ก้าวที่ ๒๓

พฤศจิกายน 16, 2007

ก้าวฯที่๒๓

Cover by : ยางมะตอยสีชมพู

ก้าว..รอ..ก้าว
หนอนสนทนา :

www.winbookclub.com
https://kaawrowkaw.wordpress.com/
kaawrowkaw@hotmail.com

กองบอกอ :
อานันท์ ประทีฯ / หนุงหนิง / ยางมะตอยสีชมพู /
ธุลีดิน / พงษ์ปรัชญา / สารากร / Plin, :-p /


มีอะไรในเล่ม :

  • คมคำ-คมความ
  • ใต้ร่มเงาไม้ใต้เงาความคิด : ลอยกระทงปีนั้น
  • เรื่องจากปก : [(…)] ลอยกระทง
  • สืบศิลป์ : [กีรติ] ใบเสมาโบราณของไทย
  • ก้าวฯกวี : [กวิสรา] “กระทง”
  • ฟากฟ้า…ทะเลฝัน : [โจนาธาน] คำถามประจำวัน
  • DekAd. : [Black&Pink] น้ำคือชีวิต
  • พูดพร่ำทำเพลง : [‘พล] บำบัดทุกข์บำรุงโศก
  • Coffee Brake
  • ก้าวต่อก้าว : [สารากร] รอยลอยกระทง กับพี่น้องคู่ซี้..กุ๊กไก่
  • Cover(s) by : ยางมะตอยสีชมพู

    kaawss.jpg
    ก้าว..รอ..ก้าว
    ‘บ้านหนอน’ ออนไลน์แมกกาซีน สำนักหนอนสนทนา

    www.winbookclub.com
    https://kaawrowkaw.wordpress.com/
    kaawrowkaw@hotmail.com

    Advertisements

    Coffee Brake

    พฤศจิกายน 15, 2007

    [Coffee Brake]


    “ท้ายที่สุดผมคิดว่าชีวิตที่จะให้ความสงบคือชีวิตที่ไม่มีจุดหมายกดทับ  ไม่มีอุดมคติมาเป็นเครื่องร้อยรัด แต่เป็นชีวิตที่มีมรรควิถีเหมือนอย่างที่เต๋าสอนไว้  แม้แต่คำว่าเต๋าก็แปลว่า ‘วิถี’ เท่านั้นเอง  ชีวิตแบบเต๋าก้าวพ้นทวิภาวะ  เหมือนน้ำที่ไหลลงจากยอดเขา  เจอก้อนหินก็เลี้ยว  เจอทุ่งหญ้าก็ไหลช้าลง ไม่ติดรูปแบบตายตัว แปรรูปไปตามภูมิประเทศที่ไหลผ่าน  เป็นหนึ่งเดียวกับภูเขาและท้องทุ่ง แต่ก็คงความเป็นสายน้ำซึ่งไหลไปเรื่อย ๆ ไม่หยุดยั้ง จนกว่าจะถึงปลายทางคือมหาสมุทร  ปลายทางอย่างมหาสมุทรนี่เราอย่าเรียกว่า ‘จุดหมาย’ เลย  เพราะมันไม่ใช่จุดหมายทางอัตวิสัย หากเป็นปลายทางของสายน้ำที่จะคืนสู่บ้านเกิดดั้งเดิมของตน

    “เพราะฉะนั้นผมจึงเคยเขียนว่า แต่ละก้าวที่คุณก้าวไป มันสำคัญกว่าจุดหมาย  คุณเป็นหนึ่งเดียวกับก้าวนั้นหรือเปล่า  หากคุณเป็นหนึ่งเดียวกับก้าวนั้น วันนี้คุณพบตัวเองแล้ว  แต่ละนาทีที่ผ่านไปก็ครบถ้วนแล้ว  แต่ถ้าคุณขัดแย้งกับปัจจุบันขณะของคุณอยู่ตลอดเวลา  ตัวทำอย่างหนึ่ง  ใจอยากทำอีกอย่างหนึ่ง  คุณจะมีแต่ความทุกข์  นั่นคือชีวิตของคนในโลกปัจจุบัน”

    .

