ ผู้เป็นดั่งแรงบันดาลใจของผม

และขอบคุณทุกๆ สิ่งที่อยู่ข้างทาง กับชีวิตที่ต้องดำเนินต่อไป

ขอขอบคุณในทุกมิตรภาพที่มอบให้ครับ

แล้วเราจะกลับมาพบกันใหม่อีกครั้ง

…………………………..

โฆษณานี้ เข้ากับอารมณ์ผมตอนนี้เลยครับ เลยเอามาฝากให้ชมกัน


[อ่าน DekAd ในฉบับอื่น] : [สารบัญ ฉบับส่งท้าย]


สบายปากลำบาก ตู_

ธันวาคม 15, 2007

[พูดพร่ำทำเพลง] โดย ‘พล


สบายปากลำบาก ตู_

– ๑ –

เดือนที่แล้วผมมีโอกาสได้ไปร่วมในมหกรรมดนตรีอันยิ่งใหญ่มหกรรมหนึ่งของประเทศไทย งานที่ว่านั้นก็คือ แฟต เฟตติวัล ครั้งนี้เป็นครั้งที่ สามติดต่อกันที่ผมได้ไปเป็นส่วนร่วม

งานแฟต ปีนี้ ผมได้มาเจอรุ่นน้องสองคนในงานโดยบังเอิญ พอดีแผนการที่เราวางไว้ตรงกันคือ ยืนยาวในเวที A1 เพราะคำนวณแล้วว่า มีศิลปินที่เราชื่นชอบรวมตัวกันอยู่ในเวทีนี้มากที่สุด กำหนดการณ์เริ่มเข้าเวทีของเราสามคนคือ ๑๓:๓๐ น.

– ๒ –

เราสามคนได้พื้นที่หน้าสุดติดขอบเวที ซึ่งในตอนนั้นเราคิดว่ามันคือทำเลทอง แม้จะไม่ทัน ชิกเก้น วิงค์ ศิลปินวงแรก แต่ Senorita ที่ขึ้นเล่นเป็นวงที่ ๒ ก็ไม่ทำให้ผมผิดหวัง แถมทำเลที่ผมยืนก็เห็นหน้าน้องเนยชัดขนาดเห็นหัวสิว เวลานั้นผมจึงตกลงกับรุ่นน้องทั้งสองคนว่า เราจะปักหลักกันที่นี้ จนถึง สี่ทุ่ม ซึ่งก็คือเวลาที่ ไทเทเนียม วงดนตรีวงสุดท้ายเล่นจบ และที่ประชุมก็มีมติเห็นด้วย และแล้ววงดนตรี มากมายหลายหลาก ก็ทยอยกันขึ้นโชว์ลีลาความสนุก มันส์ เร้าใจ และ สุนทรีย์ อย่างไม่ขาดสายไม่ว่าจะเป็น กลุ่มโมโนโทน โต๋-เบน Sqweez Animal Friday  Scrubb แม้กระทั่งศิลปินสุดโปรดของผมอย่าง กรู๊ฟ ไรเดอร์ ก็ไม่พลาดสำหรับเวทีทีนี้

ในระหว่างที่ผมกำลังเต้นแร้งเต้นกาอยู่นั้น ผมก็สังเกตเห็นว่า ผู้คนมากหน้าหลายตา ทยอยเบียดเสียดเข้ามาที่ทำเลทองของผมมากขึ้นเรื่อยๆ จากสถานการณ์ทำให้คาดเดาได้ว่า พื้นที่ตรงนี้คงเป็นทำเลทองของใครอีกหลายๆคนด้วย ทีแรกก็ไม่คิดอะไรเพราะพวกเรารักดนตรีเหมือนกัน แบ่งบันกันได้ แต่พอเวลาผ่านไปๆ พื้นที่เริ่มคับแคบ อากาศเริ่มเบาบาง และ กอรปกับสังขาร ของเราทั้งสาม เริ่มโรยรา เราทั้งสามประชุมกันอีกครั้ง ว่า จะออกจากงาน หรือ ดูต่อ แต่ก็นะ เรายืนกันมาหกเจ็ดชั่วโมงแล้ว อีกสองสามชั่วโมงคอนเสิร์ตก็จะเลิก การออกจากงานไปก่อน งานเลิก ก็คงคล้ายๆกับ การเข้าไปนั่งในร้านโออิชิ แล้วหมดเวลาก่อนที่เราจะกินอาหารในร้านครบ เราจึงไม่ยอมให้มันเป็นแบบนั้น

เราทั้งสามตัดสินใจกันฟันยืนเต้นแร้งเต้นกากันต่อ ด้วยสภาพร่างกาย ที่ย่ำแย่ ทั้งปวดหัว ปวดท้อง(ในท้องมีแต่กรด) หิวน้ำ (ในงานห้ามนำน้ำดื่มเข้าไป คาดว่าน่าจะให้มาซื้อหาในงานแต่ขอโทษเถอะ ผมหาเท่าไรก็หาร้านขายน้ำไม่เจอ) คอนเสิร์ต เริ่มไม่สนุก

บทสรุปของเราทั้งสามลงเอยที่ เราต้องออกจากคอนเสิร์ตกลางคัน ในขณะที่เหลือวงดนตรีอีก เพียงสามวงเท่านั้น ด้วยเหตุผลเพราะ รุ่นน้องหนึ่งในสองคนของผมเป็นลม แบบชนิดไปบอกไม่กล่าว หันมายิ้มให้แล้วก็ล้มลงไปเลย

– ๓ –

การทำอะไรเอาปริมาณเอาความคุ้มเข้าว่า มันจะมีประโยชน์กับเราจริงๆหรือ ทั้งการเข้าร้านหมูกระทะแล้วตะบี้ตะบันกินให้คุ้ม จนต้องมานั่งปวดท้องกันภายหลัง การทำงานหลายๆอย่างในเวลาเดียวกันเพื่อให้มีรายได้หลายๆทางและคิดว่าเราคุมมันได้ จนเสียสุขภาพและนำเงินที่หามาได้ไปใช้ในการรักษาตัว การอ่านหนังสือเยอะเข้าไว้ เพื่อที่จะได้สอบได้คะแนนดีๆแต่สุดท้าย กลับจำอะไรไม่ได้

