Book Review

ธันวาคม 15, 2007

[Book Review] โดย (…)


“หนังสือไม่ใช่แค่เพื่อน แต่มันสร้างเพื่อนให้กับคุณ เมื่อคุณครอบครองหนังสือด้วยหัวใจและวิญญาณ คุณจะได้รับสิ่งดีๆจากมัน แต่เมื่อคุณส่งต่อมันให้กับคนอื่น สิ่งที่คุณได้รับจะเพิ่มขึ้นเป็นสามเท่า”

-เฮนรี่ มิลเลอร์-

ล่วงเข้ากลางเดือนของปลายปีแล้ว หลายคนยังคงหน้าดำคร่ำเคร่งให้กับงานการ(หรือการงาน) ที่ระดมพลแถวเข้ามาให้จัดการอย่างต่อเนื่อง ราวกับเป็นบททดสอบชิ้นสุดท้าย ที่พระเจ้าประทานลงมาลองใจมนุษย์เงินเดือนทั้งหลาย ว่าจะสามารถฟันฝ่าบททดสอบนี้ไปได้หรือไม่ ก่อนที่จะได้เสพรับรสชาติความหอมหวนของวันหยุด อืม…พอเอ่ยถึงกลิ่นหอมจางๆก็ลอยมาแตะจมูกซะแล้ว

หยุดยาวๆหลายวันติดต่อกัน เราทำอะไรกันบ้าง อยู่กับครอบครัวบ้างละ เดินทางไปยังสถานที่ท่องเที่ยวยอดฮิตเพื่อสร้างสถิติโลกว่ามีคนไปรวมกันเยอะๆบ้างละ หรือสังสรรค์รื่นเริงกับแอลกอฮอล์ตามบ้านเรือนเพื่อนฝูงบ้างละ หรือจะหาสถานที่สงบๆเงียบสงัดบรรจงและเล็มหนังสือหนังหาอย่างคลายใจ ไร้เรื่องราววุ่นวายใจ จิบเบียร์เย็นๆที่หยิบขึ้นมาจากกระติกน้ำแข็ง ลมโชยผ่านใบหน้าเบาๆ ไม่ว่าจะอยู่ริมคลองหรือทะเลเวิ้งว้าง

เอาละ.. ผมว่าตื่นจากฝันเรื่องเบียร์และบรรยากาศเย็นๆ มานั่งนึกก่อนสิว่า

เออ.. ลองหาหนังสือเล่มเล็กๆติดกระเป๋าไปหามุมในฝันนั้นเป็นไร รายนามหนังสือเล่มเล็กๆนั้นก็ผุดมาเยอะแยะไปเสียหมด มีหลายเล่มที่ยังอ่านไปจบ เล็งไว้ว่าคงได้เวลาและกาลเหมาะเสียที จะได้อ่านให้จบๆ ไป มีหลายเล่มอีกเช่นกันที่อ่านจบแล้วนึกถึง ว่าน่าจะลองหนีบไปอ่านในห้องโดยสารยานฮอลลิเดย์อีกหน


สดับลมขับขาน [Hear the Wind Sing] : Haruki Murakami

เรื่องราวอันสะท้อนบนผิวฟองเบียร์ ที่อ่านแล้วรู้สึกน้ำลายเหนียวคอแห้ง อยากหาอะไรเย็นๆสีเหลืองอำพันมาดวดลงคอเล่น จะว่าไปแล้วเมื่ออ่านเรื่องนี้จบ ก็ต้องมาลองๆนึกดูเปรียบกับตัวเองว่า เวลาอยู่ในวงเหล้ายาปลากระป๋อง-ยำ อันประกอบไปด้วยผักชีซอยพร้อมพริกขี้หนูทุบพอแตก แซมด้วยหอมแดงหรือหอมหัวใหญ่ ปิดท้ายเกมด้วยฝานมะนาวเม็ดอวบพองามบิ-บีบชะโลมผิวหน้าซอสสีแดง (แน่นอนว่านอกเรื่องเล็กน้อย) น้อยนักที่จะนึกตั้งคำถามอย่างเช่นตัวละครที่โลดแล่นในหนังสือ

มีบางคราวที่ผมอ่านหนังสือเพื่อฆ่าเวลา มุสิกจะเอียงคอมองเมียงพิศวง เหมือนแมลงวันพินิจพิเคราะห์ไม้ตีแมลงวันอย่างไรอย่างนั้น

“ทำไมเอ็งอ่านหนังสือ?”

“แล้วทำไมแกดื่มเบียร์?”

ผมตอบมุสิกในช่วงคำเคี้ยว สลับกันระหว่างปลาแม็กเคอเรลกับสลัด ไม่เสียเวลาละสายตาจากหน้ากระดาษ คำถามของผมทำให้มุสิกครุ่นคิด เพราะมันอ้าปากอีกครั้ง ในอีกห้านาทีถัดมา

“ความดีงามของเบียร์ก็คือ เอ็งเยี่ยวออกมาหมดท้องหนึ่งกระป๋องเข้า หนึ่งกระป๋องออก เสพรส อิ่มความสุข เริ่มต้นและจบสิ้นหมดจด”

มุสิกจ้องหน้าผมในขณะที่ผมเคี้ยวอาหารช้าๆ

“ทำไมเอ็งอ่านหนังสือ?”

ยังมีคำถามอีกมากมายที่รอให้คนอ่านได้เกากระบาลไปพร้อมๆกับ ความแปลกใจในสถานการณ์ที่ผู้เขียนสร้างขึ้น เรื่องราวที่ไม่มีการโปรยภาพเบื้องหน้าของอนาคต คือความมีเสน่ห์ของหนังสือเล่มนี้ หนังสือของฮารุกิเท่าที่อ่านมาสองสามเล่มนั่น ต้องขอบอกว่า หากจะใช้พฤติกรรมการอ่านแบบเร่งร้อน อ่านเอาหน้า(หมายถึงหน้าหนังสือ) เราจะได้เพียงเรื่องราว แต่จะไม่ได้รสชาติแท้จริงของอักษรอย่างแน่นอน จำต้องค่อยๆเล็มละเลียด ราวการจิบเบียร์ ต้องค่อยๆกลืนของเหลวเย็นลงคอ ให้ความเย็นที่ผ่านช่องท้องส่งกระแสสั่นวาบขึ้นมาจนถึงก้านสมอง แล้วจึงกระเดือกของเหลวระลอกถัดไป

