Book Review

ธันวาคม 15, 2007

[Book Review] โดย (…)


“หนังสือไม่ใช่แค่เพื่อน แต่มันสร้างเพื่อนให้กับคุณ เมื่อคุณครอบครองหนังสือด้วยหัวใจและวิญญาณ คุณจะได้รับสิ่งดีๆจากมัน แต่เมื่อคุณส่งต่อมันให้กับคนอื่น สิ่งที่คุณได้รับจะเพิ่มขึ้นเป็นสามเท่า”

-เฮนรี่ มิลเลอร์-

ล่วงเข้ากลางเดือนของปลายปีแล้ว หลายคนยังคงหน้าดำคร่ำเคร่งให้กับงานการ(หรือการงาน) ที่ระดมพลแถวเข้ามาให้จัดการอย่างต่อเนื่อง ราวกับเป็นบททดสอบชิ้นสุดท้าย ที่พระเจ้าประทานลงมาลองใจมนุษย์เงินเดือนทั้งหลาย ว่าจะสามารถฟันฝ่าบททดสอบนี้ไปได้หรือไม่ ก่อนที่จะได้เสพรับรสชาติความหอมหวนของวันหยุด อืม…พอเอ่ยถึงกลิ่นหอมจางๆก็ลอยมาแตะจมูกซะแล้ว

หยุดยาวๆหลายวันติดต่อกัน เราทำอะไรกันบ้าง อยู่กับครอบครัวบ้างละ เดินทางไปยังสถานที่ท่องเที่ยวยอดฮิตเพื่อสร้างสถิติโลกว่ามีคนไปรวมกันเยอะๆบ้างละ หรือสังสรรค์รื่นเริงกับแอลกอฮอล์ตามบ้านเรือนเพื่อนฝูงบ้างละ หรือจะหาสถานที่สงบๆเงียบสงัดบรรจงและเล็มหนังสือหนังหาอย่างคลายใจ ไร้เรื่องราววุ่นวายใจ จิบเบียร์เย็นๆที่หยิบขึ้นมาจากกระติกน้ำแข็ง ลมโชยผ่านใบหน้าเบาๆ ไม่ว่าจะอยู่ริมคลองหรือทะเลเวิ้งว้าง

เอาละ.. ผมว่าตื่นจากฝันเรื่องเบียร์และบรรยากาศเย็นๆ มานั่งนึกก่อนสิว่า

เออ.. ลองหาหนังสือเล่มเล็กๆติดกระเป๋าไปหามุมในฝันนั้นเป็นไร รายนามหนังสือเล่มเล็กๆนั้นก็ผุดมาเยอะแยะไปเสียหมด มีหลายเล่มที่ยังอ่านไปจบ เล็งไว้ว่าคงได้เวลาและกาลเหมาะเสียที จะได้อ่านให้จบๆ ไป มีหลายเล่มอีกเช่นกันที่อ่านจบแล้วนึกถึง ว่าน่าจะลองหนีบไปอ่านในห้องโดยสารยานฮอลลิเดย์อีกหน


สดับลมขับขาน [Hear the Wind Sing] : Haruki Murakami

เรื่องราวอันสะท้อนบนผิวฟองเบียร์ ที่อ่านแล้วรู้สึกน้ำลายเหนียวคอแห้ง อยากหาอะไรเย็นๆสีเหลืองอำพันมาดวดลงคอเล่น จะว่าไปแล้วเมื่ออ่านเรื่องนี้จบ ก็ต้องมาลองๆนึกดูเปรียบกับตัวเองว่า เวลาอยู่ในวงเหล้ายาปลากระป๋อง-ยำ อันประกอบไปด้วยผักชีซอยพร้อมพริกขี้หนูทุบพอแตก แซมด้วยหอมแดงหรือหอมหัวใหญ่ ปิดท้ายเกมด้วยฝานมะนาวเม็ดอวบพองามบิ-บีบชะโลมผิวหน้าซอสสีแดง (แน่นอนว่านอกเรื่องเล็กน้อย) น้อยนักที่จะนึกตั้งคำถามอย่างเช่นตัวละครที่โลดแล่นในหนังสือ

มีบางคราวที่ผมอ่านหนังสือเพื่อฆ่าเวลา มุสิกจะเอียงคอมองเมียงพิศวง เหมือนแมลงวันพินิจพิเคราะห์ไม้ตีแมลงวันอย่างไรอย่างนั้น

“ทำไมเอ็งอ่านหนังสือ?”