เย็นวันหนึ่งหลังจากงานแฟตไม่นาน เพื่อนพบโทรมาชวนไปมหกรรมคอนเสิร์ตอีกมหกรรม ผมตอบปฏิเสธไปทั้งๆที่ งานนั้น มีศิลปินที่ผมชื่นชอบจัดได้ว่าเพียบ

ผมเพิ่งซื้อ บันทึกการแสดงสด ปาล์มมี่ แอนด์ ทีโบน มา

วันนี้ผมอยากจะนอนดูคอนเสิร์ตอยู่บ้านสบายๆ

‘พล
wanwilai_pol@hotmail.com


kaawss.jpg[อ่าน พูดพร่ำทำเพลง ในฉบับอื่น] : [สารบัญ ฉบับส่งท้าย]


Coffee Break

ธันวาคม 15, 2007

[Coffee Break]


“การที่คนที่มีรสนิยมเดียวกันมารวมกันทำงานที่รักเหมือนกันเป็นสิ่งที่หายาก แต่การทำงานเป็นกลุ่มย่อมมีเรื่องวุ่นๆ อยู่บ้าง (ความจริงการทำคนเดียวก็มี) เป็นเรื่องปกติ รวมตัวมาได้นานขนาดนี้ก็ถือว่าเก่งแล้วผมไม่มีข้อเสนออะไรหรอกครับ นอกจากจะบอกว่า ทำตามใจที่อยากทำ นี่เป็นโอกาสน้อยครั้งที่คุณสามารถทำงานโดยไม่มี ‘ใบสั่ง’ ใช้โอกาสนี้ในการลองคิดนอกกรอบ เล่นให้สนุกไปเลย พูดง่ายๆ คือ ไหนๆ ก็เสียเวลามาทำแล้ว ก็ควรทำเรื่องที่คุณรู้สึกสนุก”

วินทร์ เลียววาริณ


kaawss.jpg[อ่าน Coffee Brake ในฉบับอื่น] : [สารบัญ ฉบับส่งท้าย]


คุยกันเท่านั้นเอง – บทสนทนาจากพี่วินทร์ เลียววาริณ ถึงก้าวรอก้าว

ธันวาคม 15, 2007

[ก้าวต่อก้าว] โดย สารากร


คุยกันเท่านั้นเอง
บทสนทนาจากพี่วินทร์ เลียววาริณ ถึงก้าวรอก้าว

สวัสดีค่ะเพื่อนนักอ่าน ผู้ติดตามนิตยสารออนไลน์ “ก้าวรอก้าว” มาตลอด นี่เป็นการพูดคุยระหว่างเราครั้งแรก และอาจเป็นครั้งเดียวที่ดิฉันจะเขียนถึงพวกคุณ ตั้งแต่วันแรกที่เราได้พบกัน คุณมองเห็นอะไรที่เปลี่ยนไปบ้างหรือเปล่า

นิตยสารออนไลน์ ก้าวรอก้าว ถือกำเนิดขึ้นจากร่องรอยแห่งมิตรภาพ ที่ก่อตัวขึ้นอย่างมากมายมหาศาล ในการคบหาที่ปราศจากเงื่อนไข เรารวมตัวกันเพื่อร่วมกันสร้างชุมทางหนังสือที่เราอยากอ่าน แน่นอนว่ามันจะต้องหลากหลาย และในความหลากหลายนี่ล่ะ ที่คือรสชาติที่เราช่วยกันปรุง คุณเคยชิมแล้วนี่ มันอร่อยดี หรือว่าไม่เข้าท่าล่ะ ๑ ขวบแล้วค่ะ นี่เป็นระยะเวลา ๑ ปีเต็มของการทำงานร่วมกัน ถ้าจะสัมภาษณ์ สารากรบ้าง กีรติขอสัมภาษณ์เองดีกว่า

กีรติ : สวัสดีค่ะสารากร ทำคอลัมน์ก้าวต่อก้าวมานานหรือยังคะ
สารากร : ไม่นานเท่าไหร่ค่ะ เพิ่งเป็นคอลัมน์ใหม่ได้สักระยะเท่านั้นเอง หลังคอลัมน์สืบศิลป์หลายปักษ์อยู่ ไม่เชื่อลองไปเปิดอ่านย้อนหลังสิ จำได้ว่า สัมภาษณ์ครั้งแรก เรื่องต่อต้านการสูบบุหรี่นี่ล่ะ

กีรติ : เหนื่อยไหมคะ กับการทำงานร่วมกับก้าวรอก้าว
สารากร : ถ้าถามว่าเหนื่อยไหม ก็ต้องตอบตามตรงสินะคะว่า เหนื่อยค่ะ แต่มันเป็นความเหนื่อยที่น่าทำมากๆเลย คือการที่เราจะได้คุยกับเพื่อนในห้องหนอนสนทนาในแต่ละปักษ์ เราต้องเลือกคนให้เข้ากับธีมของแต่ละเล่ม รวมทั้งการตั้งคำถาม การนัดสัมภาษณ์ ถึงมันจะเป็นการสัมภาษณ์ออนไลน์ก็ตามที มันน่าสนุก เป็นความเหนื่อยที่คุ้มค่ามากๆ ยิ่งได้รับการตอบรับว่า การคุยกันนี่สร้างสีสันให้นิตยสาร ไอ้เราก็ปลื้ม และอยากทำให้ดีๆขึ้นไปอีกเช่นกันค่ะ ว่าแต่ กีรติล่ะ เหนื่อยไหมที่ทำสืบศิลป์
กีรติ : ก็เหนื่อยนิดหน่อย ส่วนมากเราเอางานเก่าที่ตีพิมพ์ในนิตยสารธรรมลีลาที่ออกรายเดือนมาลงที่ก้าวรอก้าวน่ะค่ะ บางปักษ์ก็เขียนใหม่ จะเหนื่อยก็คงเป็นการเลือกรูปมาลง เพราะว่าเราเขียนเรื่องที่เรารู้ แต่รูปภาพน่ะ ถ่ายเก็บไว้นานมาก ตั้งแต่สมัยเรียนโบราณคดี คราวนี้ก็เสียเวลาหาเพื่อให้ได้รูปที่ใช่จริงๆ มันไม่น่าเบื่อหรอกนะ แต่มันเป็นที่วินัยส่วนตัวมากกว่า ที่ดูเหมือนว่าจะมีน้อยกว่าใครๆ เขา (หัวเราะ) ส่งงานสายบ่อยๆน่ะ

