ก้าวสอง (สวัสดีปีใหม่)

ธันวาคม 31, 2006

cover2.jpg

cover by ยางมะตอยสีชมพู

 

umpo.jpg100 วิธีใช้ชีวิตฉบับอัมโปะ

um2.jpg
3. บางทีจำเป็นต้องก้าวให้ทันโลกที่หมุนเร็วขึ้นทุกวันด้วยการวิ่งตาม(ดูต่อ)

Advertisements

คมคำ-คมความ

ธันวาคม 31, 2006

read3.gif
“ผมรู้อยู่อย่างเดียวว่า การงานที่เกิดจากการทำด้วยใจรักนั้น จะส่งผลให้ผู้กระทำมีความสุข  จงหางานที่คุณชอบหรือรัก (จะเรียกมันว่าพรสวรรค์ก็ได้) ให้เจอ  คุณจะเรียนรู้มันอย่างเพลิดเพลิน คุณจะหาทักษะจากมันอย่างไม่เบื่อหน่าย  อย่าไปถามมันครับว่า มันจะให้อะไรตอบแทนคุณบ้าง จงทำมันด้วยความรัก ทำมันด้วยความเอาใจใส่อย่างมีระเบียบวินัย สักวันหนึ่งมันจะตอบแทนคุณเอง  เชื่อผมเถอะ”

ชาติ กอบจิตติ
พรสวรรค์ – เปลญวนใต้ต้นนุ่น

kaawss.jpg


ปีใหม่สวัสดิ์

ธันวาคม 31, 2006

editortouch.jpg

ผมลืมตาตื่นขึ้นในวันปีใหม่
น่าจะใกล้ ๆ เที่ยง !
ขยับตัวไม่ไหว…คิดทบทวน…
ความทรงจำไม่ปะติดปะต่อ ซ้ำยังมีอาการปวดหัวตุบ ๆ
ภาพเมื่อคืนกะพริบเหมือนฟิล์มขาวดำโลว์สปีด
ผมดื่มกับเพื่อน ๆ…เรานับถอยหลังเข้าสู่ปีใหม่ด้วยกัน..ภาพหาย…จอใหญ่…บรรยากาศเคานท์ดาวน์ทั่วโลก…ภาพหาย…เสียงเพลง…ปวดหัว !

ผมลุกเดินโซเซออกมาสูดอากาศที่ระเบียง
ฟ้าสว่างจ้า แสบตา

สวัสดี ‘วันปีใหม่ของผม’ ผมเสียใจ ผมขอโทษ !

ผมขอโทษวันปีใหม่มาหลายครั้ง เป็นเหมือนคนทำความผิดที่สำนึก แต่ก็ยังทำซ้ำ ครั้งแล้วครั้งเล่า

ผมไม่อยากเริ่มปีใหม่ในสภาพอย่างนี้

อยากเริ่มวันแรกของปีด้วยสมองปลอดโปร่ง สดใส
ยิ้มรับลำแสงอรุณรุ่งของเช้าวันปีใหม่ ราวรับพรจากอาทิตย์อุทัย
เพื่อดำเนินชีวิตปีใหม่อย่างเต็มกำลัง เต็มคุณค่า รู้ทิศทาง

แต่ไม่เคยสำเร็จ พอถึงวันสิ้นปี ไม่เคยสามารถหักห้ามบรรยากาศคึกคัก ฮาเฮ อยากร่วมเฉลิมฉลอง ‘ส่งท้ายปีเก่า-ต้อนรับปีใหม่’ กับมวลมนุษยชาติ อาจเพราะความเหงา ความโดดเดี่ยวภายในคอยเร้า อย่าได้แปลกแยกจากสังคม ดูสิ…พวกเขากำลังรื่นเริงกัน จะคิดอะไรมากมายวันปีใหม่ก็คืออีกวันเหมือนทุก ๆ วัน นี่เป็นเวลาปาร์ตี้ !

