ก้าวสาม

มกราคม 15, 2007

cover03.jpg

cover by : ยางมะตอยสีชมพู

Advertisements

คมคำ-คมความ

มกราคม 15, 2007

read3.gif
“ความคิดสร้างสรรค์เป็นเรื่องที่ค่อยๆ ฝึกไป ห้ามบีบ ห้ามเค้นมันหนักเกินไป สิ่งสำคัญคือต้องเปิดใจกว้าง ฝึกมองต่าง และรับข้อมูลต่างๆ เข้ามาสม่ำ่เสมอ”

‘วินทร์ เลียววาริณ’
จาก ‘คุยกับวินทร์’ http://www.winbookclub.com

kaawss.jpg

jonathan.jpg ฟากฟ้า..ทะเลฝัน : โจนาธาน

ในความหมายในความเหงา

…เธอเคยถามฉันว่า ทำไมฉันจึงมองไม่พบเห็นความสุข “เธอเคยมีความสุขอะjo3.jpgไรบ้างไหมในชีวิต?”

ผ่านพ้นไปอีกหนึ่งค่ำคืน…ค่ำคืนที่เหน็บหนาว ค่ำคืนกับการฉลองความสุขของผู้คนรอบข้างพร้อมกับความเหงาปกคลุมเข้าครอบครองเนื้อที่ในจิตใจของฉัน

เช้านี้ฉันยังคงตื่นมาพบกับความเหงาเหมือนผืนฟ้าผืนน้ำที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้า ฉันโผเผลงนั่งเหยียดขาไปเบื้องหน้า เอนหลังพิงโขดหิน ทอดสายตาเหม่อมองฟ้าหม่นและน้ำสีครามตัดด้วยสีขาวอ่อนของหาดทราย

บ่อยครั้งที่ฉันมักทำเช่นนี้เมื่อคิดถึงเธอ…มันมาพร้อมกับความเหงา

ฉันไม่เคยคิดถึงอนาคตที่ยังมิรู้ว่าจะทอดยาวไกลสักเพียงไร ฉันได้แต่ครุ่นคิดคร่ำครวญแต่ความหลังหลายต่อหลายเรื่อง แต่ละเรื่องมิเคยย้อนพบเห็นความสุข

เธอเคยถามฉันว่า ทำไมฉันจึงมองไม่พบเห็นความสุข “เธอเคยมีความสุขอะไรบ้างไหมในชีวิต?” (อ่านต่อ)

kaawss.jpg


ทำไม้-ทำมือ

มกราคม 15, 2007

editortouch.jpg

ทำไม้-ทำมือ

ทำไม้-ทำมือ เป็นการสื่อสารชนิดหนึ่ง ใช้ประกอบคำพูดเพื่อเสริมความเข้าใจ
หรือใช้เพราะไม่อาจพูดจา (ไม่ว่าด้วยเหตุใด)
ทำไม้ทำมือ จึงเป็นโปรโมชั่นเสริมในชุดเมนูการสื่อสารยอดนิยม

ก็เหมือน โปรโมชั่นทั่วไป มีประโยชน์สำหรับบางที, บางโอกาส, บางคน แต่กับอีกหลายคนอาจไม่เป็นที่ต้องการ

กับนักพูดแบบ Talk Show, One Man Standing, เดี่ยวไมโครโฟน, ดูโอ้ไมโครเวฟ
การใช้มือ ทำท่าทางประกอบเรื่องราวที่กำลังบอกเล่าเป็นสิ่งจำเป็น
ใช้ออกให้ถูกจังหวะ จะช่วยดึงสายตาผู้ฟังให้ติดตามเรื่องราว

ทำไม้-ทำมือ กลับไม่เป็นที่ต้องการสำหรับสื่อทีวี
บรรดาโฆษก, พิธีกรในจอทีวี คงถูกบังคับให้ซุกมือไว้ ไม่ยอมให้เอาออกมาปัดป่าย
เป็นที่รำคาญสายตาท่านผู้ชม มีพิธีกรบางท่าน ทนไม่ไหว ยังใช้มือช่วยประกอบบทที่ได้มา ไม่นานพิธีกรท่านนั้นก็หายหน้าหายตาไป (อาจเข้าโรงพยาบาล เพราะทางสถานีส่งไปให้หมอตัดมือ)

ผมไม่แน่ใจว่า ทำไมต้องเรียก ทำไม้-ทำมือ?
ทำมือ อย่างเดียวไม่ได้หรือ?