กีรติ : ตั้งแต่ทำสัมภาษณ์มา ชอบงานสัมภาษณ์ชิ้นไหนมากที่สุด
สารากร : เป็นคำถามที่ตอบยากมากค่ะ เพราะทุกครั้งที่ตั้งคำถามเราก็จริงจังด้วยเสมอ แต่ครั้งนี้ คือครั้งสุดท้ายที่ทำมั้ง จึงชอบมากเป็นพิเศษ เพราะได้คุยกับพี่ผู้ใจดีให้ที่ทางในการเผยแพร่ผลงานของเรา ให้ทายค่ะว่าใคร

กีรติ : พี่วินทร์
สารากร : เก่งแฮะ งั้นตามการพูดคุยระหว่างเรากับพี่วินทร์ได้เลยนะ บางทีประกายความสุขเล็กๆ อาจกำเนิดขึ้น เมื่อรู้ว่าใครบางคนเฝ้ามอง และให้กำลังใจเราอยู่ก็ได้

และนี่คือครั้งแรกที่การคุยกับ วินทร์ เลียววาริณ เป็นจริงเป็นจังภายใต้เงื่อนไขของการสื่อสารไร้สาย ถึงแม้ว่าจะเป็นการพูดคุยที่แสนสั้น ทว่าเนื้อหา และความจริงแท้ไม่ได้สั้นตามไปด้วย


(ภาพจาก นิตยสาร open)

สารากร : เริ่มต้นชีวิตการเขียนหนังสือตั้งแต่เมื่อไหร่คะ
วินทร์ : ตั้งแต่ ป. ๑ ครับ เริ่มเขียน ก. ไก่ ข. ไข่ เมื่อเขียนได้แล้วก็เขียนเป็นประโยคยาวหน่อย ต่อมาราว ป. ๔ ก็เริ่มเขียนเรียงความ ราว ๑๔-๑๕ ก็เริ่มเขียนขำขัน ตามมาด้วยนิยายภาพ จวบจนราว ๒๙-๓๐ จึงลองเขียนเรื่องสั้น อายุสามสิบกว่าจึงเริ่มเขียนนวนิยายเรื่องแรก

สารากร : มีงานเขียนของนักเขียนท่านใดบ้างคะที่เป็นแรงบันดาลใจ
วินทร์ : มากมายนับไม่ถ้วน ถ้าเอ่ยชื่อนักเขียนไทยช่วงสามสิบปีก่อนมากี่คน ผมก็น่าจะอ่านมาหมดแล้ว แต่หากพูดถึงนักเขียนที่ทำให้ผมอยากเขียนงานแบบนั้นบ้าง ก็มี ปกรณ์ ปิ่นเฉลียว ที่ทำให้อยากเขียนเรื่องแนวตำรวจหักมุมจบ, มนัส จรรยงค์ ที่ทำให้อยากเขียนเรื่องสั้นแนวกินใจ, กิมย้งที่ทำให้อยากเขียนแนวอิงประวัติศาสตร์ผจญภัย ฯลฯ

สารากร : เรื่องแรกที่เขียนจำได้ไหมคะว่าเรื่องอะไร
วินทร์ : จำเรื่องสั้นเรื่องแรกไม่ได้แล้วครับ มันน่าจะเป็นวิญญาณลอยวนเวียนแถวตะกร้าในห้องบรรณาธิการคนใดคนหนึ่ง

สารากร : ย้อนกลับไปอ่านเรื่องแรกที่เขียนไว้อีกครั้ง มีไหมคะว่าอยากแก้ไขบางคำหรือเพิ่มบางคำเข้าไป
วินทร์ : เป็นประจำเลยครับ ผมอ่านเรื่องที่เขียนไปแล้ว ก็มักอยากเติมโน่นเติมนี่เข้าไป ตามประสาคนอยู่ไม่สุข และมองเห็นจุดบกพร่องเสมอ

สารากร : เขียนหนังสือเป็นเวลาหรือเปล่าคะ
วินทร์ : ตลอดเวลานี่ถือว่าเป็นเวลาหรือเปล่าล่ะ?

สารากร : มีวินัยในการเป็นนักเขียนอย่างไรบ้าง
วินทร์ : เขียนทุกวัน ตรงต่อเวลา ไม่มีข้ออ้างไม่เขียน ไม่ว่าฝนตก แดดออก หรือป่วย

สารากร : รู้สึกอย่างไรคะ ที่เด็กๆมองคุณเป็นฮีโร่ในวงวรรณกรรม
วินทร์ : วงการวรรณกรรมไม่ใช่วงการมวย ไม่มีฮีโร่หรอกคุณ นักอ่านอาจจะชอบงานเขียนบางชิ้นเป็นพิเศษ แต่มันก็ไม่ควรนำไปผูกกับตัวตนนักเขียน อย่างไรก็ตาม ก็ขอบคุณนักอ่านที่อ่านงานของตัวเอง เป็นความผูกพันกันอย่างหนึ่ง รู้สึกอบอุ่นดี

สารากร : รางวัลมีผลต่องานเขียนของคุณหรือเปล่า
วินทร์ : มีผลต่อชีวิตอยู่บ้าง เพราะมันทำให้เป็นนักเขียนอาชีพเร็วขึ้น (เดิมคิดว่าต้องใช้เวลาสัก ๓๐ปี แต่รางวัลช่วยร่นเวลาลงเหลือ ๑๕ ปี) แต่ไม่มีผลต่องานที่เขียนครับ เพราะไม่คิดว่าจะต้องทำงานชิ้นใหม่ให้ดีกว่าชิ้นที่ได้รับรางวัลเสมอไป

สารากร : คิดจะส่งพิจารณารางวัลซีไรท์อีกไหมคะ
วินทร์ : I don’t think so!