แล้วผมก็โซเซออกมาขอโทษ อีกครั้ง

แต่จะต้องไม่เกิดขึ้นกับเช้าวันที่ ๑ มกราคม ๒๕๕๐

ค่ำวันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๔๙ ผมจะจุดเทียนไข นั่งสงบอยู่ในความเงียบงัน ส่งท้ายปีด้วยจิตสำนึกทบทวน ยอมรับการกระทำผิดพลาด ยิ้มรับการกระทำที่สำเร็จ วางเป้าหมายสำหรับหนึ่งปีข้างหน้า

จากนั้น เข้านอนด้วยดวงจิตสงบ เพื่อตื่นรับอรุณรุ่งพร้อมสมองโปร่งใส นำมาลัยมะลิไปกราบขอพรแม่

ผมมีปีใหม่ร่วมกับมวลมนุษยชาติมาหลายปี (แฮ้งก์ทุกที)
ขอมีปีใหม่กับตัวเองสักที (จะเป็นไร)

โชคดีปีใหม่ครับทุกท่าน

บอกอแบกบาล

kaawss.jpg


ธรรมจักร : กงล้อแห่งธรรม

ธันวาคม 31, 2006

keeree.jpg

กีรติ : สืบศิลป์

tamajuk.jpg

เคยมีใครสงสัยบ้างไหมว่า ธรรมจักร ที่คุ้นตากันในศาสนาพุทธนั้นมีที่มาอย่างไร  และจะมีใครรู้บ้างว่า  ครั้งหนึ่งธรรมจักรกลายเป็นผลงานทางศิลปกรรมที่มีความงดงาม  โดดเด่น  จนกลายเป็นเอกลักษณ์ของยุคสมัย  มีรูปแบบที่ต่างกันออกไปมากมาย  ซึ่งช่วงเวลาดังกล่าวนั้นเป็นยุคแรกเริ่มของวัฒนธรรมพุทธศาสนาที่เรียกกันว่า สมัยทวารวดี

สิ่งที่เป็นสัญลักษณ์อย่างเด่นชัดที่สุดของอารยธรรมทวารวดีในพระพุทธศาสนานั้นคือ ‘ธรรมจักร’  โดยมีการขุดค้นพบหลักฐานทางประวัติศาสตร์  เป็น พระธรรมจักรกับกวางหมอบ–สัญลักษณ์แห่งการตรัสรู้และการเผยแผ่พระพุทธศาสนา  (เราสามารถพบธรรมจักรในสมัยทวารวดีได้ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร ซึ่งจัดแสดงหลักฐานทางโบราณคดีไว้ในห้องทวารวดี) ธรรมจักรนี้มีหลายขนาด  ทั้งที่เป็นสองด้านและด้านเดียว  เป็นทั้งแบบทึบและแบบโปร่ง  โดยมากมักพบกวางหมอบบริเวณใกล้เคียงหรือไม่ก็อยู่คู่กันกับบริเวณที่ค้นพบ  ซึ่ง ‘กวาง’ นั้นหมายถึง สถานที่ที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงปฐมเทศนาแก่เบญจวัคคีย์ (เรียกเต็มว่า “ธรรมจักรกัปปวัตนสูตร”)  คือ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน (ป่ากวาง)

แรกเริ่มเดิมทีนั้นธรรมจักรมีความนิยมอย่างสูงในศิลปะอินเดีย อันเป็นจุดเริ่มต้นของศาสนาพุทธ  ในสมัยที่ยังไม่มีการสร้างพระพุทธรูปนั้นระบบสัญลักษณ์ได้ถูกนำมาใช้แทนความหมายต่างๆดังเช่น  ดอกบัวแทนพระพุทธเจ้าตอนประสูติ,  พระสถูปแทนการปรินิพพาน,  รอยพระพุทธบาทแทนการประทับของพระพุทธองค์

และที่สำคัญ  ธรรมจักรแทนความหมายการประกาศพระพุทธศาสนา  ซึ่งเริ่มใช้มาตั้งแต่สมัยอินเดียโบราณ (พุทธศตวรรษที่ 3) ต่อมาในศิลปะอินเดียแบบ คุปตะ ซึ่งถือว่าเป็นยุคมีความงดงามมากที่สุดนั้นได้เข้ามามีอิทธิพลในวัฒนธรรมศาสนาของอาณาจักรทวารวดีที่ได้เจริญรุ่งเรืองในระดับหนึ่งแล้ว  จึงไม่เป็นที่แปลกใจเลยว่า  เหตุใดทวารวดีจึงมีความนิยมสร้างธรรมจักรอย่างมากเช่นเดียวกัน