เมื่อนึกถึงของมึนเมา หากไม่เอ่ยถึงวรรณกรรมของพญาอินทรีเฒ่าก็กระไรอยู่ ผู้ที่สร้างสรรค์เรื่องราวที่มีกลิ่นคาวของไอสุราขาวฉุนเฉียว เพียวลมและสะท้านวาบในอารมณ์เมื่อได้อ่าน


บ้านนี้มีห้องแบ่งให้เช่า : ‘รงค์ วงษ์สวรรค์

-เพริด เทียบทอง เป็นหนอนหนังสือที่ไม่น่ารักเลย เขาอ่านหนังสืออย่างไม่กลัวมันชอกช้ำ ชนิดปกแข็งเขาไม่เคยถอดปกหุ้มออกเสียก่อน มันจึงขาดวิ่นตามสันและรอยพับอย่างน่าเสียดาย บางเล่มผมยอมเสียเงินถึง๑๐สลึง หุ้มพลาสติคซ้อนให้แน่หนามั่นคง แต่เขาจะถอดก่อนทุกครั้ง โดยอ้างว่ามุมของมันตำหน้าอกเจ็บเวลานอนอ่าน-

บรรทัดสั้นๆก่อนพลิกหน้าหมายเหตุของสำนักพิมพ์ ดึงดูดให้สนใจลองค้นหาถึงวีรกรรมของ เพริด เทียบทอง ด้วยรอยยิ้มและเสียหัวเราะ ตลอดเรื่องราวของการ รวมพลคนไม่เอาไหน แห่ง “บ้านนี้มีห้องแบ่งให้เช่า” อันประกอบไปด้วย เพริด เทียบทอง หนอนหนังสือที่ไม่ค่อยน่ารักแต่หน้าเตะเป็นยิ่งนัก ยง เสนาไพร นายแบบหนุ่มตูดแป้ว แบน สายหยุด ช่างไม้ผู้เป็นคนดีเหลือเกิน เชิงม่านลาย แย้ม โคกนุ่น และ นายทองดิน ทองดิน แววไวผู้มีขี้กลากทองคำ ขี้กลากนำโชคผู้เป็นเจ้าของห้องเช้าของเหล่าสหาย โดยมี บุญผัน ปลีในเป็นคนเล่าเรื่องทั้งหมด

เห็นไหม เราต่างไม่เอาไหนปานกัน เราหงุดหงิด เราขี้เขม่นคนเก่งกว่า เราไม่พยายามซ่อนความเห็นแก่ตัว ฯลฯ เราคอยจ้องจะเชือดกันอย่างเลือดเย็น และหมั้นไส้วีรกรรมของผู้อื่น

แม้จะคล้ายเป็นบทสรุปแบบลางๆของคนที่ไม่เอาไหน แต่ก็ไม่อาจอธิบายบรรยายได้ทั้งหมด หากแต่ต้องลองหยิบมาอ่าน เพื่อตามรอยเรื่องราวของคนเหล่านี้ ว่ามิได้มีแค่ความสนุกสนานหยาบคายแต่มีเรื่องราวของอดีตที่แสดงตนผ่านฉากแต่ละฉากของเรื่องราว แน่นอนว่าอาจทำให้เกิดการเปรียบเทียบกับสภาพแวดล้อมปัจจุบัน เพราะเรื่องราวที่เขียนขึ้นนี้ เป็นเวลาล่วงมา๔๐ กว่าปีเห็นจะได้ ขนาดเล่มก็กำลังพอดีๆ ไม่หนาเกินไป และสามารถอ่านได้หากมีเวลาว่างๆสักหนึ่งวันเต็ม และสถานที่อันเหมาะแก่การระเบิดเสียงหัวร่ออย่างไม่เกรงใจใคร

“เอียน” ผมหมายถึงว่าผมเอียนกับชีวประวัติของเขา

“เอียนโว้ย!”

เพริดเทียบทอง ถล่มน้ำลายพร้อมกับพูด “ผมก็เอียนคุณรู้ไหม เดี้ยวนี้ขี้กลากของเขายังไม่หาย แต่ผมว่าเขาคงไม่อยากรักษามากกว่า มันเป็นขี้กลากนำโชค”

“เอียน”

“ดับเบิ้ลเอียน”

“โคตรเอียน”

“ซูเป้อร์เอียน” แบน สายหยุด ตะโกน

“ขอโทษ…” เราได้ยินเสียงเบาหวิวมาจาข้างหลัง “แต่ผมไม่เอียน”

ทองดินแววไว มาปรากฏตัวเหมือนล่องหน

ผมรู้สึกถึงความเย็นวาบวิ่งทะลักเข้าไปในรูทวาร แล้วหล่นลงในความเงียบงัน

หากหนังสือเหมือนของมึนเมา งานเขียนของฮารุกิคงคล้ายเบียร์สดที่ทิ้งค้างจนไร้ความเย็น กินแล้วขมจิ๊ดที่ปลายรากขมอง เรื่องราวของอ้าวรงค์ ก็คงคล้ายเหล้าดองตองใต้เพิงหมาแหงน ที่กินแกล้มมะขามเปียกฉาดเกลือ แล้วงานเขียนของ เสกสรรค์ ประเสริฐกุลเล่า เป็นจัดแอลกอฮอล์จำพวกใด


ผ่านพบไม่ผูกพัน (ห้วงคำนึงจากการเดินทาง) : เสกสรรค์ประเสริฐกุล

ในความเงียบ เราอาจเพ่งลึกถึงฐานรากทางปัญญาของมหาอาคารที่พบ
ในความเงียบ เราอาจได้ยินถ้อยคำในเสียงลม ที่พัดผ่านทุ่งหญ้าสูง
สามารถอ่านรอยสึกกร่อนของภูผาด้วยตะเกียงแดด
-เดินทางในความเงียบ-

เมื่อวันหยุดหนที่แล้วข้าพเจ้าได้หนีบหนังสือเล่มนี้ไป หย่อนอารมณ์ที่ชายหาดอันว่างเปล่าเบื้องหน้า มีเพียงเรือหาปลาลำเล็กลอยผ่านมาแต่ไกล เห็นลิบๆเพียงคล้ายจุดขี้แมงวันเล็กๆที่ประดับผิวน้ำ อ่านได้จบหนึ่งบทแล้วก็ปิดเล่มลง เพื่อปลดปล่อยความคิดที่ติดค้างในใจออกไปที่ละเรื่องราว