อนุมานได้ว่า คนโบราณมักเจ้าบทเจ้ากลอน ชอบเล่นคำพ้อง-คำผวน
ทำท่า ทำทางด้วยมือ จึงเรียกว่า ‘ทำไม้-ทำมือ’

สำหรับงานเขียน

พูดถึง ทำมือ เราร้องอ๋อ เป็นหนังสือที่คนเขียนผลิตขึ้นเองทุกขั้นตอน (ด้วยรักและอุตสาหะ) หนังสือทำมือ มีเสน่ห์ (อย่างเหลือร้าย) ทั้งเล่มอุดมไปด้วยจิตวิญญาณของผู้เขียน ตัวตนผู้เขียนละลายผสานเข้าในทุกหน้าของหนังสือ ทุกผิวสัมผัสของปกกระดาษสา ทุกขุยขนเส้นเชือกที่บรรจงร้อยเข้าเล่ม ทุกลายเส้นเนื้อสีบนปกเป็นงานศิลปะที่รังสรรค์ด้วยหนึ่งสมองสองมือโดยแท้

หนังสือทำมือ เป็นคำตอบให้ หลายคนที่…

อยากมีหนังสือของตัวเองสักเล่ม
เสนองานเท่าไร ไม่ได้ลงพิมพ์สักที
อยากเผยแพร่งานสู่สาธารณะ
ต้องการเป็นที่รู้จักในฐานะ ‘นักเขียน’
ได้ทำงานศิลปะที่ตัวเองรัก

คำตอบอย่าง ‘หนังสือทำมือ’ เป็นคำตอบชนิดใด?

บางคนอาจรู้สึกใช่เลย…นี่คือคำตอบสุดท้าย

กับอีกหลายคน อาจตั้งข้อสงสัย
หลังทุ่มเทกาย-ใจ จนได้ความฝันน้อย ๆ มาไว้ในอ้อมกอด

ยอดขายไม่ขยับ ความคิดที่จะเผยแพร่งานเป็นอันพับไป
รายได้จากการขายหนังสือ ยิ่งไม่ต้องคิดหวัง เพราะตั้งราคาทุนอยู่แล้ว
ความสุขใจที่ได้มีหนังสือในฝัน ค่อย ๆ เลือนหาย

ข้อสงสัยต่าง ๆ จะผุดพรายขึ้นมาหากตั้งเป้าหมายผิดพลาด

เป็นไปได้ไหมว่า คำจำกัดความของหนังสือทำมือ
คือ…งานศิลปะที่เราบรรจงสร้างเพื่อมอบให้ใครสักคน

หากเป็นเช่นนั้น…ความสุขระหว่างขั้นตอนการทำ จนถึงแววตาของผู้รับ….
นับเป็นผลตอบแทนคุ้มค่า ที่เหลือ…อะไรจะตามมาไม่ใช่สิ่งสำคัญอีกต่อไป
เพราะ ‘หนังสือทำมือ’ เล่มนั้น บรรลุวัตถุประสงค์แล้ว

ก่อนลงมือ รังสรรค์หนังสือทำมือสักเล่ม จึงควรทบทวนเป้าหมายให้ชัดเจน

จิตรกร มีความสุขกับการเขียนรูป
แต่หากใช้เวลาหมดไปกับการทำกรอบรูปเสียแล้ว เขาก็คือช่างทำกรอบรูป

นัก (หัด) เขียน ที่ทุ่มเทกับงานเขียน คงตระหนักได้ว่า
จะนั่ง (ทำไม้) ทำมือ หรือ (หัด) เขียนหนังสือ ?