“แล้วทำไมแกดื่มเบียร์?”

ผมตอบมุสิกในช่วงคำเคี้ยว สลับกันระหว่างปลาแม็กเคอเรลกับสลัด ไม่เสียเวลาละสายตาจากหน้ากระดาษ คำถามของผมทำให้มุสิกครุ่นคิด เพราะมันอ้าปากอีกครั้ง ในอีกห้านาทีถัดมา

“ความดีงามของเบียร์ก็คือ เอ็งเยี่ยวออกมาหมดท้องหนึ่งกระป๋องเข้า หนึ่งกระป๋องออก เสพรส อิ่มความสุข เริ่มต้นและจบสิ้นหมดจด”

มุสิกจ้องหน้าผมในขณะที่ผมเคี้ยวอาหารช้าๆ

“ทำไมเอ็งอ่านหนังสือ?”

ยังมีคำถามอีกมากมายที่รอให้คนอ่านได้เกากระบาลไปพร้อมๆกับ ความแปลกใจในสถานการณ์ที่ผู้เขียนสร้างขึ้น เรื่องราวที่ไม่มีการโปรยภาพเบื้องหน้าของอนาคต คือความมีเสน่ห์ของหนังสือเล่มนี้ หนังสือของฮารุกิเท่าที่อ่านมาสองสามเล่มนั่น ต้องขอบอกว่า หากจะใช้พฤติกรรมการอ่านแบบเร่งร้อน อ่านเอาหน้า(หมายถึงหน้าหนังสือ) เราจะได้เพียงเรื่องราว แต่จะไม่ได้รสชาติแท้จริงของอักษรอย่างแน่นอน จำต้องค่อยๆเล็มละเลียด ราวการจิบเบียร์ ต้องค่อยๆกลืนของเหลวเย็นลงคอ ให้ความเย็นที่ผ่านช่องท้องส่งกระแสสั่นวาบขึ้นมาจนถึงก้านสมอง แล้วจึงกระเดือกของเหลวระลอกถัดไป

เมื่อนึกถึงของมึนเมา หากไม่เอ่ยถึงวรรณกรรมของพญาอินทรีเฒ่าก็กระไรอยู่ ผู้ที่สร้างสรรค์เรื่องราวที่มีกลิ่นคาวของไอสุราขาวฉุนเฉียว เพียวลมและสะท้านวาบในอารมณ์เมื่อได้อ่าน


บ้านนี้มีห้องแบ่งให้เช่า : ‘รงค์ วงษ์สวรรค์

-เพริด เทียบทอง เป็นหนอนหนังสือที่ไม่น่ารักเลย เขาอ่านหนังสืออย่างไม่กลัวมันชอกช้ำ ชนิดปกแข็งเขาไม่เคยถอดปกหุ้มออกเสียก่อน มันจึงขาดวิ่นตามสันและรอยพับอย่างน่าเสียดาย บางเล่มผมยอมเสียเงินถึง๑๐สลึง หุ้มพลาสติคซ้อนให้แน่หนามั่นคง แต่เขาจะถอดก่อนทุกครั้ง โดยอ้างว่ามุมของมันตำหน้าอกเจ็บเวลานอนอ่าน-

บรรทัดสั้นๆก่อนพลิกหน้าหมายเหตุของสำนักพิมพ์ ดึงดูดให้สนใจลองค้นหาถึงวีรกรรมของ เพริด เทียบทอง ด้วยรอยยิ้มและเสียหัวเราะ ตลอดเรื่องราวของการ รวมพลคนไม่เอาไหน แห่ง “บ้านนี้มีห้องแบ่งให้เช่า” อันประกอบไปด้วย เพริด เทียบทอง หนอนหนังสือที่ไม่ค่อยน่ารักแต่หน้าเตะเป็นยิ่งนัก ยง เสนาไพร นายแบบหนุ่มตูดแป้ว แบน สายหยุด ช่างไม้ผู้เป็นคนดีเหลือเกิน เชิงม่านลาย แย้ม โคกนุ่น และ นายทองดิน ทองดิน แววไวผู้มีขี้กลากทองคำ ขี้กลากนำโชคผู้เป็นเจ้าของห้องเช้าของเหล่าสหาย โดยมี บุญผัน ปลีในเป็นคนเล่าเรื่องทั้งหมด