สารากร : มองเด็กๆที่อยากเป็นนักเขียนตั้งแต่อายุ ๑๔ อย่างไร
วินทร์ : ดีครับ มีความมุ่งมั่นดี

สารากร : คุณคิดว่า หนังสือที่ดีควรเป็นอย่างไรคะ
วินทร์ : ทำให้คนอ่านฉลาดขึ้น

สารากร : เคยสมองตันไหมคะ
วินทร์ : จากการสแกนสมองครั้งล่าสุด ยังไม่ปรากฏอาการนี้ (สาธุ!)

สารากร : ถ้าคิดงานเขียนไม่ค่อยออก คุณมีกิจกรรมอะไรรองรับบ้างคะ
วินทร์ : เขียนเรื่องที่เขียนออก

สารากร : สังคมให้อะไรกับงานของคุณบ้าง
วินทร์ : สังคมไม่สามารถให้อะไรใครได้หรอกครับ นักเขียนต้องขุดหาเอาเอง พูดสั้นๆ คือ นักเขียนก็คือกรรมกรชีวิต

สารากร : ใน ๑ ปีที่ผ่านมา คุณคิดว่า คุณเขียนเต็มที่หรือยัง
วินทร์ : Yessss!

สารากร : ตั้งแต่เปิดพื้นที่ winbookclubขึ้นมา  มองเห็นความเคลื่อนไหวในแวดวงนักอ่าน นักอยากเขียนอย่างไรบ้างคะ และแรงบันดาลใจจากการที่พี่วินทร์จัดให้มีห้องสนทนา จนทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น แลกงานกันอ่าน ตรงนี้เป็นความตั้งใจเดิม แรกเริ่มของการมีเว็บบอร์ดหรือเปล่าคะ
วินทร์ : ผมแลเห็นความพยายามของนักอยากเขียนหลายคนที่สร้างงานต่อเนื่อง เชื่อว่าวันหนึ่งพวกเขาคงได้เป็นนักเขียนเต็มตัวสมใจ ส่วนนักอ่านจำนวนมากก็มีคุณภาพและมีความคิดความอ่านดี เป็นเรื่องน่ายินดีที่เว็บนี้เป็นพื้นที่ที่ปัญญาชนมาชุมนุมกัน ซึ่งก็ตรงกับจุดประสงค์ของการตั้งเว็บบอร์ด คือเป็นพื้นที่ที่ทำให้คนที่เข้ามาเปิดหูเปิดตาจากการสนทนาแลกเปลี่ยนความรู้ มุมมอง และประสบการณ์กัน

สารากร : ผลตอบรับในปัจจุบัน ทำให้คุณรู้สึกอย่างไรบ้าง กับการจัดพื้นที่ในการเขียน การอ่านคะ
วินทร์ : ในการจัดพื้นที่ในเว็บนี้ ผมหวังเพียงว่า การเข้ามาในเว็บไม่ใช่เวลาที่สูญเปล่า หากหลังจากเข้ามาเยือนแล้ว คนอ่านรู้สึกดีขึ้น หรือสามารถขยายความคิดอ่านกว้างขึ้น เท่านี้ก็ดีแล้วครับ แม้คนที่มาเยือนจะน้อย แต่ก็ไม่เป็นไร

สารากร : นิตยสารออนไลน์ ก้าวรอก้าว ถือกำเนิดขึ้นจากการที่เพื่อนหนอนสนทนาคิดอยากจะมีกิจกรรมงานเขียนร่วมกัน อันเป็นผลมาจาก ห้องหนอนสนทนา คุณมีความคิดเห็นอย่างไร กับกิจกรรมของพวกเขาบ้างคะ ซึ่งตอนนี้ก็เดินทางร่วมกันมา ๑ ขวบแล้วค่ะ
วินทร์ : เท่าที่เห็นก็เป็นกิจกรรมที่ดีครับ เห็นความพยายามของคนที่อยากทำหนังสือ ผมเชื่อว่าจะเป็นประสบการณ์ที่ดีสำหรับทั้งคนเขียนและคนอ่าน ถือว่าเป็นขั้นหนึ่งของบันไดที่นำไปสู่โลกกว้าง

สารากร : การทำงานเป็นทีมทำให้พบอุปสรรคหลายอย่าง สิ่งสำคัญคือความคิด ที่บางครั้งทำให้ไม่ลงรอยบ้าง คุณเคยทำงานเป็นทีม แล้วแก้ไขปัญหาอย่างไรคะ
วินทร์ : ถือคติ “เอาใจเขามาใส่ใจเรา” และใช้ความคิดสร้างสรรค์เป็นมาตรวัดคุณภาพงาน ก็น่าจะรอดแล้วครับ

สารากร : คุณเคยคิดว่าตัวเองล้มเหลวกับสิ่งที่ทำบ้างไหมคะ  แล้วดำเนินการต่อจากนั้นอย่างไรให้พบคำว่าสำเร็จ
วินทร์ : ใครๆ ก็ต้องเคยล้มทั้งนั้น คนล้มเหลวก็คือคนที่ไม่ยอมลุกขึ้นมาเท่านั้น