จึงมีเวลาเช่นนี้เท่านั้นที่เหมาะสมในการละเลียดความหมายที่เที่ยงแท้ของธรรมชาติ จึงเป็นเวลาเดียวกันที่ได้ปลดเปลื้องเรื่องราวที่ผูกรัดมัดตรึงความคิดและจิตใจ ให้คลายออก “ผ่านพบไม่ผูกพัน” นั้นจึงเป็นเรื่องราวที่บอกเล่าสิ่งที่ผู้เขียนค้นเจอสถานอันศักดิ์สิทธิ์ที่ซ่อนเร่นอยู่ภายในสภาพแวดล้อมที่ท่องผ่าน

“บางครั้งเราเต็มใจเป็นสะพานให้คนก้าวข้าม… แต่ห้วงยามแห่งการเสียสละกับห้วงยามแห่งการพลัดพรากก็มักจะเกิดขึ้นพร้อมกัน … ทั้งนี้เพราะสะพาน ย่อมมิใช่ที่อยู่ถาวรของผู้ใด”-สายน้ำ สะพาน และฟากฝั่งของชีวิต-

เป็นหนังสือรวมบทความที่เหมาะสมในการฆาตกรรมเวลาอย่างแท้จริง หากแต่จะดียิ่งหากได้อ่านระหว่างเดินทางหรือก่อนออกเดินทางเพื่อท่องเที่ยวหรือไปค้นพบดินแดนใหม่ ดินแดนอันแปลกที่แปลกทางจากสถานอันสถิตเดิมๆ ของคนเมือง มันทำให้เรามองและเห็นความหมายของสิ่งต่างๆรายรอบได้มากกว่าแค่ตาเนื้อจะสัมผัส

กับคำถามที่ตั้งไว้ว่างานเขียนเล่มนี้คล้ายแอลกอฮอล์รสใด คำตอบน่าจะมีหลากหลายสำหรับคนที่เคยอ่านงานเขียนของ อ.เสกสรรค์ สำหรับผมแล้วงานเขียนเล่มนี้รสหอมหวานจางๆคล้ายน้ำเปล่าที่หาความเย็นไม่ได้ หาความร้อนไม่ได้ มันอยู่ระหว่างความร้อนและความเย็น แต่ดื่มแล้วล้างคาวและชื่นใจนักเชียว


คนตัวเล็ก : กนกพงศ์ สงสมพันธุ์

รวมเรื่องสั้นเรื่องราวของคนเล็กๆ และขนาดตัวเล็กๆ วรรณกรรมภาษาเบาแต่หนักเนื้อสมอง ให้ผู้อ่านที่เรียกตัวเองว่าเป็น”ผู้ใหญ่” ได้หยุดตรองลองคิดถึงมุมที่ใช้มองเด็กๆตัวเล็กๆ ไม่ว่าจะเป็นลูกเราหรือหลานเขาหลานเธอเพื่อนเรา

อ่านเล่มนี้แล้วได้ความแน่นของเนื้ออักษรตามยี่ห้อผู้เขียนเรื่องสั้นขนาดยาว หากเคยเคร่งเครียดเขม่นคิ้วกับเรื่องราวอันหนักหน่วงจากเรื่อง “แผ่นดินอื่น” ให้วางความเครียดนั้นลงได้เลย ให้นึกถึงความปลอดโปร่งของ “บันทึกจากหุบเขาฝนโปรยไพร” แล้วปล่อยใจไปกับเรื่องราวน่ารักและน่าคิดของเด็กๆและผู้ใหญ่

“ทุกคนเลยหรือเปล่าย่า ที่ไปเกิดเป็นดวงดาว??”“ต้องเป็นคนดี ถึงจะได้ไปเกิดบนนั้น” ย่าบอก

ฉันแหงนมองท้องฟ้าอีกครั้ง แล้วพลันร้องขึ้น

“วู้ว์!…คนดีมีเยอะเหลือเกิน ดาวเต็มฟ้าไปหมดเลย”

“โลกเราถึงได้ถึงได้มีอยู่จนทุกวันนี้ปะไรล่ะ”

“ฉันจะขอพรให้น้องมีฟันเร็วๆ” ฉันบอก

อีกคืนหนึ่งที่ฉันกับย่านั่งมองดาวด้วยกัน ฉันนึกสงสัยขึ้นมา “ย่า” ฉันร้องเรียก

“อะไรหือ?”

“ลูกไก่ก็ไปเกิดเป็นดาวด้วยนี่ย่า”

“แล้วทำไม?”

“ย่าบอกว่ามีแต่คนดีๆ” ฉันพูดเร็ว ด้วยกลัวไม่ทันสิ่งที่คิด “ใช่ไหมย่า? ที่จะได้ไปเกิดเป็นดวงดาว”

ย่าหัวเราะ “อะไรก็ตามที่ทำตัวดีๆ ล้วนไปเกิดเป็นดาวทั้งนั้น”

“ย่าจะไปเกิดเป็นดาวไหม?”

“เอ็งคิดว่าย่าเป็นคนดีรึเปล่าละฮึ?”

-ย่า-

มีหลายเรื่องราวที่นำเราขึ้นยานข้ามเวลากลับไปยืนตรงภาพความหลัง สนามหญ้าหน้าโรงเรียง คุณครูสอนคณิตศาสตร์ กระดานดำ ไม้เรียว ต่างๆเหล่านี้ล้วนแล้วปลุกความคิดเมื่อวัยเด็กมานั่งผสานตาตรงหน้า (หน้าตาตอนเด็กๆเป็นแบบนี้เหรอเนี้ย) บางครั้งก็เหมือนกับความคิดเด็กที่กำลังแอบนินทาผู้ใหญ่ ได้รสกลมกล่อมเหมือนโอวัลตินร้อนๆ ทานกับปาท่องโก๋ยามเช้า อะ..ไหนๆก็พากันชิมเครื่องดื่มหลากรสกันแล้ว ก่อนจบขอแถมด้วยอักษรรสนม อุ่นๆอีกเล่มก็แล้วกันครับ


ต้นไม้ใต้โลก :๑๐๐ ความคิดคันๆ ของคนอยากเปลี่ยนโลก
ทรงกลด บางยี่ขัน : สำนักพิมพ์ a book

“ความน่ากลัวที่แท้จริงไม่ใช่คอมพิวเตอร์จะคิดเหมือนกับคน แต่เป็นคนที่เริ่มจะคิดเหมือนคอมพิวเตอร์”-ซิดนีย์ เจ. แฮร์ริส-