    จากภาคผนวก วันที่ถอดหมวก : เสกสรรค์ ประเสริฐกุล
    (ปาจารยสาร : ตุลาคม-พฤศจิกายน ๒๕๔๙)


    kaawss.jpg[อ่าน Coffee Brake ในฉบับอื่น] | [สารบัญ – ก้าวฯที่ ๒๓]


    คมคำ-คมความ

    พฤศจิกายน 15, 2007

    [คมคำ-คมความ]


    “นักเขียนคือกรรมกรใช้สมอง เกียรติยศของเขาทุกคน คือเกียรติยศของชาติบ้านเมือง เพราะเขาเป็นทรัพยากรของบ้านเมือง เป็นจุดสะท้อนศิลปวัฒนธรรมของชาติภาษา…”

    สุรชัย จันทิมาธร


    [อ่าน คมคำ-คมความ บทอื่น] | [สารบัญ – ก้าวฯที่ ๒๓]


    ใต้ร่มเงาไม้-ใต้เงาความคิด ๒๓

    พฤศจิกายน 15, 2007

    [ใต้ต้นเงาไม้-ใต้เงาความคิด]


    ลอยกระทงปีนั้น

    []

    ตูม!

    เสียงพลุทำลายโสตประสาทในยามหัวค่ำคืนนี้ เขาสะดุ้งตื่นจากการหลับไหล หลับไหลจากความเหนื่อยและเพลียจากการขับรถมอเตอร์ไซค์รับจ้างทั้งวัน

    ตูม!

    เสียงพลุยังดังอย่างต่อเนื่อง เขาลุกจากเตียงเดินไปที่หน้าต่าง ชะเง้อชะแง้มองออกไปยังเบื้องนอก เสียงเพลง กระทงหลงทาง ของ ไชยา มิตรชัย ดังแว่วมาจากบ้านข้างเคียง

    “ไม่ไปลอยกระทงหรือ?” เพื่อนบ้านร้องตะโกนถามอย่างไม่ต้องการคำตอบ

    เขาปิดหน้าต่าง เดินกลับไปยังเตียงนอน มือขวาก่ายหน้าผาก มือซ้ายวางแนบหน้าอก สองสายตาจับจ้องมองหลังคาสังกะสีที่บางจุดบางหย่อมมีสนิมกัดกินเนื้อใน

    ตูม!

    เสียงพลุยังคงดังต่อเนื่อง เขาคิดในใจว่าเมื่อไหร่มันจะหยุดดังเสียที–เมื่อไหร่ที่มันหยุดเมื่อนั้นหมาหลายตัวเมื่อได้ยินเสียงพลุจะเลิกตกใจและไม่เตลิดวิ่งหนีออกจากบ้าน

     

    []

    สองปีกว่าแล้วที่แป้งหายไปจากบ้าน แป้งเป็นหมาเพศเมียพันธุ์ไทยบางแก้ว เพื่อนข้างบ้านบอกว่าเห็นแป้งครั้งสุดท้ายวิ่งเตลิดหนีอะไรสักอย่างหลังเสียงพลุดังกระหน่ำ

    วันนั้นเป็นวันลอยกระทง วัดใกล้บ้านซึ่งอยู่ติดริมคลองจัดงานวันลอยกระทง ปีนั้นเป็นปีที่พิเศษอย่างหนึ่งคือมีการจุดพลุไฟให้คนในชุมชนได้ชมเป็นขวัญตา เป็นพลุไฟที่เกิดจากความศรัทธาของคนในชุมชนด้วยการลงขันซื้อพลุ หักค่าใช้จ่ายบางส่วนแล้วทำบุญเข้าวัด

    ก่อนหน้านั้นทางวัดได้ทำการประชาสัมพันธ์ มีการเรียกทำบุญจากผู้มีจิตศรัทธา เขารู้ล่วงหน้าก่อนงานเพียงไม่กี่วัน เมื่อรู้แล้วก็ตั้งใจว่าวันงานนั้นจะรีบกลับมาบ้าน มาล่ามโซ่คล้องคอแป้งไว้ เพื่อไม่ให้แป้งต้องตกใจและวิ่งเตลิดหนีกับเสียงพลุที่จะเกิดขึ้น