สารากร : อยากให้ฝากข้อความถึงทีมงานก้าวรอก้าวสักนิดค่ะ อยากติ อยากชม หรือว่ามีข้อเสนอแนะอะไร เชิญเลยนะคะ
วินทร์ : ทำงานให้สนุก ทำให้สุดสุดไปเลย ไม่ต้องกลัวอะไร

บางครั้งสิ่งที่เรากลัวที่สุด อาจไม่ใช่ภาวะที่เราเป็นอยู่ เช่น ไม่มีเวลา เขียนไม่ออก หรือแม้กระทั่ง การสูญเสียวัตถุดิบในการนำเสนอ หากแต่คือความเชื่อมั่นในใจ ที่เมื่อลองได้สูญเสียไปแล้ว จะต้องใช้เวลามากมายกว่าการสร้างความมั่นใจในครั้งแรก และเมื่อถึงวันที่ความเชื่อมั่นเหล่านั้นกลับคืนมา เราคงได้พร้อมหน้าพร้อมตาอีกครั้ง

แด่ก้าวรอก้าว นิตยสารที่น่ารัก และแสนอบอุ่น .


[อ่าน ก้าวต่อก้าว ในฉบับอื่น] : [สารบัญ ฉบับส่งท้าย]


Book Review

ธันวาคม 15, 2007

[Book Review] โดย (…)


“หนังสือไม่ใช่แค่เพื่อน แต่มันสร้างเพื่อนให้กับคุณ เมื่อคุณครอบครองหนังสือด้วยหัวใจและวิญญาณ คุณจะได้รับสิ่งดีๆจากมัน แต่เมื่อคุณส่งต่อมันให้กับคนอื่น สิ่งที่คุณได้รับจะเพิ่มขึ้นเป็นสามเท่า”

-เฮนรี่ มิลเลอร์-

ล่วงเข้ากลางเดือนของปลายปีแล้ว หลายคนยังคงหน้าดำคร่ำเคร่งให้กับงานการ(หรือการงาน) ที่ระดมพลแถวเข้ามาให้จัดการอย่างต่อเนื่อง ราวกับเป็นบททดสอบชิ้นสุดท้าย ที่พระเจ้าประทานลงมาลองใจมนุษย์เงินเดือนทั้งหลาย ว่าจะสามารถฟันฝ่าบททดสอบนี้ไปได้หรือไม่ ก่อนที่จะได้เสพรับรสชาติความหอมหวนของวันหยุด อืม…พอเอ่ยถึงกลิ่นหอมจางๆก็ลอยมาแตะจมูกซะแล้ว

หยุดยาวๆหลายวันติดต่อกัน เราทำอะไรกันบ้าง อยู่กับครอบครัวบ้างละ เดินทางไปยังสถานที่ท่องเที่ยวยอดฮิตเพื่อสร้างสถิติโลกว่ามีคนไปรวมกันเยอะๆบ้างละ หรือสังสรรค์รื่นเริงกับแอลกอฮอล์ตามบ้านเรือนเพื่อนฝูงบ้างละ หรือจะหาสถานที่สงบๆเงียบสงัดบรรจงและเล็มหนังสือหนังหาอย่างคลายใจ ไร้เรื่องราววุ่นวายใจ จิบเบียร์เย็นๆที่หยิบขึ้นมาจากกระติกน้ำแข็ง ลมโชยผ่านใบหน้าเบาๆ ไม่ว่าจะอยู่ริมคลองหรือทะเลเวิ้งว้าง

เอาละ.. ผมว่าตื่นจากฝันเรื่องเบียร์และบรรยากาศเย็นๆ มานั่งนึกก่อนสิว่า

เออ.. ลองหาหนังสือเล่มเล็กๆติดกระเป๋าไปหามุมในฝันนั้นเป็นไร รายนามหนังสือเล่มเล็กๆนั้นก็ผุดมาเยอะแยะไปเสียหมด มีหลายเล่มที่ยังอ่านไปจบ เล็งไว้ว่าคงได้เวลาและกาลเหมาะเสียที จะได้อ่านให้จบๆ ไป มีหลายเล่มอีกเช่นกันที่อ่านจบแล้วนึกถึง ว่าน่าจะลองหนีบไปอ่านในห้องโดยสารยานฮอลลิเดย์อีกหน


สดับลมขับขาน [Hear the Wind Sing] : Haruki Murakami

เรื่องราวอันสะท้อนบนผิวฟองเบียร์ ที่อ่านแล้วรู้สึกน้ำลายเหนียวคอแห้ง อยากหาอะไรเย็นๆสีเหลืองอำพันมาดวดลงคอเล่น จะว่าไปแล้วเมื่ออ่านเรื่องนี้จบ ก็ต้องมาลองๆนึกดูเปรียบกับตัวเองว่า เวลาอยู่ในวงเหล้ายาปลากระป๋อง-ยำ อันประกอบไปด้วยผักชีซอยพร้อมพริกขี้หนูทุบพอแตก แซมด้วยหอมแดงหรือหอมหัวใหญ่ ปิดท้ายเกมด้วยฝานมะนาวเม็ดอวบพองามบิ-บีบชะโลมผิวหน้าซอสสีแดง (แน่นอนว่านอกเรื่องเล็กน้อย) น้อยนักที่จะนึกตั้งคำถามอย่างเช่นตัวละครที่โลดแล่นในหนังสือ

มีบางคราวที่ผมอ่านหนังสือเพื่อฆ่าเวลา มุสิกจะเอียงคอมองเมียงพิศวง เหมือนแมลงวันพินิจพิเคราะห์ไม้ตีแมลงวันอย่างไรอย่างนั้น

“ทำไมเอ็งอ่านหนังสือ?”

“แล้วทำไมแกดื่มเบียร์?”