หนังสือเล่มนี้เป็นการรวบรวมเรื่องราวของข้อคิดและโครงการที่จะเปลี่ยนแปลงโลกให้ดีขึ้น โครงการต่างๆที่ทำไปแล้ว และกำลังทำ เป็นแรงดลใจผสมความรู้และคติคำคมต่างๆที่สอดแทรกอยู่ในเนื้อหาตลอดเล่ม อ่านง่ายย่อยง่ายไม่มีสารตกค้างที่ไม่พึงประสงค์อย่างแน่นอนครับ

อ่านแล้วลองนึกดูสิว่า วันๆที่เราหายใจทิ้งไปในแต่ละนาทีชั่วโมงนั้น เราได้สละเวลาสักเสี้ยวหนึ่งหรือไม่ ในการครุ่นคิดวิธีที่จะทำให้โลกดีขึ้น มีบ้าง หรือไม่เลย แม้สักเล็กน้อยก็ยังดี ดีกว่าไม่เลย หากไม่เคย เอาละ วันหยุดนี้ลองดูซะ ได้ผลอย่างไรอย่าลืมบอกกันต่อละ

เอาละหลังจากร่ายกันมายืดยาวก็คงจะถึงบทจบของฉบับส่งท้ายเล่มนี้เสียที

ก้าวรอก้าวก็เหมือนคนหรือสิ่งมีชีวิตอย่างหนึ่ง เมื่อมีเกิดมีเติบโตก็ต้องมีหยุดพัก แน่นอนว่าระยะเวลาระหว่างการพักนั้นใช่หมายความว่าเรานั้นหยุดเจริญเติบโต หากแต่มีเหตุผลที่ยังไม่อาจก้าวเดินต่อ ระยะนี้เพียงเก็บเกี่ยวเรื่องราวการหยุดพักไว้เป็นพลังในการที่ก้าวในคราวต่อไป ครั้งต่อไป

วันหยุดยาวครั้งนี้ หากได้มีโอกาสหยุดก้าว แล้วได้นั่งครุ่นคิดหรือปลดปล่อยเรื่องราวบางอย่าง ขอให้สหายร่วมก้าวได้ใช้เวลาอันมีค่านี้อย่างอ่อนโยนและถนอมด้วยจิตใจอันผ่อนคลาย แล้วเมื่อวันใหม่มาถึง วันที่มีแรงพร้อมจะก้าวต่อ ก็อย่าลืมโบกมือเรียกด้วยละกัน

“หากเธอได้ยินเสียงภายในเธอพูดว่า ‘เธอวาดรูปไม่ได้หรอก’ … ไม่ว่าจะอย่างไร จงวาด และเสียงนั้นจะเงียบลงเอง-VINCENT VAN GOGH-

ด้วยมิตรภาพเสมอมา

(…)


[อ่าน Book Review ในฉบับอื่น] : [สารบัญ ฉบับส่งท้าย]


พุทธบูรณา ชีวประวัติพุทธทาส ฉบับท่าพระจันทร์

ธันวาคม 1, 2007

[Book Review] โดย (…)


พุทธบูรณา ชีวประวัติพุทธทาส
ฉบับท่าพระจันทร์

เมื่อพระอาทิตย์กำลังทอแสงให้ความอบอุ่นแก่โลกยามเช้า ยามเช้าอันอบอุ่น ข้าพเจ้าเฝ้ามองความอ่อนโยนที่ธรรมชาติกระทำต่อกัน ผ่านกระจกห้องผู้ป่วยชั้นสี่หรือห้าไม่แน่ใจได้ แต่สูงจนเห็นอะไร ๆ ที่กำลังดำเนินไปในเบื้องล่างอย่างช้า ๆ เป็นห้องผู้ป่วยรวมที่ไม่เลวนัก ในราตรีที่ผ่านมานั้น ความล้มเหลวในการประคองชีวิตนำพาให้ข้าพเจ้าต้องมาจบตัวเองลงบนเตียงผู้ป่วยแห่งนี้ รายเรียงไปด้วยผู้ป่วยอีกประมาณสามสี่คน แต่ละคนล้วนแตกต่างอาการ บ้างไม่อาจเคลื่อนไหวใด ๆ บ้างทำได้เพียงขยับบางส่วน บ้างชราจนเลอะเลือน ฮึ…

“เพราะชีวิตคนเรานั้นเปราะบางเหลือเกิน เกินกว่าที่จะปล่อยให้ดำรงผ่านไปวัน ๆ อย่างไร้สติ”

เป็นวาบความคิดเมื่อสามปีก่อนนั้น สามปีก่อนที่ได้เริ่มใช้ชีวิตในแต่ละวันให้มีความหมายมากกว่าเพียงการทำงานการกินและหลับนอน ในวันที่นอนสงบอยู่บนเตียงผู้ป่วยขณะนั้น สิ่งที่กระทำได้โดยที่หมอและพยาบาลไม่ว่ากระไรคือการคิด ‘คิด’ ทบทวนเรื่องราวต่าง ๆ นานา สิ่งต่าง ๆ ที่หล่อหลอมความเป็นไปของตนเองจนล่วงพ้นมาจนถึง ณ จุดที่นั่งอยู่ตรงนี้

* * *

“ชีวิตน่าจะเป็นสิ่งที่มีความหมายมากกว่าการหาเช้ากินค่ำไปวัน ๆ มิใช่หรือ?”

เด็กหนุ่มเฝ้าถามตัวเองอยู่ในใจซ้ำแล้วซ้ำเล่านับครั้งไม่ถ้วน แต่ “อะไรคือความหมายล่ะ?” แม้แต่ตัวเขาเองก็ยังไม่มีคำตอบที่แจ่มชัด แม้พอจะมีเค้าเงื่อนราง ๆ อยู่บ้าง

สิ่งนั้นก็คือ หนังสือ!