ความหมายของธรรมจักรนี้มีนัยแฝงอยู่ประการหนึ่ง  จากเดิมทีเป็นสัญลักษณ์แทนการประกาศพระศาสนาของพระพุทธองค์  และเป็นสัญลักษณ์ที่คงใช้ต่อเรื่อยมา  ทั้งนี้เนื่องจากธรรมจักรเป็นสัญลักษณ์ที่เป็นสากล  แม้ไม่มีบริบทอื่นใดประกอบเลยก็สามารถทำความเข้าใจได้ไม่ยาก  ต่อมาในสมัยพระเจ้าอโศกมหาราช  พระองค์ได้เผยแผ่พระพุทธศาสนาได้อย่างกว้างขวางและยิ่งใหญ่  ดังปรากฏเสาอโศก  โดยมีส่วนยอดของเสาเป็นที่ประดิษฐานธรรมจักร  อันมีความหมายว่าพระพุทธศาสนาได้เข้ามาถึงดินแดนนั้นๆแล้ว  ซึ่งพ้องกันกับอารยธรรมทวารวดีที่มีอาณาเขตกว้างใหญ่มาก  และดินแดนต่างๆที่อารยธรรมทวารดีเข้าไปถึงนั้นมักจะพบหลักฐานเป็นธรรมจักรอยู่เสมอ  นั่นเป็นการแสดงให้ทราบทางหนึ่งว่า  บริเวณนั้นมีการนับถือศาสนาพุทธด้วยเช่นเดียวกัน  •

kaawss.jpg


กำลังใจจากสายลม

ธันวาคม 31, 2006

 ฟากฟ้า..ทะเลฝัน : โจนาธาน

dreamsky.jpg

ก่อนอื่นฉันต้องขอสารภาพกับเธอว่า  ฉันมิใคร่อยากหยิบจับปากกาเพื่อจารจดความรู้สึกบางอย่างที่มีต่อเธอ  มิใช่เป็นเพราะไม่มีอารมณ์  เพียงแต่ฉันมีความหดหู่บางอย่างที่บังเกิดขึ้นในจิตใจจากก้นบึ้ง

ฉันเพิ่งตระหนักได้ว่า  ชีวิตในแต่ละวันๆนั้นช่างดำรงอยู่ยากเย็นเสียจริงหากขาดอะไรไปบางอย่าง…  อะไรบางอย่างนี้ไม่ใช่สิ่งที่ร่างกายต้องการทางกายภาพ  ใช่…ฉันกำลังจะบอกกับเธอว่าฉันขาดสิ่งซึ่งจิตใจฉันนั้นต้องการ  ความรักจากคนรัก…   ความรู้สึกที่เป็นนามธรรม  จับต้องไม่ได้  แต่คนทุกคนก็ล้วนมีความต้องการ  หลายคนมีสิ่งนี้  และหลายคนเช่นกันที่ปล่อยให้สิ่งนี้นั้นหลุดลอยไป

ฉันเองก็เป็นหนึ่งในคนจำพวกหลัง…

การมีชีวิตอยู่อย่างปราศจากสิ่งดังกล่าวมันยากเย็นอย่างนี้นี่เอง…  เคยมีคนรัก  แต่วันนี้ไม่มีคนรักเคียงข้าง  มันก็ยากอย่างนี้  ฉันได้แต่นั่งนึกคิดย้อนกลับไปถึงวันเวลาระหว่างสองเราเมื่อวันวาร  ไม่มีอะไรมากนอกจากความรู้สึกเสียดาย…  เสียดายที่ว่าทำไมฉันถึงไม่เห็น  ไม่เคยมองเห็นความรักที่เธอได้มอบให้สักวินาที

คนเราก็มักจะเป็นอย่างนี้…  จริงหรือ?…

แต่หากมองถึงความจริงที่เป็นอยู่…วันนี้ฉันไม่มีเธออยู่เคียงข้างแล้ว  ไม่มีวันเวลาสำหรับเราอย่างเมื่อวันวาร  ฉันเฝ้าถามตัวฉันเองว่าแล้วควรจะทำอย่างไร  จะจัดการชีวิตของฉันอย่างไรให้คงดำรงอยู่ต่อไปได้  ท่ามกลางความยากเย็นที่บังเกิดขึ้น…