พบกับ ‘ทำมือ’ สองเล่ม–สองอารมณ์ จากคอลัมนิสต์ก้าวรอก้าว เชิญทุกท่านทัศนา

บอกอแบกบาล

kaawss.jpg


FIGHT CLUB

มกราคม 15, 2007

ในสังคมทุนนิยมที่มองรูปลักษณ์ภายนอกสวยหรู มั่นคงมั่งคั่ง แต่ทว่าหากเพ่งเข้าไปอย่างลึกซึ้งแล้วกลับพบเพียงความกลวงโบ๋และเปราะบาง  วัตถุรวมทั้งรูปแบบในการดำเนินชีวิตที่แลดูทันสมัย มีรสนิยม  jee03.jpgเป็นดั่งม่านหนาทึบอันซับซ้อนลวงตา จนยากที่จะมองเห็นถึงสรณะที่แท้จริงในสิ่งรอบตัวเหล่านั้น

ระบบและกลไกที่เอื้อหนุนให้ทุกชีวิตในสังคมต่างต้องดิ้นรนไขว่คว้าเพื่อที่จะมีและได้มา  ความหมายของชีวิตถูกสรุปด้วยนิยามคล้ายๆกันคือ การเสพทุกสิ่งที่มีอยู่ให้ได้มากที่สุดทั้งในรูปธรรมและนามธรรม

ในยุคสมัยที่ผู้คนพากันพูดถึงแต่โทรศัพท์มือถือรุ่นล่าสุด,  สินค้าแบรนด์เนม  นักเรียน-นักศึกษาเติบโตขึ้นมาพร้อมๆกับแฟชั่นเสื้อผ้า สื่อและเทคโนโลยีฉาบฉวย,  คนในวัยทำงานมุ่งแสวงหาสิ่งตอบสนองความสะดวกสบายและส่งเสริมรูปลักษณ์ สร้างรูปแบบของไลฟ์สไตล์… ทั้งสังคมกระโจนเข้าสู่ระบบเงินตราและวัตถุนิยมเพื่อตอบสนองความต้องการดังกล่าว จนกลายเป็นบรรทัดฐานในการประเมินค่าของความสำเร็จและความสุข
ชายหนุ่มผู้เป็นพนักงานบริษัทแห่งหนึ่งในเมืองใหญ่ เขาใช้ชีวิตเหมือนมนุษย์เงินเดือนทั่วไปที่เสพติดอยู่กับวัตถุรอบตัว–  พักอาศัยอยู่ในคอนโดหรู,  สั่งซื้อเฟอร์นิเจอร์โมเดิร์นสไตล์จากแคตาล็อก,  ดื่มกาแฟมียี่ห้อ แต่ทว่าลึกๆแล้วเขาไม่สามารถตอบบางปมคำถามที่ฝังตัวอยู่ลึกๆภายในจิตใจได้–  คำถามที่ไม่อาจก้าวข้ามผ่านความอ่อนแอของตนเองที่สยบอยู่ก้นบึ้งของระบอบทุนนิยมได้ จนเมื่อเขาได้พบกับไทเลอร์…

ไทเลอร์เป็นหนุ่มเซอร์มาดเท่ห์ผู้ไม่แยแสและต่อต้านระบอบทุนนิยมอย่างสุดโต่ง  ไทเลอร์บอกกับเขาว่าชีวิตไม่ใช่งานที่ทำ ชีวิตไม่ใช่รถที่ขับ  ยี่ห้อเสื้อผ้าที่ใส่หรือจำนวนเงินที่มีในกระเป๋า เพราะวัตถุที่มีอยู่อย่างล้นเหลือรอบๆตัวยิ่งจะทำให้คนเราออกห่างจากตัวเอง–  ทุกสิ่งที่ครอบครองอยู่นั้นกลับกลายมาเป็นสิ่งที่ครอบงำตัวเราเสียเอง และหนทางเดียวที่ทำให้คนเราค้นพบความหมายที่แท้จริงของชีวิตได้ก็คือ การสูญเสียทุกอย่างที่เคยมี

