Coffee Break

ธันวาคม 15, 2007

[Coffee Break]


“การที่คนที่มีรสนิยมเดียวกันมารวมกันทำงานที่รักเหมือนกันเป็นสิ่งที่หายาก แต่การทำงานเป็นกลุ่มย่อมมีเรื่องวุ่นๆ อยู่บ้าง (ความจริงการทำคนเดียวก็มี) เป็นเรื่องปกติ รวมตัวมาได้นานขนาดนี้ก็ถือว่าเก่งแล้วผมไม่มีข้อเสนออะไรหรอกครับ นอกจากจะบอกว่า ทำตามใจที่อยากทำ นี่เป็นโอกาสน้อยครั้งที่คุณสามารถทำงานโดยไม่มี ‘ใบสั่ง’ ใช้โอกาสนี้ในการลองคิดนอกกรอบ เล่นให้สนุกไปเลย พูดง่ายๆ คือ ไหนๆ ก็เสียเวลามาทำแล้ว ก็ควรทำเรื่องที่คุณรู้สึกสนุก”

วินทร์ เลียววาริณ


kaawss.jpg[อ่าน Coffee Brake ในฉบับอื่น] : [สารบัญ ฉบับส่งท้าย]

Advertisements

Coffee Break

ธันวาคม 1, 2007

[Coffee Brake]


ระบบทุนนิยมเสรีสร้างสังคมให้คนจนสุด-รวยสุด ครอบครองที่ดินทำกินอันไม่ก่อให้เกิดผลิตผลใด ๆ นอกจากเม็ดเงิน ทั้งที่ความเป็นจริงผืนแผ่นดินทุกตารางนิ้วในโลกนี้ล้วนไม่มีใครเป็นเจ้าข้าวเจ้าของของผู้ใดผู้หนึ่ง เป็นที่สาธารณะที่สมควรแบ่งปันก่อให้เกิดประโยชน์กับคนทุกผู้ทุกคน, คนทุกผู้เพียงแต่ต้องการปัจจัยสี่ในการดำรงชีวิต มิใช่ปัจจัยที่ห้าหกเจ็ดแปด… ที่จะประคับประคองเอื้ออำนวยประโยชน์สุขส่วนตัวแก่ผู้ใดผู้หนึ่งเท่านั้น ปัจจัยที่นอกเหนือไปจากนี้นั้นก็ล้วนแต่ผลิตมาจากทรัพยากรบนผืนพิภพนี้ ผืนพิภพนี้ต่างไม่มีใครเป็นเจ้าของ ระบบทุนนิยมเสรีสามานย์จึงเป็นระบบที่แสวงหา ตอบสนองตัณหาส่วนตน ทำให้โลกใบนี้ถึงแก่กาลวิบัติเร็วขึ้น ๆ ทุก ๆ วินาที–

ผมมองไม่เห็นเลยว่าแนวคิดของมาร์กซ์จะเลวร้ายขัดศีลธรรมตรงไหน?… มันออกเป็นอุดมคติเสียด้วยซ้ำหากมองในภาพรวม, โลกก็คือโลก โลกไม่ใช่สวรรค์แดนยูโธเปีย ก็ต้องถามกันละว่า ที่สุดแล้วมีใครที่ไม่ต้องการโลกแบบนั้นบ้าง– มีบ้างไหม? ที่ไม่มีผู้ใดอยากสถิตอยู่บนสรวงสวรรค์ในขณะที่ยังดำรงชีวิตอยู่… ยังหายใจอยู่!