ทำอย่างกับว่า  โลกนี้มีฉันนั่งทุกข์ใจอยู่เสียผู้เดียวกระนั้นละ  จะมีใครอีกบ้างหนอที่ทุกข์ใจอย่างฉันบ้าง…ก็คงมีบ้าง  หากเธอได้รับรู้ความรู้สึกของฉันในตอนนี้  เธอคงหัวเราะร่วนเสียงดัง  แล้วอาจกล่าวกับฉันว่า  “เธอจ๋า…ในโลกนี้นั้นยังมีคนที่ทุกข์ร้อนใจกว่าเธอหลายเท่ายิ่งนัก  เธอคิดเพียงว่า เรื่องของเธอนั้นเป็นเสียยิ่งกว่าคนเหล่านั้นละหรอกหรือ?…”

ฉันค่อนข้างเชื่ออย่างยิ่งว่าเธอจะต้องกล่าวกับฉันเช่นนั้น…   หากเป็นดังที่เธออาจกล่าว  ใช่…มันก็จริงอย่างที่เธอว่า  แต่ก็นั่นละ ฉันอยากจะบอกเธอเหลือเกินว่า ฉันเองก็คิดไม่ต่างไปจากเธอนัก

เหลียวมองรอบกาย…ชีวิตอีกหลายชีวิตที่รายล้อมรอบตัวของฉัน  พวกเขาล้วนมีความทุกข์มากไปกว่าฉันเสียอีก  หากจัดเรียงลำดับความทุกข์แล้ว  ฉันคงอยู่ลำดับสุดท้าย…

ฉันหัวเราะออกมา  หัวเราะผสมกับเสียงหัวเราะของเธอ  ผู้คนที่แบกเอาความทุกข์ไว้มากกว่าฉันเขายังดำรงชีวิตอยู่ได้ท่ามกลางความแร้นแค้นยากเย็นแสนเข็ญ  บางครั้งบางขณะพวกเขายังหัวเราะเย้ยโชคชะตาของเขาได้  ให้ฉันได้ยินได้เห็น  ในขณะที่ฉันมองพวกเขาด้วยความฉงนสงสัยว่า–  พวกเขาหัวเราะกันออกมาได้อย่างไรกัน?

เธอจ๋า…หากเธอยังอยู่ที่นี่  เธอคงบอกฉันว่า  “พวกเขาอยู่ได้ด้วยจิตใจ”…ใช่ไหม?

ครั้งหนึ่งเธอเคยกล่าวประโยคนี้กับฉัน  “คนเราหากขาดกำลังใจก็เหมือนกับตายไปแล้ว”  แล้วฉันล่ะ?   ฉันขาดกำลังใจไปแล้ว  เธอจากฉันไปแล้วนี่  กำลังใจของฉันแท้จริงแล้วอยู่ที่เธอ…หรืออยู่ที่ฉันกันแน่

แล้วเธอเล่า…  เธออยู่ได้อย่างไรกันเมื่อไม่มีฉัน  หรือเธอมีกำลังใจอยู่ในจิตใจของเธอเอง  กำลังใจของเธอนั้นมีฉันเป็นส่วนประกอบด้วยไหม?  หากมี…แล้วทำไมฉันจึงต้องโอดครวญเอากับชีวิตของฉันเองว่า  “มันช่างยากนัก”

แปลกไหม?  เมื่อฉันนึกคิดถึงเธอฉันกลับมีกำลังใจ…หรือเธอเองนั้นก็คือกำลังใจของฉัน  หากเป็นเช่นนั้นแล้วไยฉันต้องจมดิ่งกับความหลังบางอย่าง  ความหลังที่กร่อนกัดกินกำลังใจเสียแทบไม่มีเหลือ  ทั้งที่กำลังใจของฉันนั้นคือเธอที่แฝงตัวอยู่ในก้นบึ้งเสมอมา

ดูฉันเหมือนคนโง่เง่าเสียจริง  ที่กระทำร้ายจิตใจไปอย่างนั้น  หากเธอได้รับรู้  เธอจะหัวเราะเยาะฉันไหม…