เห็นไหม เราต่างไม่เอาไหนปานกัน เราหงุดหงิด เราขี้เขม่นคนเก่งกว่า เราไม่พยายามซ่อนความเห็นแก่ตัว ฯลฯ เราคอยจ้องจะเชือดกันอย่างเลือดเย็น และหมั้นไส้วีรกรรมของผู้อื่น

แม้จะคล้ายเป็นบทสรุปแบบลางๆของคนที่ไม่เอาไหน แต่ก็ไม่อาจอธิบายบรรยายได้ทั้งหมด หากแต่ต้องลองหยิบมาอ่าน เพื่อตามรอยเรื่องราวของคนเหล่านี้ ว่ามิได้มีแค่ความสนุกสนานหยาบคายแต่มีเรื่องราวของอดีตที่แสดงตนผ่านฉากแต่ละฉากของเรื่องราว แน่นอนว่าอาจทำให้เกิดการเปรียบเทียบกับสภาพแวดล้อมปัจจุบัน เพราะเรื่องราวที่เขียนขึ้นนี้ เป็นเวลาล่วงมา๔๐ กว่าปีเห็นจะได้ ขนาดเล่มก็กำลังพอดีๆ ไม่หนาเกินไป และสามารถอ่านได้หากมีเวลาว่างๆสักหนึ่งวันเต็ม และสถานที่อันเหมาะแก่การระเบิดเสียงหัวร่ออย่างไม่เกรงใจใคร

“เอียน” ผมหมายถึงว่าผมเอียนกับชีวประวัติของเขา

“เอียนโว้ย!”

เพริดเทียบทอง ถล่มน้ำลายพร้อมกับพูด “ผมก็เอียนคุณรู้ไหม เดี้ยวนี้ขี้กลากของเขายังไม่หาย แต่ผมว่าเขาคงไม่อยากรักษามากกว่า มันเป็นขี้กลากนำโชค”

“เอียน”

“ดับเบิ้ลเอียน”

“โคตรเอียน”

“ซูเป้อร์เอียน” แบน สายหยุด ตะโกน

“ขอโทษ…” เราได้ยินเสียงเบาหวิวมาจาข้างหลัง “แต่ผมไม่เอียน”

ทองดินแววไว มาปรากฏตัวเหมือนล่องหน

ผมรู้สึกถึงความเย็นวาบวิ่งทะลักเข้าไปในรูทวาร แล้วหล่นลงในความเงียบงัน

หากหนังสือเหมือนของมึนเมา งานเขียนของฮารุกิคงคล้ายเบียร์สดที่ทิ้งค้างจนไร้ความเย็น กินแล้วขมจิ๊ดที่ปลายรากขมอง เรื่องราวของอ้าวรงค์ ก็คงคล้ายเหล้าดองตองใต้เพิงหมาแหงน ที่กินแกล้มมะขามเปียกฉาดเกลือ แล้วงานเขียนของ เสกสรรค์ ประเสริฐกุลเล่า เป็นจัดแอลกอฮอล์จำพวกใด


ผ่านพบไม่ผูกพัน (ห้วงคำนึงจากการเดินทาง) : เสกสรรค์ประเสริฐกุล

ในความเงียบ เราอาจเพ่งลึกถึงฐานรากทางปัญญาของมหาอาคารที่พบ
ในความเงียบ เราอาจได้ยินถ้อยคำในเสียงลม ที่พัดผ่านทุ่งหญ้าสูง
สามารถอ่านรอยสึกกร่อนของภูผาด้วยตะเกียงแดด
-เดินทางในความเงียบ-

เมื่อวันหยุดหนที่แล้วข้าพเจ้าได้หนีบหนังสือเล่มนี้ไป หย่อนอารมณ์ที่ชายหาดอันว่างเปล่าเบื้องหน้า มีเพียงเรือหาปลาลำเล็กลอยผ่านมาแต่ไกล เห็นลิบๆเพียงคล้ายจุดขี้แมงวันเล็กๆที่ประดับผิวน้ำ อ่านได้จบหนึ่งบทแล้วก็ปิดเล่มลง เพื่อปลดปล่อยความคิดที่ติดค้างในใจออกไปที่ละเรื่องราว

จึงมีเวลาเช่นนี้เท่านั้นที่เหมาะสมในการละเลียดความหมายที่เที่ยงแท้ของธรรมชาติ จึงเป็นเวลาเดียวกันที่ได้ปลดเปลื้องเรื่องราวที่ผูกรัดมัดตรึงความคิดและจิตใจ ให้คลายออก “ผ่านพบไม่ผูกพัน” นั้นจึงเป็นเรื่องราวที่บอกเล่าสิ่งที่ผู้เขียนค้นเจอสถานอันศักดิ์สิทธิ์ที่ซ่อนเร่นอยู่ภายในสภาพแวดล้อมที่ท่องผ่าน