ประทีป จิตติ


kaawss.jpg[อ่าน Coffee Brake ในฉบับอื่น] | [สารบัญ ก้าวฯที่ ๒๔]


Coffee Brake

พฤศจิกายน 15, 2007

[Coffee Brake]


“ท้ายที่สุดผมคิดว่าชีวิตที่จะให้ความสงบคือชีวิตที่ไม่มีจุดหมายกดทับ  ไม่มีอุดมคติมาเป็นเครื่องร้อยรัด แต่เป็นชีวิตที่มีมรรควิถีเหมือนอย่างที่เต๋าสอนไว้  แม้แต่คำว่าเต๋าก็แปลว่า ‘วิถี’ เท่านั้นเอง  ชีวิตแบบเต๋าก้าวพ้นทวิภาวะ  เหมือนน้ำที่ไหลลงจากยอดเขา  เจอก้อนหินก็เลี้ยว  เจอทุ่งหญ้าก็ไหลช้าลง ไม่ติดรูปแบบตายตัว แปรรูปไปตามภูมิประเทศที่ไหลผ่าน  เป็นหนึ่งเดียวกับภูเขาและท้องทุ่ง แต่ก็คงความเป็นสายน้ำซึ่งไหลไปเรื่อย ๆ ไม่หยุดยั้ง จนกว่าจะถึงปลายทางคือมหาสมุทร  ปลายทางอย่างมหาสมุทรนี่เราอย่าเรียกว่า ‘จุดหมาย’ เลย  เพราะมันไม่ใช่จุดหมายทางอัตวิสัย หากเป็นปลายทางของสายน้ำที่จะคืนสู่บ้านเกิดดั้งเดิมของตน

“เพราะฉะนั้นผมจึงเคยเขียนว่า แต่ละก้าวที่คุณก้าวไป มันสำคัญกว่าจุดหมาย  คุณเป็นหนึ่งเดียวกับก้าวนั้นหรือเปล่า  หากคุณเป็นหนึ่งเดียวกับก้าวนั้น วันนี้คุณพบตัวเองแล้ว  แต่ละนาทีที่ผ่านไปก็ครบถ้วนแล้ว  แต่ถ้าคุณขัดแย้งกับปัจจุบันขณะของคุณอยู่ตลอดเวลา  ตัวทำอย่างหนึ่ง  ใจอยากทำอีกอย่างหนึ่ง  คุณจะมีแต่ความทุกข์  นั่นคือชีวิตของคนในโลกปัจจุบัน”

.

จากภาคผนวก วันที่ถอดหมวก : เสกสรรค์ ประเสริฐกุล
(ปาจารยสาร : ตุลาคม-พฤศจิกายน ๒๕๔๙)


kaawss.jpg[อ่าน Coffee Brake ในฉบับอื่น] | [สารบัญ – ก้าวฯที่ ๒๓]


Coffee Brake

ตุลาคม 15, 2007

[Coffee Brake]


“สำหรับผม สิ่งที่เราจะให้กับคนอ่านคือ 1.ให้ความคิด คิดอะไรก็บอกคนอ่านไป 2.ให้ความรู้ เรื่องที่เราจะเขียนบอกคนอ่านนั้นเราต้องรู้จริง 3.ให้ความบันเทิง ไม่ได้หมายความว่าอ่านแล้วหัวเราะตลอดทั้งเล่ม แต่มันคือการอ่านแล้วไหลลื่น อ่านแล้ววางไม่ลงต้องติดตาม สามอย่างนี้ถ้าทำได้ก็สำเร็จ”

จากบทสัมภาษณ์ ชาติ กอบจิตติ :
‘ผมกำลังรอโทรศัพท์จากพระเจ้า!’
อ่านบทสัมภาษณ์เต็ม ๆ ได้ที่ ‘whitechair’ ที่นั่งของความคิด


kaawss.jpg[อ่าน Coffee Brake ในฉบับอื่น] | [สารบัญ – ก้าวที่๒๑]


Coffee Brake

กันยายน 15, 2007

[Coffee Brake]


“ข้าพเจ้าทำศิลปะด้วยใจรักเลื่อมใสและจริงใจ มิได้ทำไปเพราะใยแห่งอามิส ข้าพเจ้าทำศิลปะเพื่อศึกษาค้นหาความจริงในความหมายอันเล้นลับอยู่ภายใต้สภาวะแห่งธรรม ผลงานอันเกิดจากกำลังกายกำลังความคิดและกำลังของข้าพเจ้า ขอน้อมอุทิศให้กับท่านอาจารย์ทั้งหลายของข้าพเจ้า”