(หน้า๓๔ – ทางเลือกกับความใฝ่ฝัน)

เมื่อแรกที่หยิบหนังสือเล่มนี้ขึ้นมา เพียงหวังไว้สองอย่างที่หมายจะได้รับจากการอ่านคือ เรื่องราวประวัติความเป็นมา แลเป็นไปของมหาบุรุษอันเคารพว่าเป็นครุทางจิตที่ชี้นำจิตใจให้เกิดการบูรณาการ อีกหนึ่งคือเพื่อศึกษาลักษณะการเรียบเรียงงานเขียนของอาจารย์สุวินัย ที่ลื่นไหลสอดประสานเรื่องราวของพุทธะและชีวประวัติของผู้คนได้ละมุนละไมดั่งคล้ายกับกำลังสดับฟังบทเพลงแห่งธรรมชาติอันขับขานอย่างเรียบง่ายแต่มีพลัง

เรื่องราวในหนังสือหากแบ่งออกได้เป็นสัดส่วน เห็นจะได้สามส่วนหลัก ๆ คือ ส่วนแรก เมื่อแรกครั้งท่านพุทธทาสออกบวชศึกษาธรรมขบคิดหลักข้อสงสัยต่าง ๆนานา แลคำถามที่มีต่อกระบวนการศึกษาธรรมของยุคสมัยนั้น จนได้เกิดปาฐกถาพิเศษเรื่อง “วิถีแห่งการเข้าถึงพุทธธรรม” อันเป็นที่ยอมรับและประทับใจแก่ผู้ได้เข้ารับฟัง แต่นั่นก็ยังนับได้ว่าเป็นเพียงการบรรลุธรรมในขั้นที่เรียกได้ว่าความรู้หรือ พระปริยัติธรรม หมายถึง คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า

สืบต่อจากช่วงแรกมานั้นเข้าไปในส่วนที่สองของหนังสือจึงเป็นเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติธรรมเพื่อค้นหาความเป็นพุทธะ

“ในการจะเข้าถึงพุทธธรรมนั้น แม้แต่ความเชื่อในครูของตน หรือแม้แต่การถือเอาพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์เป็นที่พึ่งก็ต้องเปลื้องออก!”

เพราะสิ่งเหล่านี้เขาบอกว่า แทนที่จะเป็นเครื่องช่วยเหลือ กลับจะเป็นเครื่องเหนี่ยวรั้งจมติด ไม่มีวันที่จะเข้าถึงนิพพานได้เลย พอฟังถึงตรงนี้ ผู้คนที่นั่งฟังกันอย่างตั้งอกตั้งใจในห้องประชุมนั้น ถึงกับช็อกไปตาม ๆ กัน เพราะมันกระทบความรู้สึก ความเชื่อดั้งเดิมของพวกเขาอย่างรุนแรงอย่างที่ไม่เคยได้ยินมาก่อน

(หน้า๑๑๑- บันลือสีหนาท)

ครั้งเมื่อเข้าสู่เนื้อหากลางเล่มจึงเป็นการปฏิบัติธรรมและความคิดในการที่จะเผยแผ่พุทธศาสนาประกอบด้วยการเดินทางไปยังประเทศอินเดียของท่านเพื่อที่ค้นหาคำตอบที่ท่านสงสัยมานาน และขณะนั้นที่ผู้เขียนได้เรียงร้อยสอดประสานเรื่องราวของประวัติศาสตร์ของพุทธศาสนา และหลักคำสอนเบื้องต้นสลักลึกไปพร้อมกับรอยเท้าที่ก้าวย่างไปแต่ละสถานที่ของท่านพุทธทาส อาจเรียกได้ว่าสามารถใช้เป็นหนังสือสอนวิชาพุทธศาสนาขั้นพื้นฐานได้เป็นอย่างดี

“ถิ่นนี้มีภูมิภาคอันรื่นรมย์ มีหมู่ไม้ร่มรื่นน่าสบายใจ ทั้งมีแม่น้ำไหลผ่าน น้ำใสไหลเย็น และมีท่าน้ำ คือ ชายหาดที่ราบเรียบ ทั้งหมู่บ้านที่จะภิกขาจารก็มีอยู่โดยรอบ นับเป็นสถานที่ควร บำเพ็ญเพียร”

พระไตรปิฎก

25 ตุลาคม พ.ศ. 2498 (ค.ศ. 1955)…ณ เขาดงคสิริ

อินปัญโญ กำลังนั่งเจริญสมาธิภาวนาอยู่ในถ้ำเล็ก ๆ บนเขาดงคสิริ อันเป็นสถานที่ที่พระพุทธเจ้าไป บำเพ็ญเพียร อยู่บริเวณนั้นเป็นเวลายาวนานถึง 6 ปี เขารำพึงในใจว่า คนเราทุกคนล้วนเกิดมาเป็นคนพร้อม ๆ กับ “สามไม่รู้” คือ ไม่รู้ ว่าจะตายเมื่อไหร่ กับ ไม่รู้ ว่าจะบรรลุธรรมเมื่อใด และ ไม่รู้ ว่าจะบรรลุธรรมได้อย่างไร เพราะ “สามไม่รู้” นี้เองที่ทำให้คนเราต้อง “แสวงธรรม” ซึ่งพระพุทธเจ้าตอนยังเป็นพระโพธิสัตว์ ก็ไม่มีข้อยกเว้นคืออยู่ใน “สามไม่รู้” เหมือนกับคนอื่น พระองค์จึงต้องดิ้นรนแสวงหาอย่างถึงที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อขจัดความไม่รู้เหล่านั้น อินทปัญโญปล่อยจิตของเขาให้ล่องลอยย้อนกลับไปในสมัยที่พระพุทธองค์ยังทรงบำเพ็ญทุกรกิริยา ณ ที่เขาดงคสิริแห่งนี้…

(หน้า๓๔๒- ดงคสิริ)

ตลอดเรื่องราวของการเดินทางตามรอยเท้าท่านพุทธทาสนั้น ย่อมมีผู้เกี่ยวข้องกับเรื่องราวมากมายเวียนผ่านมาพบเจอ ไม่ว่าจะเป็น ท่านศรีบูรพา พระหนุ่มผู้ชำนาญงานศิลป์ เขมานันทะ ท่านเท็นซิน กยัตโส หรือที่รู้จักกันก็คือ องค์ทะไลลามะนั่นเอง เหล่านี้ล้วนแล้วเติมเต็มเรื่องราวของภาระกิจที่ท่านพุทธทาสได้กระทำมาตลอดในช่วงปลายของชีวิต

ความตายนั้น ไม่มีความหมายสำหรับต้นไม้ ตราบใดที่ไม่รู้จะกำหนดจุดไหนว่าคือ ความตายของต้นไม้อะไรคือ “ความตาย” ของคนคนหนึ่ง ต่อให้คนผู้นั้นสิ้นสังขารไปแล้ว แต่ถ้าคำสอนของเขาและวิถีของเขายังมีผู้สืบทอดอยู่ และยังดำรงอยู่จะเรียกว่า คนผู้นั้น “ตาย” ได้หรือ?