ชายหนุ่มประทับใจในตัวไทเลอร์ทั้งในบุคลิกภาพและมุมมองความคิด เขารู้สึกว่าไทเลอร์เป็นผู้ให้คำตอบที่ค้างคาใจมาโดยตลอด…  หลังจากสูญเสียทุกอย่างชายหนุ่มจึงตัดสินใจย้ายออกมาอยู่กับไทเลอร์ในตึกร้างชานเมือง  ทั้งสองเริ่มก่อตั้งกลุ่ม FIGHT CLUB ซึ่งเป็นการชุมนุมกันของกลุ่มคนที่นิยมความเจ็บปวดทางร่างกาย  พวกเขานัดพบกันสัปดาห์ละครั้งเพื่อทำการต่อสู้กันเองอย่างเอาเป็นเอาตายของสมาชิกในกลุ่ม  เลือดทุกหยดที่กระเซ็น บาดแผลและรอยฟกช้ำที่ได้รับจากการต่อสู้คือการเรียนรู้และเข้าถึงชีวิตที่เป็นชีวิตจริงๆ–  ความเจ็บปวดและการสูญเสียสอนให้รู้จักความหมายที่แท้ของตนเอง

แม้จะดูเป็นปรัชญาดิบเถื่อน ซาดิสม์ และบ้าดีเดือด แต่ FIGHT CLUB กลับให้อิสรภาพบางอย่างแก่พวกเขา  ในขณะที่ทำการต่อสู้พวกเขาค้นพบว่าชีวิตได้หลุดพ้นจากเงื่อนไขทั้งปวง ไม่ยึดติดกับสิ่งที่เคยมีและเคยเป็น ไม่หลงเหลือพันธนาการใดๆที่ผูกรัดพวกเขาไว้อีกต่อไป

อาจเป็นไปได้ว่า การสูญเสียทุกสิ่งทุกอย่างคือสิ่งที่ตอกย้ำให้เราได้รู้ว่า แท้จริงของชีวิตแล้วไม่มีสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่เราจะครอบครองได้ตลอดไป ไม่ว่าจะเป็นสิ่งของ,  เงินทอง,  หน้าที่การงาน หรือแม้กระทั่งร่างกายของเราเอง

หันกลับมามองความฟุ่มเฟือยฟุ้งเฟ้อที่มีอยู่รอบตัว ทรัพย์สมบัติที่เรามีหรือความเป็นตัวตนที่เราคิดว่าเรากำลังเป็นอยู่เช่นนั้น เราอาจรู้สึกได้ว่าสิ่งเหล่านั้นช่างไร้ค่าเสียกระไร…     

ในตอนท้าย… ชายหนุ่มได้รู้ว่าแท้ที่จริงแล้วไทเลอร์คือตัวตนของเขานั่นเอง–  เป็นตัวตนในอีกด้านหนึ่งของจิตใต้สำนึกที่แสดงตัวออกมาเพื่อต้องการปลดปล่อยตนเองออกจากพันธนาการของสังคม  และหากมองดูดีๆ เราทุกคนอาจมีไทเลอร์อยู่ในตัวเองด้วยเช่นกัน 

ลองหาโอกาสนั่งคุยกับเขาบ้างสักครั้ง แล้วเราอาจค้นพบอีกบางความหมายของชีวิตก็เป็นได้ 

…………………………………………………………..

‘ของของคุณ กลับกลายมาเป็นเจ้าของตัวคุณ…’

…………………………………………………………..

 jee3.jpg– FIGHT CLUB –
กำกับการแสดงโดย  DAVID FINCHER
แสดงนำโดย  EDWARD NORTON, BRAD PITT
ภาพประกอบ : (1) www.albany.edu/writers-inst/fnf04n1.html
(2) http://imagecache2.allposters.com/images/pic/PE/283444~Fight-Club-Posters.jpg

kaawss.jpg


ทัณฑ์ธรรมชาติ

มกราคม 15, 2007

เช้าตรู่ของวันที่ ๒๖ ธันวาคม ๒๕๔๗

คนงานวิ่งหน้าตาตื่นฝ่าฝูงสุนัขอัลเซเชียนนับสิบตัวเข้ามาในบ้าน ขณะนั้นผมกำลังนั่งละเลียดควันบุหรี่มวนแรกของวัน ส่วนพี่ชายกำลังนั่งจิบกาแฟพลางชมข่าวยามเช้า มีรายงานข่าวว่าเกิดแผ่นดินไหววัดความรุนแรงได้มากกว่า ๙ ริกเตอร์ ทางตอนเหนือของเกาะสุมาตราในประเทศอินโดนีเซีย- –