“บางครั้งเราเต็มใจเป็นสะพานให้คนก้าวข้าม… แต่ห้วงยามแห่งการเสียสละกับห้วงยามแห่งการพลัดพรากก็มักจะเกิดขึ้นพร้อมกัน … ทั้งนี้เพราะสะพาน ย่อมมิใช่ที่อยู่ถาวรของผู้ใด”-สายน้ำ สะพาน และฟากฝั่งของชีวิต-

เป็นหนังสือรวมบทความที่เหมาะสมในการฆาตกรรมเวลาอย่างแท้จริง หากแต่จะดียิ่งหากได้อ่านระหว่างเดินทางหรือก่อนออกเดินทางเพื่อท่องเที่ยวหรือไปค้นพบดินแดนใหม่ ดินแดนอันแปลกที่แปลกทางจากสถานอันสถิตเดิมๆ ของคนเมือง มันทำให้เรามองและเห็นความหมายของสิ่งต่างๆรายรอบได้มากกว่าแค่ตาเนื้อจะสัมผัส

กับคำถามที่ตั้งไว้ว่างานเขียนเล่มนี้คล้ายแอลกอฮอล์รสใด คำตอบน่าจะมีหลากหลายสำหรับคนที่เคยอ่านงานเขียนของ อ.เสกสรรค์ สำหรับผมแล้วงานเขียนเล่มนี้รสหอมหวานจางๆคล้ายน้ำเปล่าที่หาความเย็นไม่ได้ หาความร้อนไม่ได้ มันอยู่ระหว่างความร้อนและความเย็น แต่ดื่มแล้วล้างคาวและชื่นใจนักเชียว


คนตัวเล็ก : กนกพงศ์ สงสมพันธุ์

รวมเรื่องสั้นเรื่องราวของคนเล็กๆ และขนาดตัวเล็กๆ วรรณกรรมภาษาเบาแต่หนักเนื้อสมอง ให้ผู้อ่านที่เรียกตัวเองว่าเป็น”ผู้ใหญ่” ได้หยุดตรองลองคิดถึงมุมที่ใช้มองเด็กๆตัวเล็กๆ ไม่ว่าจะเป็นลูกเราหรือหลานเขาหลานเธอเพื่อนเรา

อ่านเล่มนี้แล้วได้ความแน่นของเนื้ออักษรตามยี่ห้อผู้เขียนเรื่องสั้นขนาดยาว หากเคยเคร่งเครียดเขม่นคิ้วกับเรื่องราวอันหนักหน่วงจากเรื่อง “แผ่นดินอื่น” ให้วางความเครียดนั้นลงได้เลย ให้นึกถึงความปลอดโปร่งของ “บันทึกจากหุบเขาฝนโปรยไพร” แล้วปล่อยใจไปกับเรื่องราวน่ารักและน่าคิดของเด็กๆและผู้ใหญ่

“ทุกคนเลยหรือเปล่าย่า ที่ไปเกิดเป็นดวงดาว??”“ต้องเป็นคนดี ถึงจะได้ไปเกิดบนนั้น” ย่าบอก

ฉันแหงนมองท้องฟ้าอีกครั้ง แล้วพลันร้องขึ้น

“วู้ว์!…คนดีมีเยอะเหลือเกิน ดาวเต็มฟ้าไปหมดเลย”

“โลกเราถึงได้ถึงได้มีอยู่จนทุกวันนี้ปะไรล่ะ”

“ฉันจะขอพรให้น้องมีฟันเร็วๆ” ฉันบอก

อีกคืนหนึ่งที่ฉันกับย่านั่งมองดาวด้วยกัน ฉันนึกสงสัยขึ้นมา “ย่า” ฉันร้องเรียก

“อะไรหือ?”

“ลูกไก่ก็ไปเกิดเป็นดาวด้วยนี่ย่า”

“แล้วทำไม?”

“ย่าบอกว่ามีแต่คนดีๆ” ฉันพูดเร็ว ด้วยกลัวไม่ทันสิ่งที่คิด “ใช่ไหมย่า? ที่จะได้ไปเกิดเป็นดวงดาว”

ย่าหัวเราะ “อะไรก็ตามที่ทำตัวดีๆ ล้วนไปเกิดเป็นดาวทั้งนั้น”

“ย่าจะไปเกิดเป็นดาวไหม?”