    เพื่อนบ้านละแวกนั้นที่เลี้ยงหมาเมื่อเจอหน้าเขาต่างบอกให้ล่ามโซ่หมาให้ดี–หมากับเสียงพลุไม่ถูกกัน มันจะตกใจและจะเตลิดวิ่งหนีไปเรื่อย เมื่อมันหายตกใจแล้วมันจะหาทางกลับบ้านไม่ได้

    เขาหัวเราะกับเสียงเตือนนั้น แต่ก็ต้องจริงจังขึ้นเมื่อเพื่อนบ้านสำทับว่าหมาสุดที่รักของเขาเคยหายไปแล้วก่อนหน้านี้ และไม่ใช่เพียงแต่เพื่อนบ้านคนนั้น เพื่อนบ้านอีกหลายคนก็เคยประสบปัญหาเช่นเดียวกันนี้เช่นกัน

    เขารับปากกับเพื่อนบ้านว่าเขาจะผูกมัดแป้งเอาไว้ อย่างน้อยเขาก็ไม่อยากจะสูญเสียหมาที่รักของเขาไม่ว่าจะด้วยเหตุผลกลใดก็ตาม

    แล้ววันลอยกระทงวันปีนั้นก็มาถึง…

    เขามารับรู้จากเพื่อนขับรถมอเตอร์ไซค์รับจ้างเอาเมื่อหัวค่ำนั้นเองว่าวันนั้นเป็นวันลอยกระทง แวบความรู้สึกแรกเขาไม่รู้สึกยี่หระต่อเทศกาลวันนี้มากนัก ในชีวิตของเขามีการลอยกระทงเพียงแค่สองครั้ง…

    ครั้งแรกเมื่อสมัยเรียนชั้นประถม ครั้งนั้นครูให้นักเรียนทำกระทงด้วยใบตองจากบ้านมาส่ง มีการประกวดกระทงของนักเรียน กระทงของเขาไม่ได้รางวัลอะไร เมื่อเลิกเรียนครูก็นำนักเรียนไปลอยกระทงที่ท่าน้ำของวัดที่ตั้งอยู่บริเวณนั้น มันเป็นการลอยกระทงที่แปลกเพราะลอยกันตั้งแต่หัววัน ครูบอกด้วยว่าถ้าใครอยากจะไปลอยกับทางบ้านก็ให้ไปลอยอีกเที่ยวหนึ่ง การลอยเมื่อตอนหัววันนี้เป็นส่วนหนึ่งของการเรียนการสอน… ส่วนการลอยในครั้งที่สองเป็นการลอยในช่วงที่น้ำท่วมหนัก ครั้งนั้นเขาไม่ต้องท่อร่างไปลอยที่ศาลาริมน้ำของวัด–เขาลอยที่บันได้หน้าบ้านของเขาเอง

    วันลอยกระทงสำหรับเขาจึงมีเพียงความรู้สึกเพียงเท่านี้ ฉะนั้นเมื่อวันลอยกระทงเวียนมาถึงเขาจึงไม่คิดถึงสิ่งใดไปมากกว่าความรันทดใจแทนที่จะเป็นวันแห่งความสนุกสนานเพลิดเพลิน

    เขาจึงหลงลืมสิ่งที่เพื่อนบ้านผู้รักหมา-มีหมาอันเป็นที่รักตักเตือนล่วงหน้าเสียสนิทใจ

    วันลอยกระทงปีนั้นเขากลับเข้าบ้านเมื่อเกือบล่วงวันใหม่ เขาจอดรถหน้าบ้านที่ไม่มีแป้งคอยต้อนรับเหมือนเช่นทุกวัน

    “แป้ง แป้งแกอยู่ไหน…แป้ง”

    เงียบ! ไม่มีเสียงตอบรับ

    “ฉันซื้อข้าวมันไก่มาฝาก แป้ง! แกอยู่ไหน?”