หลังจากฟังภาษาเหนือแถบแม่ระมาดสำเนียงพม่าที่ไม่ได้ศัพท์จากคนงานต่างด้าว พี่ชายก็วางถ้วยกาแฟคว้ากุญแจรถจักรยานยนต์แล้วสะกิดเรียกผม

“ไปไหน?” ผมถาม

“ไปดูเหตุมหัศจรรย์” พี่ชายว่า

“อะไรวะ?” ผมถาม

“ไปด้วยกันสิ เดี๋ยวก็รู้” พี่ชายนั่งยองๆลงตรงหน้า พร้อมให้ผมขึ้นขี่หลัง

ผมโยนบุหรี่ที่เหลือเพียงไม่กี่อึกทิ้ง ใจนั้นอยากรู้ขึ้นมาเสียแล้วว่าเรื่องมหัศจรรย์ที่ว่านั้นเป็นอย่างไรกัน

รถจักรยานยนต์ของเรามาจอดอยู่ริมสระน้ำขนาดกว้างราวสามเมตรครึ่งยาวร่วมสิบเมตรใกล้บ้านพักคนงาน คนงานชาวพม่าและกะเหรี่ยงหลายคนจับกลุ่มยืนวิพากษ์วิจารณ์อยู่ริมสระน้ำนั้นอยู่เช่นกัน

“ไหนวะเรื่องมหัศจรรย์!” ผมถามพี่ชาย

“ไม่รู้สิ” พี่ชายตอบพลางส่ายหน้า แล้วหันไปถามคนงานต่างด้าวที่วิ่งหน้าตาตื่นไปรายงานข่าวถึงที่บ้าน

หลังจากส่งภาษาและสำเนียงที่ผมยังไม่ชินหู พี่ชายก็รายงานว่า เมื่อสักครู่ก่อนที่เราจะมาถึง น้ำในสระเกิดการเคลื่อนไหวเป็นระลอกคลื่นไปตามแนวความยาวของสระ สะท้อนกลับไปกลับมาอยู่เนิ่นนาน คนงานทุกคนต่างลงความเห็นว่านั่นอาจจะเป็นอิทธิฤทธิ์ของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ส่งสัญญาณเตือนว่าอาจมีใครทำมิดีและลบหลู่ธรรมชาติ หลายคนลงนั่งยองพนมมือไว้ท่วมหัว ส่งภาษาที่ถึงแม้ว่าผมฟังไม่รู้เรื่องแต่ก็พอจะเข้าใจว่า พวกคนงานกำลังอ้อนวอนสิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้เมตตาในความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ของพวกเขาให้โปรดบรรเทาเบาบางโทษทัณฑ์จากการที่พวกเขาได้ล่วงเกินกับธรรมชาติ

ผมกับพี่ชายต่างแอบหัวเราะกับพฤติกรรมของคนงานต่างด้าวพวกนั้น เพราะเชื่อแน่ว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมดนั้นเป็นผลกระทบที่เกิดจากแผ่นดินไหวที่อินโดนีเซีย ไม่ใช่เกิดจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์แต่ประการใด

สายของวันที่ ๒๖ ธันวาคม ๒๕๔๗ คลื่นยักษ์ลูกแรกโถมเข้าฝั่ง

ไม่มีการเตือน ไม่มีลางสังหรณ์ มนุษยชาติถูกกลืนกินด้วยคลื่นยักษ์ที่ถาโถม

และหลังจากวันที่ ๒๖ ธันวาคม ๒๕๔๗ รายงานจำนวนผู้เสียชีวิตเพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ นับสิบ นับร้อย นับพัน นับหมื่น และนับแสน เสียงสะอื้นไห้ก้องระงมไปทั่วโลก

บ่ายของวันที่ ๒๙ ธันวาคม ๒๕๔๗

ปีใหม่ใกล้เข้ามาทุกขณะ ผมกับพี่ชายกำลังร่วมรับประทานอาหารมื้อเที่ยงที่ศาลากลางน้ำใกล้บ้าน