ในอีกแง่หนึ่ง ความตาย กับ การตาย ก็แตกต่างกัน เพราะ การตายเกิดขึ้นตลอดเวลา ตั้งแต่คนเราเกิดแล้ว คนเราพอคลอดจากครรภ์มารดา เราก็เริ่มตายแล้ว การตายเกิดขึ้นตลอดเวลาในชีวิตของเรา ขณะที่เรากำลังทำกิจกรรมต่าง ๆ อยู่นี้ เซลล์ผิวหนังก็ตาย เซลล์ในหลอดอาหารในกระเพาะ ในลำไส้ของเราก็ตายแล้วลอกหลุดออกมา การตายลักษณะนี้เพิ่มทวีขึ้นเรื่อยๆ เมื่อคนเราโตขึ้น ๆ เพราะ มันคือ ธรรมชาติที่จะต้องตาย เพื่อให้มีสิ่งเกิดขึ้นมาใหม่ วนเวียนกันไปอย่างนี้อยู่เรื่อย ๆ ไม่มีที่สิ้นสุด จึงเห็นได้ว่า เราไม่สามารถจี้ไปที่จุดใดจุดหนึ่ง แล้วระบุว่าเป็นความตายได้ เราทำได้เพียงแค่สมมติเอาว่าเช่นนี้เรียกว่า ตาย ก็แล้วกันเท่านั้น

ความตายจึงไม่มีในเชิงปรมัตถ์ คงมีแต่การตายกับการเกิดวนเวียนกันไป ความกลัวตายจึงเป็นอวิชชาอย่าง สูงสุดอย่างหนึ่งของมนุษย์

(หน้า๕๒๒- นิพพานกับการสิ้นสังขาร)

หลังจากที่ข้าพเจ้าอ่านเรื่องราวทั้งหมดจนจบ มีความประทับใจซาบซึ้งเกิดขึ้น มันเป็นความสุขที่ได้รับรู้เรื่องราวและความรู้ที่ไม่เคยรู้มาก่อนในอีกด้าน จะว่าไปแล้ว ความรู้สึกเมื่อสามปีก่อนที่ได้อ่านหนังสือธรรมะครั้งแรกกับหนนี้ช่างแตกต่างกันเหลือเกิน เมื่อหวนคิดถึงเรื่องราวหนหลัง หากครั้งนั้นไม่เกิดเหตุพลิกผันทางสุขภาพร่างกาย จนปัจจุบันนี้ข้าพเจ้าจะยังรับรู้ได้หรือไม่ว่า ความงดงามของธรรมะนั้นเป็นเช่นไร

บางครั้ง เงื่อมถึงกับต้องปิดหนังสือธรรมะลง หลับตาพริ้มด้วยความรู้สึกปีติจนถึงกับขนลุกซู่ และแผ่ซ่านไปทั่วร่าง นั่นไม่ใช่แค่เพราะคำพูดหรืออักษรในหนังสือธรรมะที่กระทบใจเขาเท่านั้นหรอก แต่เพราะตัวเขาได้แลเห็น โลกใหม่ ที่เปิดกว้างขึ้นจากการได้อ่านหนังสือเหล่านี้ ราวกับว่าตัวเขาได้ค้นพบ โลกอีกโลกหนึ่งในจิตใจของเขา ซึ่งต่างจาก โลกแห่งการทำมาหากิน ที่เขาจำต้องอยู่กับมันทางกายภาพนี้มากนัก

(หน้า๓๕ – ทางเลือกกับความใฝ่ฝัน)

    ชื่อหนังสือ : พุทธบูรณา ชีวประวัติพุทธทาส ฉบับท่าพระจันทร์
    ISBN : 974-82331-5-4
    ผู้แต่ง : สุวินัย ภรณวลัย
    ครั้งที่ ๑ / ปีพิมพ์: ๒๕๕๐
    http://www.suvinai-dragon.com

[อ่าน Book Review ในฉบับอื่น] | [สารบัญ ก้าวฯที่ ๒๔]


โสกไผ่ใบข้าว

พฤศจิกายน 1, 2007

[Book Review] โดย (…)


โสกไผ่ใบข้าว

    “รำวงประสงค์หลกกล้า
    ชาวนาหลกกล้าเป็นวง
    หลกแล้วเอาตอกมามัด
    แล้วเอาไปยัดลงตม”

เสียง ตะ-ละ-หล้า คลอเป็นทำนองต่อท้ายเนื้อร้องข้างต้น บอกถึงอารมณ์สนุกสนานและมีความสุข เนื้อร้องเช่นนั้น ประกอบกับอารมณ์ของผู้ร้องบอกอะไรกับเราบ้าง สภาพจิตใจ สภาพสังคมความเป็น หรือฤดูกาลแห่งการร่วมแรงร่วมใจได้มาถึงแล้ว

บทเพลงนอกจากจะเป็นสำเนียงเนื้อร้องทำนองไพเราะ รับฟังเพื่อความเพลิดเพลินใจแล้ว ยังบอกถึงเรื่องราวความเป็นอยู่วัฒนธรรมของแต่ละพื้นที่ได้เป็นอย่างดี ผู้คนอยู่ดีกินดี เราก็จะมีเพลงที่พูดถึงความอุดมสมบูรณ์ หากเมื่อถึงยุคข้าวยากหมากแพง บทเพลงก็จะสะท้อนถึงความยากลำบากที่เกิดขึ้น เมื่อครั้งที่ได้ฟังเพลงเหล่านั้นเมื่อใด จะได้ตระหนักรู้ว่า ณ. เวลานั้นใครทำอะไร ที่ไหน อย่างไร

 


ชื่อหนังสือ : โสกไผ่ใบข้าว
หมวด : วรรณกรรม — ชีวิตและสังคม

ผู้แต่ง : จตุพร แพงทองดี
จัดพิมพ์โดย : สนพ.มติชน
พิมพ์ครั้งที่ ๑ : สำนักพิมพ์มติชน สิงหาคม ๒๕๕๐
กระดาษปอนด์เหลือง ปกอ่อน
จำนวนหน้า : ๓๐๘ หน้า
ขนาดหนังสือ : ๑๓.๒ ซม. x ๑๙ ซม.
ISBN : 978-974-02-0006-2

โดยส่วนตัวแล้วผมชอบหนังสือเล่มนี้เป็นพิเศษ ด้วยเพราะเป็นหนังสือที่หามานาน หนังสือที่บอกเล่าเรื่องราวที่เกี่ยวกับ “ข้าว” มิใช่แค่กระบวนการขั้นตอนของการเพาะปลูก มิใช่ว่าเป็นหนังสือว่าด้วยเรื่องความรู้ทางการเกษตร หากแต่หนังสือเล่มนี้มีเรื่องราว มีตัวละครที่สามารถสร้างสรรค์อารมณ์ให้กับผู้อ่านไปพร้อม ขณะเดียวกับที่บรรจงสอดแทรกเรื่องราววัฒนธรรมท้องถิ่น แผ่นดินอันเป็นฉากหลังคือแดนอีสาน