    เขาเปิดประตูบ้านเข้าไปพบกับความว่างเปล่า… พลันคิดถึงคำเตือนของเพื่อนบ้าน

    เมื่อสายก่อนออกไปขับรถ เขาไม่ได้ล่ามโซ่แป้งเอาไว้ ด้วยหวังว่าวันนั้นจะกลับบ้านแต่หัววัน ก่อนที่งานลอยกระทงที่วัดจะเริ่มขึ้น… ก่อนที่พลุจะเริ่มจุด…

    “แป้ง!!”

    []

    ตูม!

    เขานอนเอามือขวาก่ายหน้าผาก มือซ้ายวางแนบหน้าอก สองสายตาจ้องมองหลังคาสังกะสีที่บางจุดบางหย่อมมีสนิมกัดกินเนื้อใน

    ตูม!

    เสียงพลุยังคงดังต่อเนื่อง เขาคิดในใจว่าเมื่อไหร่มันจะหยุดดังเสียที เมื่อไหร่ที่มันหยุดเมื่อนั้นหมาหลายตัวเมื่อได้ยินเสียงพลุจะเลิกตกใจ และไม่เตลิดวิ่งหนีออกจากบ้าน

    “ป่านนี้แกจะเป็นอย่างบ้างหนอแป้ง?”

    เขาหลับตา น้ำตาไหลซึมออกมาจากสองดวง ·

    ด้วยมิตรภาพ.
    ๕ พฤศจิกายน ๒๕๔๙

    เผยแพร่ครั้งแรก www.winbookclub.com

    [อ่าน บทบรรณาธิการ ในฉบับอื่น] | [สารบัญ – ก้าวฯที่ ๒๓]


    ลอยกระทง

    พฤศจิกายน 15, 2007

    [เรื่องจากปก]


    ลอยกระทง

    เมื่อดวงไฟพาดผ่านท้องฟ้ายามราตรี มันทะยานได้ความสูงในระดับหนึ่งดวงไฟก็แตกกระจายออกไปคนละทิศทาง เสียงคำรามของประทัดก็เริ่มดังสะท้อนไปมากับผนังกำแพงตึก ขับเน้นถี่ไม่เป็นจังหวะ คล้ายกับว่าได้เกิดสงครามขนาดเล็กในชุมชนตรอกคอนกรีต บ้างก็คล้ายเสียงระเบิดจนแยกกันไม่ออก ขับคลอไปกับเสียงดนตรีรื่นเริงที่กระแทกออกมาจากลำโพงขนาดใหญ่ บรรยากาศของงานลอยกระทงมาถึงแล้ว

    Read the rest of this entry »


    ใบเสมาโบราณของไทย

    พฤศจิกายน 15, 2007

    [สืบศิลป์] โดย กีรติ


    ใบเสมาโบราณของไทย

    แต่ครั้งโบราณกาล เสมามีความสำคัญต่อพุทธสถานอย่างยิ่ง การที่จะเรียกว่าวัดนั้นเป็นวัดได้ จะต้องมีหลักแบ่งเขตชัดเจนสำหรับการทำพิธีกรรมทางศาสนา และหลักที่ปักเพื่อแบ่งเขตที่ว่านี้ มีชื่อเรียกว่า “ใบเสมา”

    เสมา หรือที่มีนักวิชาการบางท่านเรียกว่า “สีมา”ตามพจนานุกรมพุทธศาสน์ หมายถึง เขตกำหนดความพร้อมเพรียงของสงฆ์ หรือเขตชุมนุมของสงฆ์ หรือเขตที่สงฆ์ตกลงไว้สำหรับภิกษุทั้งหลายที่อยู่ภายในเขตนั้นจะต้องทำสังฆกรรมร่วมกัน