ผมได้ยินเสียงกึกก้องกัมปนาทคล้ายท้องฟ้ากำลังลั่นร้อง

“สงสัยฝนจะตก” ผมเปรย

“ฝนที่ไหนจะตกฤดูนี้กันล่ะ” พี่ชายแย้ง

“ฝนหลงฤดูไง เดี๋ยวนี้ธรรมชาติมันผิดแผกไปหมด”

“ไม่ใช่หรอก” พี่ชายยืนยัน

“แล้วเมื่อกี้เสียงอะไรถ้าไม่ใช่เสียงฟ้าร้อง”

“เสียงระเบิดแตก จากฝั่งนู้น…” พี่ชายหมายถึงประเทศเพื่อนบ้าน

ใบหน้าของผมสลดลงวูบหนึ่งพลางคิดว่าใครกันนะที่โชคร้าย ใครคนนั้นอาจได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตจากแรงระเบิดลูกนั้น

“จะมีใครตายไหม?” ผมถามพี่ชาย

“ไม่หรอก”

“อาจเป็นช้างหรือสัตว์อื่นก็ได้”

“ไม่หรอก…ที่จะตายอาจเป็นต้นสักทองต้นใหญ่สักร้อยสองร้อยต้นต่างหาก พวกตัดไม้มันคงเอาปืนยิงปูพรมเพื่อทำลายระเบิดจะได้เข้าไปตัดไม้ได้อย่างปลอดภัย” พี่ชายอรรถาธิบาย

“จริงเหรอ!?” ผมถามอย่างไม่อยากจะเชื่อ

“ไม่รู้สิ…เดาเอา” แล้วเขาก็ก้มหน้าเปิบข้าวในจานของตนเองต่อ

ผมวางช้อนในมือลงในจานข้าว ปล่อยความคิดให้ล่องลอย หากเรื่องที่พี่ชายเล่านั้นเป็นความจริง ในอนาคตอันใกล้ธรรมชาติจะลงทัณฑ์มนุษยชาติในรูปแบบใดกัน ผมได้แต่ภาวนาให้ธรรมชาติเมตตามนุษย์ผู้โง่เขลา ผู้ที่บังอาจท้าทายอำนาจของธรรมชาติโดยหารู้ไม่ว่าบทลงทัณฑ์นั้นแสนสาหัสสากรรจ์เพียงใด •