หัวเราะเยาะเถิด  ฉันปรารถนา   ฉันอยากได้ยินเสียงหัวเราะร่วนจากเธอ  บางที…เสียงนั้นอาจสร้างและเป็นกำลังใจแก่ฉันให้ดำรงชีวิตอยู่ต่อไปได้  โดยไม่มีความรู้สึกว่ามันยากไปกว่านี้อีกครา…

ลมทะเลพัดมาแผ่วเบา…นั่นเสียงของเธอใช่ไหม?  เสียงที่มาพร้อมกับสายลม…

ฉันหัวเราะ  ฉันรู้แล้วว่าเธอปรารถนามอบสิ่งใดต่อฉัน…

ฉันหัวเราะร่วนออกมา…  พร้อมกับลมทะเลที่ถาโถมอยู่รอบเคียงกาย.

ด้วยความรักที่มีต่อเธอ.
โจนาธาน.

 

kaawss.jpg


coffee brake

ธันวาคม 31, 2006

coffee_brake2.jpg

“สำหรับนักเขียนที่แท้  งานเขียนแต่ละเล่มของเขา ควรเป็นการเริ่มต้นครั้งใหม่ ณ.ที่ซึ่งตัวเขาได้พยายามแสวงหาบางสิ่ง ซึ่งอยู่ห่างไกลสุดที่จะไขว่คว้าเอามา  เขาควรพยายามที่จะไขว่คว้าหาบางสิ่งซึ่งยังไม่เคยมีการเขียนถึง หรือบางสิ่งที่มีผู้อื่นได้พยามเขียนถึงมาแล้ว แต่ประสบความล้มเหลว นักเขียนควรเขียนถึงสิ่งที่เขาต้องการกล่าว  หากแต่ไม่จำเป็นต้องพูดออกมา”

เออเนสต์ เฮมมิงเวย์
สุนทรพจน์ รางวัลโนเบิล เมื่อปี ค.ศ ๑๙๕๔
ERNEST HEMINGWAY
Nobel Prize Speech : 1954

 


โทรภาพ(ช่อง ๒)….ตู้กับข้าวในทีวี

ธันวาคม 31, 2006

tinlogo1.jpg โทรภาพ : ทรงทอม

songtom1.jpg

…สมัยเด็กๆถ้ามีคนถามผมว่า  “โตขึ้นอยากจะเป็นอะไร”  ผมก็จะตอบโดยไม่คิดเลยว่า  “อยากเป็นพิธีกรรายการอาหาร”  คุณลองคิดดูซิ  ทั้งกินฟรี  เที่ยวฟรี  แถมได้เงินใช้อีกต่างหาก…’
•  •  •  •  •  •  •  •

สวัสดีครับ ขอต้อนรับทุกท่านเข้าสู่รายการ  ครัว…………….. ชิม………………..รส…………….อร่อย”
คำทักทายด้านบนคุณสามารถหาฟังได้จากรายการประเภทอาหาร  ที่มีอยู่ทั่วไปตามช่องฟรีทีวีสามัญประจำเครื่อง  ซึ่งผมว่ารายการประเภทนี้คงไม่มีฉายตามโรงหนัง หรือทำเป็นดีวีดีออกมาแน่ๆ  รายการประเภทอาหารไม่ว่าจะเป็นพาเข้าครัว  พาชิมตามร้านต่างๆ  หรือแข่งขันกันประดิดประดอยของกินกันนั้นอยู่คู่ทีวีบ้านเรามาหลายสิบปีแล้ว

ผมเป็นอีกคนที่ชอบดูรายการประเภทนี้  สมัยก่อนจำได้ว่า ทั้งเคยลองทำตาม และตามหาร้านรวงต่างๆที่เคยออกรายการ  เพียงเพราะอยากรับรู้ความอร่อยและส่วนลด (อัตราส่วนอยู่ที่ 10-20 %)  ถ้าบอกว่ารู้จักร้านของคุณมาจากรายการนั้นรายการนี้  