    เสมา แบ่งเป็น ๒ ประเภทคือ ๑. พัทธสีมา แปลว่า แดนที่ผูก ได้แก่เขตที่พระสงฆ์กำหนดขึ้นเอง ๒. อพัทธสีมา แปลว่า แดนที่ไม่ได้ผูก ได้แก่เขตที่ทางราชการกำหนดไว้ หรือเขตที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติเป็นเครื่องกำหนด และสงฆ์ถือเอาตามเขตที่กำหนดนั้น ไม่ได้ ทำหรือผูกขึ้นใหม่

    ความสำคัญของการมีเสมานี้ เนื่องจากพระพุทธเจ้าได้ทรงกำหนดให้พระภิกษุต้องทำ อุโบสถ ปวารณา และสังฆกรรมร่วมกัน โดยเฉพาะการสวดปาฏิโมกข์ ซึ่งต้องสวดพร้อมกันเดือนละ ๒ ครั้ง จึงเกิดหลักแดนในการที่สงฆ์จะร่วมกันกระทำสังฆกรรม โดยมีหลักบ่งชี้คือใบเสมา

    Read the rest of this entry »


    กระทง

    พฤศจิกายน 15, 2007

    [ก้าวฯกวี]


    “กระทง”

    – ๑ –
    ในคราวนั้นพ่อฉันฟันต้นกล้วย
    ส่วนหนึ่งด้วยจะแกงหยวกใส่ปลาย่าง
    อีกบางส่วนหั่นแว่นเป็นวงวาง
    ให้แม่พลางเย็บกระทงไว้ลงลอย
    .
    “หนูจะเอากระทงอันเล็กเล็ก”
    เพราะสองมือของเด็กนั้นยังน้อย
    เด็ดดอกไม้หน้าบ้านมานั่งคอย
    กระทงเสร็จแล้วค่อยประดับประดา
    .
    “หนูจะใส่ดาวเรืองไว้ตรงนี้
    แซมแพงพวยสวยดีดูเข้าท่า”
    ธูปเทียนปักตรงกลางอย่างเคยมา
    และตั้งตารอไปงาน ลอยกระทง
    .
    เสื้อแขนยาวหมวกไหมพรมกันลมหนาว
    โคมพันแสงแข่งดาวลมพัดส่ง
    สูงขึ้นสุดฟ้าฟากแล้วดับลง
    หลายคนคงแหงนหน้า ดวงตาตะลึง
    .
    แม่จูงมือถึงตลิ่งน้ำปริ่มท่า
    อธิฏฐานวาจาขณะหนึ่ง
    หลับตาเห็น ชีวิตงามในคำนึง
    จากนั้นจึงลงลอยค่อยเคลื่อนไป
    .
    – ๒ –
    เพียงวัยวันพลันผ่านกาลหมุนเปลี่ยน
    บัดนี้มีกระทงเทียนรูปแบบใหม่
    จากกรุ่นหอมอบอวลของดอกไม้
    กลายเป็นใช้ริบบิ้นแซมบนแท่นโฟม
    .
    กลีบกระทงจากใบตองเคยของแท้
    บัดนี้แค่กระดาษพับประดับโฉม
    จุดเทียนวอมลอยล่องก่องแสงโคม
    ไปถั่งโถมล่มสลายในคงคา
    .
    ระลอกคลื่นคืนกระทงสู่ตลิ่ง
    อธิฏฐานเป็นจริงหรือเปล่าค่า
    มวลมนุษย์ต่างวาระและเวลา
    จิตแท้แห่งปัญญากลับเลือนลับ!
    .
    คืนนี้เหน็บหัวใจไหมพระแม่
    มาสู่ยุคผันแปรดังตกอับ
    อธิฏฐานผู้ใดเกินจะนับ
    เพื่อบรรเทาความย่อยยับแห่งชีวิต
    .
    และรายทางกระทงเทียมยังเรียงราย
    ต่างรอคนซื้อขาย งานง่ายประดิษฐ์
    นิยามยุคสะดวกนิยมคือนิมิต
    ล้านดวงจิตหลงทิศเฉกกระทง!

    กวิสรา
    http://kaveesara.bloggang.com


    kaawss.jpg[อ่าน ก้าวฯกวี บทอื่น] | [สารบัญ – ก้าวฯที่ ๒๓]