ผมตอบมุสิกในช่วงคำเคี้ยว สลับกันระหว่างปลาแม็กเคอเรลกับสลัด ไม่เสียเวลาละสายตาจากหน้ากระดาษ คำถามของผมทำให้มุสิกครุ่นคิด เพราะมันอ้าปากอีกครั้ง ในอีกห้านาทีถัดมา

“ความดีงามของเบียร์ก็คือ เอ็งเยี่ยวออกมาหมดท้องหนึ่งกระป๋องเข้า หนึ่งกระป๋องออก เสพรส อิ่มความสุข เริ่มต้นและจบสิ้นหมดจด”

มุสิกจ้องหน้าผมในขณะที่ผมเคี้ยวอาหารช้าๆ

“ทำไมเอ็งอ่านหนังสือ?”

ยังมีคำถามอีกมากมายที่รอให้คนอ่านได้เกากระบาลไปพร้อมๆกับ ความแปลกใจในสถานการณ์ที่ผู้เขียนสร้างขึ้น เรื่องราวที่ไม่มีการโปรยภาพเบื้องหน้าของอนาคต คือความมีเสน่ห์ของหนังสือเล่มนี้ หนังสือของฮารุกิเท่าที่อ่านมาสองสามเล่มนั่น ต้องขอบอกว่า หากจะใช้พฤติกรรมการอ่านแบบเร่งร้อน อ่านเอาหน้า(หมายถึงหน้าหนังสือ) เราจะได้เพียงเรื่องราว แต่จะไม่ได้รสชาติแท้จริงของอักษรอย่างแน่นอน จำต้องค่อยๆเล็มละเลียด ราวการจิบเบียร์ ต้องค่อยๆกลืนของเหลวเย็นลงคอ ให้ความเย็นที่ผ่านช่องท้องส่งกระแสสั่นวาบขึ้นมาจนถึงก้านสมอง แล้วจึงกระเดือกของเหลวระลอกถัดไป

เมื่อนึกถึงของมึนเมา หากไม่เอ่ยถึงวรรณกรรมของพญาอินทรีเฒ่าก็กระไรอยู่ ผู้ที่สร้างสรรค์เรื่องราวที่มีกลิ่นคาวของไอสุราขาวฉุนเฉียว เพียวลมและสะท้านวาบในอารมณ์เมื่อได้อ่าน


บ้านนี้มีห้องแบ่งให้เช่า : ‘รงค์ วงษ์สวรรค์

-เพริด เทียบทอง เป็นหนอนหนังสือที่ไม่น่ารักเลย เขาอ่านหนังสืออย่างไม่กลัวมันชอกช้ำ ชนิดปกแข็งเขาไม่เคยถอดปกหุ้มออกเสียก่อน มันจึงขาดวิ่นตามสันและรอยพับอย่างน่าเสียดาย บางเล่มผมยอมเสียเงินถึง๑๐สลึง หุ้มพลาสติคซ้อนให้แน่หนามั่นคง แต่เขาจะถอดก่อนทุกครั้ง โดยอ้างว่ามุมของมันตำหน้าอกเจ็บเวลานอนอ่าน-

บรรทัดสั้นๆก่อนพลิกหน้าหมายเหตุของสำนักพิมพ์ ดึงดูดให้สนใจลองค้นหาถึงวีรกรรมของ เพริด เทียบทอง ด้วยรอยยิ้มและเสียหัวเราะ ตลอดเรื่องราวของการ รวมพลคนไม่เอาไหน แห่ง “บ้านนี้มีห้องแบ่งให้เช่า” อันประกอบไปด้วย เพริด เทียบทอง หนอนหนังสือที่ไม่ค่อยน่ารักแต่หน้าเตะเป็นยิ่งนัก ยง เสนาไพร นายแบบหนุ่มตูดแป้ว แบน สายหยุด ช่างไม้ผู้เป็นคนดีเหลือเกิน เชิงม่านลาย แย้ม โคกนุ่น และ นายทองดิน ทองดิน แววไวผู้มีขี้กลากทองคำ ขี้กลากนำโชคผู้เป็นเจ้าของห้องเช้าของเหล่าสหาย โดยมี บุญผัน ปลีในเป็นคนเล่าเรื่องทั้งหมด

เห็นไหม เราต่างไม่เอาไหนปานกัน เราหงุดหงิด เราขี้เขม่นคนเก่งกว่า เราไม่พยายามซ่อนความเห็นแก่ตัว ฯลฯ เราคอยจ้องจะเชือดกันอย่างเลือดเย็น และหมั้นไส้วีรกรรมของผู้อื่น

แม้จะคล้ายเป็นบทสรุปแบบลางๆของคนที่ไม่เอาไหน แต่ก็ไม่อาจอธิบายบรรยายได้ทั้งหมด หากแต่ต้องลองหยิบมาอ่าน เพื่อตามรอยเรื่องราวของคนเหล่านี้ ว่ามิได้มีแค่ความสนุกสนานหยาบคายแต่มีเรื่องราวของอดีตที่แสดงตนผ่านฉากแต่ละฉากของเรื่องราว แน่นอนว่าอาจทำให้เกิดการเปรียบเทียบกับสภาพแวดล้อมปัจจุบัน เพราะเรื่องราวที่เขียนขึ้นนี้ เป็นเวลาล่วงมา๔๐ กว่าปีเห็นจะได้ ขนาดเล่มก็กำลังพอดีๆ ไม่หนาเกินไป และสามารถอ่านได้หากมีเวลาว่างๆสักหนึ่งวันเต็ม และสถานที่อันเหมาะแก่การระเบิดเสียงหัวร่ออย่างไม่เกรงใจใคร

“เอียน” ผมหมายถึงว่าผมเอียนกับชีวประวัติของเขา

“เอียนโว้ย!”