“เอ็งคิดว่าย่าเป็นคนดีรึเปล่าละฮึ?”

-ย่า-

มีหลายเรื่องราวที่นำเราขึ้นยานข้ามเวลากลับไปยืนตรงภาพความหลัง สนามหญ้าหน้าโรงเรียง คุณครูสอนคณิตศาสตร์ กระดานดำ ไม้เรียว ต่างๆเหล่านี้ล้วนแล้วปลุกความคิดเมื่อวัยเด็กมานั่งผสานตาตรงหน้า (หน้าตาตอนเด็กๆเป็นแบบนี้เหรอเนี้ย) บางครั้งก็เหมือนกับความคิดเด็กที่กำลังแอบนินทาผู้ใหญ่ ได้รสกลมกล่อมเหมือนโอวัลตินร้อนๆ ทานกับปาท่องโก๋ยามเช้า อะ..ไหนๆก็พากันชิมเครื่องดื่มหลากรสกันแล้ว ก่อนจบขอแถมด้วยอักษรรสนม อุ่นๆอีกเล่มก็แล้วกันครับ


ต้นไม้ใต้โลก :๑๐๐ ความคิดคันๆ ของคนอยากเปลี่ยนโลก
ทรงกลด บางยี่ขัน : สำนักพิมพ์ a book

“ความน่ากลัวที่แท้จริงไม่ใช่คอมพิวเตอร์จะคิดเหมือนกับคน แต่เป็นคนที่เริ่มจะคิดเหมือนคอมพิวเตอร์”-ซิดนีย์ เจ. แฮร์ริส-

หนังสือเล่มนี้เป็นการรวบรวมเรื่องราวของข้อคิดและโครงการที่จะเปลี่ยนแปลงโลกให้ดีขึ้น โครงการต่างๆที่ทำไปแล้ว และกำลังทำ เป็นแรงดลใจผสมความรู้และคติคำคมต่างๆที่สอดแทรกอยู่ในเนื้อหาตลอดเล่ม อ่านง่ายย่อยง่ายไม่มีสารตกค้างที่ไม่พึงประสงค์อย่างแน่นอนครับ

อ่านแล้วลองนึกดูสิว่า วันๆที่เราหายใจทิ้งไปในแต่ละนาทีชั่วโมงนั้น เราได้สละเวลาสักเสี้ยวหนึ่งหรือไม่ ในการครุ่นคิดวิธีที่จะทำให้โลกดีขึ้น มีบ้าง หรือไม่เลย แม้สักเล็กน้อยก็ยังดี ดีกว่าไม่เลย หากไม่เคย เอาละ วันหยุดนี้ลองดูซะ ได้ผลอย่างไรอย่าลืมบอกกันต่อละ

เอาละหลังจากร่ายกันมายืดยาวก็คงจะถึงบทจบของฉบับส่งท้ายเล่มนี้เสียที

ก้าวรอก้าวก็เหมือนคนหรือสิ่งมีชีวิตอย่างหนึ่ง เมื่อมีเกิดมีเติบโตก็ต้องมีหยุดพัก แน่นอนว่าระยะเวลาระหว่างการพักนั้นใช่หมายความว่าเรานั้นหยุดเจริญเติบโต หากแต่มีเหตุผลที่ยังไม่อาจก้าวเดินต่อ ระยะนี้เพียงเก็บเกี่ยวเรื่องราวการหยุดพักไว้เป็นพลังในการที่ก้าวในคราวต่อไป ครั้งต่อไป

วันหยุดยาวครั้งนี้ หากได้มีโอกาสหยุดก้าว แล้วได้นั่งครุ่นคิดหรือปลดปล่อยเรื่องราวบางอย่าง ขอให้สหายร่วมก้าวได้ใช้เวลาอันมีค่านี้อย่างอ่อนโยนและถนอมด้วยจิตใจอันผ่อนคลาย แล้วเมื่อวันใหม่มาถึง วันที่มีแรงพร้อมจะก้าวต่อ ก็อย่าลืมโบกมือเรียกด้วยละกัน

“หากเธอได้ยินเสียงภายในเธอพูดว่า ‘เธอวาดรูปไม่ได้หรอก’ … ไม่ว่าจะอย่างไร จงวาด และเสียงนั้นจะเงียบลงเอง-VINCENT VAN GOGH-