สมัยอยู่ต่างจังหวัดก็จะหายากสักหน่อยสำหรับร้านอาหารที่มีเครื่องหมายของทางรายการต่างๆมาการันตีไว้  แต่พอมาใช้ชีวิตอยู่เมืองหลวง  โอ้โห! ร้านอาหารที่มีเครื่องหมายเชิดชูระดับความอร่อยนั้นหาง่ายยิ่งกว่าเบอร์โทรน้องพอลล่าเสียอีก  บางร้านอยู่ติดๆกันเลย  ยังไม่พอ…หลายๆร้านยังมีป้ายและเครื่องหมายเหล่านี้อยู่ร้านละหลายๆป้ายด้วย  นึกแล้วก็อดสงสัยไม่ได้ว่า  สมัยนี้ถ้าใครจะเปิดร้านอาหารนอกจากจะต้องนิมนต์พระมาเจิมเพื่อเป็นสิริมงคลแล้ว  ยังต้องไม่ลืมที่จะนิมนต์  เอ้ย! เชิ้อเชิญรายการทีวีให้นำป้ายการันตี  มาประดับเพื่อเป็น ‘สิริวงเงิน’ ของร้านอีกด้วย

เหตุผลใหญ่ๆที่ผมชอบดูรายการประเภทนี้ (นอกจากชอบกินแล้ว) คือ  รูปแบบที่เข้าใจง่ายและไม่สลับซับซ้อนของรายการ  ซึ่งส่วนใหญ่รูปแบบรายการก็ไม่มีอะไรมาก  ถ้าเป็นรายการทำอาหารอาจจะเชิญคนดังในวงการอาหารมาเป็นพิธีกร (ก็แน่แหละ คุณลองนึกภาพพี่เสก โลโซ มาเป็นพิธีกรรายการอาหารซิ  คงเข้ากันน่าดู)  การทำอาหารนั้นก็อาจจะเป็นพิธีกรทำเอง  หรือไม่ก็เชิญดาราหรือคนดังมาทำ  ส่วนรายการประเภทพาชิมก็จะจัดหาร้านอาหารทั่วประเทศ  นำพากองทัพทีมถ่ายทำไปบุก (กินฟรี) ร้านอาหารร้านนั้นๆ   พิธีกรอาจเป็นดาราหรือคนดัง  ซึ่งสมัยเด็กๆถ้ามีคนถามผมว่า  “โตขึ้นอยากจะเป็นอะไร”  ผมก็จะตอบโดยไม่คิดเลยว่า  “อยากเป็นพิธีกรรายการอาหาร”  คุณลองคิดดูสิ  ทั้งกินฟรี  เที่ยวฟรี  แถมยังได้เงินใช้อีกต่างหาก  ส่วนรายการจำพวกแข่งขันทำอาหาร  อาจจะใช้ผู้ร่วมแข่งขันเป็นดาราหรือไม่ก็ผู้ชมทางบ้านมาแข่งขันกันทำอาหารตามโจทย์ต่างๆที่รายการตั้งไว้  โดยมีกรรมการเป็นผู้เชี่ยวชาญในการชิม และ ลำไส้แข็งแรงมาคอยให้คำตัดสิน

นี่กระมัง  เป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้รายการประเภทอาหารนี้อยู่คู่ทีวีบ้านเรามาหลายสิบปี
   
วันนี้  คุณลองหาเวลาว่างแล้วเปิดรายการประเภทนี้ดูสิครับ   ผมเชื่อว่ามีทุกวัน  และมีทุกช่องฟรีทีวี  บางทีคุณอาจได้สูตรหรือไอเดียใหม่ๆในการทำอาหารมาประดับเสน่ห์ของคุณ  หรือถ้าเย็นนี้เบื่อๆกับข้าวที่บ้านก็อาจได้ข้อมูลใหม่ๆของร้านอาหารต่างๆให้คุณได้พาครอบครัวหรือคู่รักไปโรแมนติคกันใต้แสงเทียนที่ร้านใดร้านหนึ่ง 

ส่วนผมตอนนี้ขอตัวออกไปซื้อข้าวเปล่าก่อนครับ  รายการ  ครัว…………….. ชิม………………..รส…………….อร่อย  กำลังจะมาแล้ว  ไม่แน่  วันนี้ผมอาจได้กินข้าวเปล่ากับขาหมูเยอรมันยัดไส้ต้มยำกุ้งก็ได้  ฮ่าๆๆๆๆ

 ทรงทอม : ก่อเรื่อง               
 songtom22@yahoo.com
songtom.bloggang.com

kaawss.jpg