เพริดเทียบทอง ถล่มน้ำลายพร้อมกับพูด “ผมก็เอียนคุณรู้ไหม เดี้ยวนี้ขี้กลากของเขายังไม่หาย แต่ผมว่าเขาคงไม่อยากรักษามากกว่า มันเป็นขี้กลากนำโชค”

“เอียน”

“ดับเบิ้ลเอียน”

“โคตรเอียน”

“ซูเป้อร์เอียน” แบน สายหยุด ตะโกน

“ขอโทษ…” เราได้ยินเสียงเบาหวิวมาจาข้างหลัง “แต่ผมไม่เอียน”

ทองดินแววไว มาปรากฏตัวเหมือนล่องหน

ผมรู้สึกถึงความเย็นวาบวิ่งทะลักเข้าไปในรูทวาร แล้วหล่นลงในความเงียบงัน

หากหนังสือเหมือนของมึนเมา งานเขียนของฮารุกิคงคล้ายเบียร์สดที่ทิ้งค้างจนไร้ความเย็น กินแล้วขมจิ๊ดที่ปลายรากขมอง เรื่องราวของอ้าวรงค์ ก็คงคล้ายเหล้าดองตองใต้เพิงหมาแหงน ที่กินแกล้มมะขามเปียกฉาดเกลือ แล้วงานเขียนของ เสกสรรค์ ประเสริฐกุลเล่า เป็นจัดแอลกอฮอล์จำพวกใด


ผ่านพบไม่ผูกพัน (ห้วงคำนึงจากการเดินทาง) : เสกสรรค์ประเสริฐกุล

ในความเงียบ เราอาจเพ่งลึกถึงฐานรากทางปัญญาของมหาอาคารที่พบ
ในความเงียบ เราอาจได้ยินถ้อยคำในเสียงลม ที่พัดผ่านทุ่งหญ้าสูง
สามารถอ่านรอยสึกกร่อนของภูผาด้วยตะเกียงแดด
-เดินทางในความเงียบ-

เมื่อวันหยุดหนที่แล้วข้าพเจ้าได้หนีบหนังสือเล่มนี้ไป หย่อนอารมณ์ที่ชายหาดอันว่างเปล่าเบื้องหน้า มีเพียงเรือหาปลาลำเล็กลอยผ่านมาแต่ไกล เห็นลิบๆเพียงคล้ายจุดขี้แมงวันเล็กๆที่ประดับผิวน้ำ อ่านได้จบหนึ่งบทแล้วก็ปิดเล่มลง เพื่อปลดปล่อยความคิดที่ติดค้างในใจออกไปที่ละเรื่องราว

จึงมีเวลาเช่นนี้เท่านั้นที่เหมาะสมในการละเลียดความหมายที่เที่ยงแท้ของธรรมชาติ จึงเป็นเวลาเดียวกันที่ได้ปลดเปลื้องเรื่องราวที่ผูกรัดมัดตรึงความคิดและจิตใจ ให้คลายออก “ผ่านพบไม่ผูกพัน” นั้นจึงเป็นเรื่องราวที่บอกเล่าสิ่งที่ผู้เขียนค้นเจอสถานอันศักดิ์สิทธิ์ที่ซ่อนเร่นอยู่ภายในสภาพแวดล้อมที่ท่องผ่าน

“บางครั้งเราเต็มใจเป็นสะพานให้คนก้าวข้าม… แต่ห้วงยามแห่งการเสียสละกับห้วงยามแห่งการพลัดพรากก็มักจะเกิดขึ้นพร้อมกัน … ทั้งนี้เพราะสะพาน ย่อมมิใช่ที่อยู่ถาวรของผู้ใด”-สายน้ำ สะพาน และฟากฝั่งของชีวิต-

เป็นหนังสือรวมบทความที่เหมาะสมในการฆาตกรรมเวลาอย่างแท้จริง หากแต่จะดียิ่งหากได้อ่านระหว่างเดินทางหรือก่อนออกเดินทางเพื่อท่องเที่ยวหรือไปค้นพบดินแดนใหม่ ดินแดนอันแปลกที่แปลกทางจากสถานอันสถิตเดิมๆ ของคนเมือง มันทำให้เรามองและเห็นความหมายของสิ่งต่างๆรายรอบได้มากกว่าแค่ตาเนื้อจะสัมผัส

กับคำถามที่ตั้งไว้ว่างานเขียนเล่มนี้คล้ายแอลกอฮอล์รสใด คำตอบน่าจะมีหลากหลายสำหรับคนที่เคยอ่านงานเขียนของ อ.เสกสรรค์ สำหรับผมแล้วงานเขียนเล่มนี้รสหอมหวานจางๆคล้ายน้ำเปล่าที่หาความเย็นไม่ได้ หาความร้อนไม่ได้ มันอยู่ระหว่างความร้อนและความเย็น แต่ดื่มแล้วล้างคาวและชื่นใจนักเชียว


คนตัวเล็ก : กนกพงศ์ สงสมพันธุ์

รวมเรื่องสั้นเรื่องราวของคนเล็กๆ และขนาดตัวเล็กๆ วรรณกรรมภาษาเบาแต่หนักเนื้อสมอง ให้ผู้อ่านที่เรียกตัวเองว่าเป็น”ผู้ใหญ่” ได้หยุดตรองลองคิดถึงมุมที่ใช้มองเด็กๆตัวเล็กๆ ไม่ว่าจะเป็นลูกเราหรือหลานเขาหลานเธอเพื่อนเรา

อ่านเล่มนี้แล้วได้ความแน่นของเนื้ออักษรตามยี่ห้อผู้เขียนเรื่องสั้นขนาดยาว หากเคยเคร่งเครียดเขม่นคิ้วกับเรื่องราวอันหนักหน่วงจากเรื่อง “แผ่นดินอื่น” ให้วางความเครียดนั้นลงได้เลย ให้นึกถึงความปลอดโปร่งของ “บันทึกจากหุบเขาฝนโปรยไพร” แล้วปล่อยใจไปกับเรื่องราวน่ารักและน่าคิดของเด็กๆและผู้ใหญ่

“ทุกคนเลยหรือเปล่าย่า ที่ไปเกิดเป็นดวงดาว??”“ต้องเป็นคนดี ถึงจะได้ไปเกิดบนนั้น” ย่าบอก

ฉันแหงนมองท้องฟ้าอีกครั้ง แล้วพลันร้องขึ้น

“วู้ว์!…คนดีมีเยอะเหลือเกิน ดาวเต็มฟ้าไปหมดเลย”

“โลกเราถึงได้ถึงได้มีอยู่จนทุกวันนี้ปะไรล่ะ”

“ฉันจะขอพรให้น้องมีฟันเร็วๆ” ฉันบอก

อีกคืนหนึ่งที่ฉันกับย่านั่งมองดาวด้วยกัน ฉันนึกสงสัยขึ้นมา “ย่า” ฉันร้องเรียก

“อะไรหือ?”