kaawss.jpg


สองู ดับเบิ้ล ตรี โอ

มกราคม 15, 2007

tinlogo1.jpg โทรภาพ (ช่อง ๓.) : ทรงทอม

จะเกิดอะไรขึ้น ถ้าเวลาเพียงข้ามคืน จะสามารถทำให้คุณเป็นอัจฉริยะได้

ค่ำคืนของวันจันทร์ราวสี่ทุ่มครึ่ง ถ้าคุณหมุนคลื่นเครื่องรับโทรทัศน์ของคุณ ให้ไปหยุดอยู่ที่ช่อง 3 คุณก็จะพบกับ รายการเรียลลิตี้รูปแบบใหม่ ปรากฏขึ้น อยู่เบื้องหน้า “อัจฉริยะข้ามคืน” รายการเรียสลิตี้ จากค่าย workpoint ของเสี่ย ตา ปัญญา นิรันดร์กุล เป็นอีกหนึ่งรายการดีทางฟรีทีวี ที่คุณน่าจะลองหาโอกาส รับชมสักครั้ง ด้วยรูปแบบรายการ ที่ไม่สลับสับซ้อนอะไรมากนัก(ยกเว้นเกมส์การแข่งขันของทางรายการ ที่ทั้ง โหด ซับซ้อน ชวนพิศวงงงงวย) ทางรายการจะเชิญผู้เข้าแข่งขันจากทางบ้าน (ซึ่งส่วนใหญ่ มีประวัติ ทั้งการศึกษาและการประกอบอาชีพ ที่ค่อนข้างจะโดดเด่น) มาร่วมปฏิบัติภารกิจ ต่างๆที่ทางรายการ จัดสรรไว้ให้ ซึ่งแต่ละภารกิจ ก็โหดไม่ใช่เล่น ไฮไลต์ ของการแข่งขันอยู่ที่ การร่วมมือรวมใจ กันของผู้เข้าแข่งขัน ทั้ง 8 คน ที่ช่วยกันแก้ปัญหาที่รายการวางไว้ให้ และที่สำคัญ ยังต้องช่วยกันถอดรหัส จากตัวอักษรให้ กลายเป็นตัวเลขสี่ตัว เพื่อเป็นกุญแจ ที่จะเข้าไป ในรอบ แจ็คพ๊อต จนเหลือ ผู้เข้าแข่งขันเพียงคนเดียว ที่จะคว้าเงินรางวัล มูลค่า หนึ่งล้านบาท กลับไม่นอน กอดเล่นที่บ้าน ซึ่งเวลาการแข่งขัน ก็แข่งขันกันข้ามคืนเลยทีเดียว แน่นอนในรายการ เราจะได้เห็นในเกือบทุกๆอิริยาบถ ของผู้เข้าแข่งขัน ทั้งการร่วมมือร่วมใจ สติปัญญาอันเฉียบแหลมของแต่ละคนในการแก้ปัญหา และถอดรหัส ความเหนื่อยล้า รอยยิ้ม น้ำตา และเสียงหัวเราะของผู้เข้าแข่งขัน รวมไปถึง การกระทบกระทั้งกันทางความคิด ที่ไม่ตรงกัน แต่ท้ายที่สุดแล้วก็ไม่มีเหตุการณ์อะไรที่รุนแรง ทุกครั้งที่ผมดู อัจฉริยะข้ามคืน ผมรู้สึกว่า ทีมงาน คิด เกมส์ คำถาม และ รหัสผ่านที่ซ่อนไว้ในรูปของตัวอักษรได้อย่างไร เพราะแต่ละสัปดาห์ ผมเดารหัสผ่านไม่เคยถูกเลยสักครั้ง (ไม่รู้ เป็นเพราะว่า คำถามยาก หรือ สติปัญญาผมไม่ถึงกันแน่ ฮ่าๆๆ) อย่างไรก็ตาม อัจฉริยะข้ามคืนก็เป็นรายการ ที่ได้ใจผมไปเต็มๆ อาจเป็นเพราะ ความรู้คู่ความบันเทิง ที่ได้รับ ตลอดการชมรายการ ฉีกจาก เกมส์โชว์ หรือเรียสลิตี้โชว์ ที่เราเคยพบเห็นทั่วไป ตรงนี้แหละที่ผมรู้สึกว่า workpoint กินขาด ในความแปลกใหม่ อย่าลืมนะครับถ้าคุณต้องการเคาะสนิมลับสมองประลองปัญญา ล่ะก็ สี่ทุ่มครึ่งของคืนวันจันทร์ ก็ลองหมุนมาได้ ที่ ช่อง 3 ได้ แล้วคุณจะรู้ว่า เพียงข้ามคืน ก็อาจทำให้คุณเป็นอัจฉริยะได้

ชื่อเรื่องด้านบน สามารถถอดรหัสได้ออกมาเป็นตัวเลขสี่ตัว ลองหาดูกันเล่นๆนะครับว่าเป็นเลขอะไรบ้าง  ●

เฉลย : เลขที่ออกคือ 2 2 3 0 คือเวลาในการออกอากาศของรายการ สองู คือ คำว่า สอ + งอ งู ก็จะเป็น สอง + คำว่าดับเบิ้ล ก็เป็น สอง สอง ส่วน ตรี ในคำไทย แปลว่า สาม และโอ ในภาษาอังกฤษ ก็คือ 0 รวมกันเป็น 2 2 3 0

kaawss.jpg


อัมโปะ

มกราคม 15, 2007

umpo.jpg อัมโปะ

untitled2.jpg
um31.jpg
5.อย่าวิตกกับงานชิ้นใหญ่ ขอเพียงทำด้วยความสะอาดและความตั้งใจ
um23.jpg
6. ทำใจยอมรับว่า แม้แต่งานที่สะอาดที่สุดก็ยังมีสิ่งปฏิกูลปนอยู่

kaawss.jpg