นับเวลาย้อนกลับไปเมื่อสมัย มิตร ชัยบัญชา ควงคู่นางเอกนัยน์ตาน้ำผึ้ง เพชรา เชาวราษฎร์ เดินสายโชว์ความหอมหวานแห่งม่านเมืองไปบนผืนผ้าใบหนังขายยาของบริษัทโอสถสภาเต๊กเฮงหยู ดูจะมีเพียงหนังขายยาเท่านั้นที่เป็นความบันเทิงเพียงสิ่งเดียวที่ปรากฏอยู่ในเนื้อหาของเรื่อง

โสกไผ่ใบข้าว เป็นเรื่องราวของเด็กหญิงคำดั้วและพี่น้องผองเพื่อน บักเคนกล้วยน้อยชายแสนซน อ้ายเคนดีพี่ชายที่อยู่ในวัยกำลังเรียนรู้วิถีชีวิตชาวนาสืบต่อจากผู้เป็นพ่อและคุณตา เรื่องราวตั้งแต่เริ่มต้นฤดูฝน อันเป็นเวลาเหมาะสมแก่การเพาะปลูก พืชพันธุ์ต่างๆค่อยๆผลิผลให้ได้เก็บกินกันตลอดฤดูของการเพาะปลูก สิ่งที่ได้คิดหลังจากอ่านหนังสือเล่มนี้จบแล้วมีอยู่สองสามเรื่อง

อย่างที่หนึ่งที่น่าสนใจคือ ตลอดทั้งเรื่อง ตัวละครใช้จ่ายเงินน้อยมาก มากจนแทบจะไม่มีรายจ่ายเลย เพราะของที่ใช้ในชีวิตประจำวันเกือบทุกอย่างแทบจะไม่ต้องซื้อหา แม้แต่เครื่องทำมาหากิน ก็สามารถเพาะสร้างด้วยมือทั้งสองได้ สืบเนื้องจากข้อแรกพบได้ว่าอาหารการกินของคนในหมู่บ้านเป็นอาหารที่หากินกันตามฤดูการล้วนๆ แล้วของกินตามเทศกาลก็มีความหมายโยงเข้ากับวัฒนธรรมของสังคม ว่ากันก็คือ หากไม่ถึงเวลาหรือมีงานเทศการก็อย่าหวังว่าจะได้กิน ผิดกับคนเมืองหรือคนในสมัยนี้ ของกินนอกฤดูนอกเทศการแทบจะเสกได้

อย่างสุดท้ายที่เห็นก็คือเรื่องความรู้ในการใช้ชีวิต ที่เกิดขึ้นเพราะความใกล้ชิดของครอบครัวและส่งผ่านส่งต่อโดยการทำงาน การทำนาหาอาหารจึงมิได้ยังผลให้เพียงแค่มีกินและอิ่มท้อง หากแต่ว่าเป็นการบ่มเพาะสืบสานวัฒนธรรมการเรียนรู้ที่จะเข้าใจธรรมชาติอย่างยั่งยืน

แม้ในตอนแรกของการอ่านจะลำบากเล็กน้อยเรื่องภาษา เพราะทั้งเรื่องเป็นภาษาอีสาน (อาจเป็นหนังสือที่ใช้วงเล็บเยอะที่สุดเท่าที่เคยเจอมาก็ว่าได้) แต่เมื่ออ่านไปสักระยะก็เริ่มชินกันสำเนียงภาษา ยิ่งทำให้เข้าใจ และซาบซึ้งกับวิถีชีวิต และความคิดน่ารักๆของวัยเด็กที่ช่วงสร้างคำถามมาถามผู้ใหญ่

ในสภาพแวดล้อมที่หันไปทางไหนก็พบเห็นช่องทางที่มีแต่ต้องเสียเงินจ่ายออก และแลกมาซึ่งความต้องการพื้นฐาน หากลองอ่านหนังสือเล่มนี้จนจบ จะพบเห็นดินแดนที่น่ารักและปราศจากการให้คุณค่าของเงินทอง ดั่งคำกล่าวในหนังสือท้ายเรื่องที่ว่า

เมื่อมีข้าวอยู่เต็มเล้าแล้ว คนในหมู่บ้านก็ไม่ต้องวิตกกังวลกับสิ่งใดอีก คำดั้วคิดถึงผญา(คำคม)ที่ตาเครือมัคนายกเคยพูดผ่านหมากอะโหลของวัดให้ฟังบ่อยๆว่า “มีข้าวเต็มเล้า เว้าหยังกะคือ” ขึ้นมา แล้วยิ้มอยู่คนเดียว


[อ่าน Book Review ในฉบับอื่น] | [สารบัญ – ก้าวฯที่ ๒๒]


เด็กหญิงกับกิ้งก่า และศิลปะแบบดาดาอิสม์

ตุลาคม 15, 2007

[Book Review] โดย saranya_nok.worm


เด็กหญิงกับกิ้งก่า และศิลปะแบบดาดาอิสม์
ศรัญญา ผดุงเรืองกิจ (saranya_nok.worm)

เมื่อประมาณเดือนที่แล้วฉันได้อ่านหนังสือรวมเรื่องสั้นเล่มหนึ่งชื่อว่า “ เมื่อรักเดินทาง ” ซึ่งเป็นหนังสือที่แปลมาจากหนังสือภาษาเยอรมันที่มีชื่อว่า Liebesfluchten เขียนโดย Bernhard Schlink

อ่านบทแรกฉันก็รู้สึกชื่นชอบในการเขียนของนักเขียนซึ่งเคยได้รับชื่อเสียงโด่งดังมาจากเรื่อง The Reader เสียแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการบรรยายเรื่องยาก ๆ ให้อ่านแล้วสามารถเห็นภาพได้โดยง่าย หรือพล็อตเรื่องที่ถูกวางไว้ให้อ่านแล้วไม่สามารถวางมือลงได้ อีกทั้งหนังสือรวมเรื่องสั้นเล่มนี้ยังสอดแทรกบรรยากาศ กลิ่นอาย อารมณ์ ความรู้สึกของสงครามและความขัดแย้งที่เกิดขึ้นกับเยอรมันไว้ในทุก ๆ สิ่ง และที่ขาดไม่ได้เลยก็คือมิติของความรักและความสัมพันธ์อันหลากหลายในแต่ละบท…