-เฟื้อ หริพิทักษ์-

“สำหรับข้าพเจ้า ศิลปะหาใช่ความบันเทิงเริงรมย์ส่วนตัวไม่ แต่ศิลปะเป็นวิถีทางหนึ่งที่จะก่อความสะเทือนอารมณ์ แก่ผู้คนในวงกว้างมากที่สุดทั้งนี้โดยการเสนอภาพชีวิตร่วมทุกแง่มุม ทั้งด้านที่แสดงความทุกข์ยากเจ็บปวด และ ความปิติเบิกบานของมนุษย์…”

-อัลแบร์ กามู-


kaawss.jpg[อ่าน Coffee Brake ในฉบับอื่น] | [สารบัญ – ก้าวฯที่๑๙]


Coffee Brake

พฤษภาคม 15, 2007

[Coffee Brake]
 

|
|

|

“ศิลปะคือความพอดี คือไม่มากไม่น้อยเกินไป ผมคิดว่าไม่มีงานอะไรที่สมบูรณ์ร้อยเปอร์เซ็นต์ ฉะนั้นภาพเขียนหรืออะไรที่พยายามให้คอมพิวเตอร์ทำ ผมว่ามันสมบูรณ์เกินไป ภาพเขียนต่างๆ ในโลกก็มีจุดบกพร่อง หรือมีหนังดีมากมายที่ผิดพลาด
|
ผมอยากสรุปฝากหลักการเขียนไว้ คือ ‘ข่าวดี คิดดี เขียนดี’ นี่เป็นหลักทำหนังสือพิมพ์ ข่าวดี คือ เป็นเรื่องที่น่าสนใจ จะเขียนหนังสือให้คนอ่านต้องมีเรื่องน่าสนใจ คิดดี คือ ต้องเป็นนักคิด ต้องวิเคราะห์ หนังสือพิมพ์จะมีแต่รายงานข่าวเพราะห้ามใส่ความคิดเห็นส่วนตัว ข่าวจึงขาดความรู้สึก ข้อมูลแห้งแล้ง ไม่มีชีวิต”

 

อัศศิริ ธรรมโชติ
งานเสวนา เรื่อง เขียนได้ เขียนดี เขียนให้มีชีวิต
จัดโดยสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย
งานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ๒๕๕๐

ที่มา

จุดประกาย วรรณกรรม
ปีที่ ๒๐ ฉบับที่ ๖๖๘๐
วันอาทิตย์ที่ ๒๒ เมษายน พ.ศ. ๒๕๕๐

(สารบัญ – ก้าวฯที่๑๑.)


coffee brake

พฤษภาคม 1, 2007

annebelovmonicareading.jpg

“องค์รวมของกระบวนการทางจิตใจมีอยู่สามอย่างเท่านั้น ไม่ว่ามนุษย์ ชาติไหน ภาษาไหน ไม่ว่าวัยไหน ไม่ว่ายุคสมัยไหนมีเหมือนกัน คือ ความรู้สึก ความนึก และความคิด

ผมพูดเสมอว่าความรู้สึกเป็นปัจจุบัน ความนึกเป็นอดีต ความคิดเป็นอนาคต (รู้สึก นึก คิด หรือ ปัจจุบัน อดีต อนาคต) ทุกคนเป็นอย่างนี้

การทำงานทั้งปวงโดยเฉพาะงานวรรณกรรมนั้น ถ้าทำให้ได้ดุลยภาพของความรู้สึก นึก คิด มันจะเป็นองค์รวมของปัญญา การรู้จักใช้ความรู้สึก นึก คิดให้เป็นประโยชน์มันก่อให้เกิดปัญญา”

เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์

kaawss.jpg

picture : english.uiowa.edu