“ลูกไก่ก็ไปเกิดเป็นดาวด้วยนี่ย่า”

“แล้วทำไม?”

“ย่าบอกว่ามีแต่คนดีๆ” ฉันพูดเร็ว ด้วยกลัวไม่ทันสิ่งที่คิด “ใช่ไหมย่า? ที่จะได้ไปเกิดเป็นดวงดาว”

ย่าหัวเราะ “อะไรก็ตามที่ทำตัวดีๆ ล้วนไปเกิดเป็นดาวทั้งนั้น”

“ย่าจะไปเกิดเป็นดาวไหม?”

“เอ็งคิดว่าย่าเป็นคนดีรึเปล่าละฮึ?”

-ย่า-

มีหลายเรื่องราวที่นำเราขึ้นยานข้ามเวลากลับไปยืนตรงภาพความหลัง สนามหญ้าหน้าโรงเรียง คุณครูสอนคณิตศาสตร์ กระดานดำ ไม้เรียว ต่างๆเหล่านี้ล้วนแล้วปลุกความคิดเมื่อวัยเด็กมานั่งผสานตาตรงหน้า (หน้าตาตอนเด็กๆเป็นแบบนี้เหรอเนี้ย) บางครั้งก็เหมือนกับความคิดเด็กที่กำลังแอบนินทาผู้ใหญ่ ได้รสกลมกล่อมเหมือนโอวัลตินร้อนๆ ทานกับปาท่องโก๋ยามเช้า อะ..ไหนๆก็พากันชิมเครื่องดื่มหลากรสกันแล้ว ก่อนจบขอแถมด้วยอักษรรสนม อุ่นๆอีกเล่มก็แล้วกันครับ


ต้นไม้ใต้โลก :๑๐๐ ความคิดคันๆ ของคนอยากเปลี่ยนโลก
ทรงกลด บางยี่ขัน : สำนักพิมพ์ a book

“ความน่ากลัวที่แท้จริงไม่ใช่คอมพิวเตอร์จะคิดเหมือนกับคน แต่เป็นคนที่เริ่มจะคิดเหมือนคอมพิวเตอร์”-ซิดนีย์ เจ. แฮร์ริส-

หนังสือเล่มนี้เป็นการรวบรวมเรื่องราวของข้อคิดและโครงการที่จะเปลี่ยนแปลงโลกให้ดีขึ้น โครงการต่างๆที่ทำไปแล้ว และกำลังทำ เป็นแรงดลใจผสมความรู้และคติคำคมต่างๆที่สอดแทรกอยู่ในเนื้อหาตลอดเล่ม อ่านง่ายย่อยง่ายไม่มีสารตกค้างที่ไม่พึงประสงค์อย่างแน่นอนครับ

อ่านแล้วลองนึกดูสิว่า วันๆที่เราหายใจทิ้งไปในแต่ละนาทีชั่วโมงนั้น เราได้สละเวลาสักเสี้ยวหนึ่งหรือไม่ ในการครุ่นคิดวิธีที่จะทำให้โลกดีขึ้น มีบ้าง หรือไม่เลย แม้สักเล็กน้อยก็ยังดี ดีกว่าไม่เลย หากไม่เคย เอาละ วันหยุดนี้ลองดูซะ ได้ผลอย่างไรอย่าลืมบอกกันต่อละ

เอาละหลังจากร่ายกันมายืดยาวก็คงจะถึงบทจบของฉบับส่งท้ายเล่มนี้เสียที

ก้าวรอก้าวก็เหมือนคนหรือสิ่งมีชีวิตอย่างหนึ่ง เมื่อมีเกิดมีเติบโตก็ต้องมีหยุดพัก แน่นอนว่าระยะเวลาระหว่างการพักนั้นใช่หมายความว่าเรานั้นหยุดเจริญเติบโต หากแต่มีเหตุผลที่ยังไม่อาจก้าวเดินต่อ ระยะนี้เพียงเก็บเกี่ยวเรื่องราวการหยุดพักไว้เป็นพลังในการที่ก้าวในคราวต่อไป ครั้งต่อไป

วันหยุดยาวครั้งนี้ หากได้มีโอกาสหยุดก้าว แล้วได้นั่งครุ่นคิดหรือปลดปล่อยเรื่องราวบางอย่าง ขอให้สหายร่วมก้าวได้ใช้เวลาอันมีค่านี้อย่างอ่อนโยนและถนอมด้วยจิตใจอันผ่อนคลาย แล้วเมื่อวันใหม่มาถึง วันที่มีแรงพร้อมจะก้าวต่อ ก็อย่าลืมโบกมือเรียกด้วยละกัน

“หากเธอได้ยินเสียงภายในเธอพูดว่า ‘เธอวาดรูปไม่ได้หรอก’ … ไม่ว่าจะอย่างไร จงวาด และเสียงนั้นจะเงียบลงเอง-VINCENT VAN GOGH-

ด้วยมิตรภาพเสมอมา

(…)


[อ่าน Book Review ในฉบับอื่น] : [สารบัญ ฉบับส่งท้าย]