Read the rest of this entry »


เด็ก ๒๐๐ ปี

ตุลาคม 1, 2007

[Book Review] โดย (…)



เด็ก ๒๐๐ ปี

เมื่อถึงฤดูหนาว สายลมทางตอนเหนือลอยเอื่อยๆ ระชวยผ่านใบหน้า
หากตื่นแต่เช้าจะพบเห็นสภาพของเมืองถูกห่มคลุมด้วยหมอกเย็น
เป็นหมอกเย็นแลฝุ่นควันคละกันไป

พ้นจากม่านเมืองไปไกลสุดไกล

ไกลเสียจนไม่เห็นไฟแดงและป้ายโฆษณา ข้าพเจ้าเห็นตัวเองนอนหนุนตักแม่แก่(ยาย) ลมไล้ใบหน้าแผ่วเบา กลิ่นหอมจางๆ ของซุ้มเล็บมือนางใต้ต้นหูกวาง กลิ่นนั้นคละไปกับกลิ่นของหมากและพลูสดตลับใส่ปูนแดงที่นิ่งสงบในตะกร้าตอกสาน เสียงสับไม้ของกี่สานเสื่อกกดังแว่วมา ใต้เรือนหลังถัดไปไม่ไกลนัก เสียงหมูครางในคอดัง อึดๆ

แม่แก่ชอบเล่าเรื่องราวในอดีต แกมักเล่าว่าตัวไม่ใช่คนในพื้นที่นี้ แต่ที่จากบ้านเกิดมาเพราะทวด (พ่อของตา) เดินทางไปขอมาแต่งกับลูกชาย (คุณตา) เรื่องราวความรักคล้ายละครทีวีสุขเศร้าคละกันไป แม้แต่เรื่องราวของต้นไม้ที่อาศัยเงาหลบนอนก็มีความเป็นมา คนชรามักชอบเล่าเรื่องราวหนหลัง ข้าพเจ้าเองก็ชอบฟังเรื่องราวนั้นๆ มันทำให้ข้าพเจ้ารู้สึกว่าตัวเองมี “ราก”

เราทุกคนล้วนมี “ราก” ไม่ว่ารากนั้นจะเป็นรากเส้นใหญ่รากเส้นเล็กหรือรากฝอยจนแทบมองไม่เห็นและนึกไม่ออกในสังคม แต่ก็นับว่าเป็นราก

ภาพของหญิงชรานั่งอยู่ใต้ซุ้มเล็บมือนางถัดจากเรือนไม้และเรื่องเล่าทำให้ข้าพเจ้านึกถึงหนังสือเล่มหนึ่ง

Read the rest of this entry »


สารนิพนธ์พุทธทาสภิกขุ ว่าด้วย ศาสนา ดนตรี กวี ศิลปะ

กันยายน 15, 2007

[Book Review] โดย (…)


สารนิพนธ์พุทธทาสภิกขุ ว่าด้วย ศาสนา ดนตรี กวี ศิลปะ

ชีวิตเป็นศิลป์ชีวิต คือ การดำรงชีวิต
เป็นศิลป์ คือ ต้องการความรู้และความพากเพียร
มิไช่ปล่อยให้ขึ้นเองอย่างหญ้าบอน
-พุทธทาสภิกขุ-

ย้อนกลับไปเมื่อหลายปีก่อน ในวันแดดจัด (จัดว่าร้อนมาก) ข้าพเจ้าเดินหลบความร้อนเข้าไปในหอศิลป์แห่งหนึ่ง เป็นอาคารขนาดสี่ห้าชั้นใจกลางเมือง เจ้าหน้าที่ต้อนรับยิ้มแย้มชวนคุยราวกับว่านานๆจะมีคนผ่านเข้ามาสักที ภายในอาคารใหญ่กว้างสว่างด้วยไฟหลอด แบ่งงานแสดงเป็นสองส่วน ส่วนชั่วคราวและถาวร ณ.วันนั้นไม่มีงานแสดงชั่วคราว ข้าพเจ้าเดินขึ้นไปด้านบนเป็นส่วนจัดแสดงงานถาวร

Read the rest of this entry »


คน – เขื่อน – น้ำ – ป่า – กาแล็กซี

กันยายน 1, 2007

[Book Review] โดย (…)


คน – เขื่อน – น้ำ – ป่า – กาแล็กซี

โลกไม่เคยหยุดนิ่งและเปลี่ยนแปลงเสมอ
ด้านหนึ่งของโลกอาจดูโหดร้าย แต่อีกด้านหนึ่งของโลกก็ยังคงงดงามอยู่
มาช่วยกันสร้างด้านที่โหดร้ายให้สวยงาม
มาช่วยกันสร้างโลกให้น่าอยู่และมีความหวังมากขึ้น
นี่คือภารกิจของ “สารคดี”

สารคดีฉบับที่ ๖๒ /เมษายน / ๒๕๓๓

ข้างต้นคือวรรคสุดท้ายของบทบรรณาธิการนิตยสาร “สารคดี” ฉบับที่ ๖๒ หากแต่เป็นฉบับแรกที่คุณวันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์ ได้ลงมานั่งเก้าอี้บรรณาธิการอย่างเต็มตัว มาลองนับรวมอายุแต่แรกเริ่มของนิตยสาร “สารคดี” แล้วก็เห็นว่าจะต้องมี ๒๒ ปีได้ (นับเริ่มตั้งแต่ปี ๒๕๒๘) หากเปรียบเป็นคนก็กำลังเป็นหนุ่มเป็นสาวที่มีทั้งพลังมีทั้งแรงเหลือกินเหลือใช้เลยทีเดียว

คน – เขื่อน – น้ำ – ป่า – กาแล็กซี เป็นหนังสือรวบรวมบทบรรณาธิการของสารคดีนับตั้งแต่ปี ๒๕๓๓ เรื่อยมาจนถึงปี ๒๕๔๖ โดยเนื้อหาส่วนใหญ่เห็นจะหนักไปทางเรื่องราวของป่าไม้และเขื่อนเป็นหลัก มีบ้างบางช่วงที่เอ่ยถึงบุคคลสำคัญและสถานการณ์โลกที่เปลี่ยนแปลง และแน่นอนการเปลี่ยนแปลงของโลกหรือของเมืองย่อมยังผลกระทบเข้ามาสู่ป่าไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง

Read the rest of this entry »