ด้วยมิตรภาพเสมอมา

(…)


[อ่าน Book Review ในฉบับอื่น] : [สารบัญ ฉบับส่งท้าย]

Advertisements

อัมโปะ

ธันวาคม 15, 2007

อัมโปะ



[อ่าน อัมโปะ ในฉบับอื่น] : [สารบัญ ฉบับส่งท้าย]


ก้าวฯที่ ๒๔

ธันวาคม 1, 2007

ก้าวฯที่๒๔

Cover by : ยางมะตอยสีชมพู

ก้าว..รอ..ก้าว
หนอนสนทนา :

www.winbookclub.com
https://kaawrowkaw.wordpress.com/
kaawrowkaw@hotmail.com

กองบอกอ :
อานันท์ ประทีฯ / หนุงหนิง / ยางมะตอยสีชมพู /
ธุลีดิน / พงษ์ปรัชญา / สารากร / Plin, :-p /


—-มีอะไรในเล่ม :

Cover(s) by : ยางมะตอยสีชมพู

kaawss.jpg
ก้าว..รอ..ก้าว
‘บ้านหนอน’ ออนไลน์แมกกาซีน สำนักหนอนสนทนา

www.winbookclub.com
https://kaawrowkaw.wordpress.com/
kaawrowkaw@hotmail.com


คมคำ-คมความ

ธันวาคม 1, 2007

[คมคำ-คมความ]


เรามิอาจบอกได้แน่ว่ามิตรภาพนั้นก่อตัวขึ้นเมื่อใด
เหมือนดั่งเติมน้ำลงแจกันทีละหยด
ในที่สุดก็จะมีสักหยดหนึ่งที่ทำให้มันเต็ม

เรย์ แบรดบิวเรย์


[อ่าน คมคำ-คมความ บทอื่น] | [สารบัญ ก้าวฯที่ ๒๔]


บทบรรณาธิการ ๒๔

ธันวาคม 1, 2007

[บทบรรณาธิการ]


ใต้ร่มเงาไม้-ใต้เงาความคิด
บทบรรณาธิการ

ก้าวฯในหลืบมองของข้าพเจ้า

วันเวลากว่าสามร้อยหกสิบห้าวันหาได้น้อย
เป็นวันเวลาที่เราพบกันทุกวัน
ช่วงไหนเวลาใดใครคนหนึ่งขาดหายไป
หัวใจเป็นต้องร้องเรียกหาออกมาเป็นภาษาอักษร
ไม่ว่าจะเป็นด้วยบทกลอน บทความ คำทักถามหา หรือเรื่องสั้น
เมื่อสหายเยี่ยมหน้ามาด้วยงานเขียนก็หายใจโล่งอก
รู้ว่าที่หายไปนั้นใช่เป็นด้วยเจ็บป่วย หรือโลกร้ายคุกคาม
หากแต่เป็นด้วยเก็บนิ้วเก็บตัวเขียนอักษร

หลายสิ่งหลายอย่างหาได้ถูกสร้างโดยจิตเจตนา
กลับก่อตัวขึ้นมาด้วยวันเวลาที่เพิ่มขึ้น

ชั่วขณะลมหายใจนี้ เพียงได้ดำรงชีวิตอยู่ในที่อากาศบริสุทธิ์
ห่างไกลจากรัก โลภ โกรธ หลง ของผู้คน
ข้าพเจ้านับว่าพบความพอใจอย่างเพียงพอแล้ว

ก้าวฯสำหรับข้าพเจ้าหาได้เป็นสิ่งใด!
เป็นสามร้อยหกสิบห้าวันที่ผ่านมา
ก้าวฯเกิดมานานแล้ว!
เกิดพร้อมการเขียน-อ่านร่วมกันของชาวหนอน

เพียงครั้งนี้เราเฟ้นมองหาลู่ทางที่จะช่วยกันพัฒนาตัวเองให้เร็วขึ้น
ปรับจังหวะก้าวไปสู่ถนนนักเขียนให้หนักแน่นขึ้น ชัดเจนขึ้น!

เราต้องการใครสักคนหรือหลายคนที่มีสายตาคมกล้า
เพียงพอที่จะคัดแยกก้อนกรวดออกจากกองข้าวสารของเรา
ไม่เช่นนั้นเรายังคงหุงต้มก้อนกรวดโดยไม่รู้ตัวไปอีกเนิ่นนาน

เส้นทางจากถนนอักษรอินเตอร์เน็ตไปสู่ถนนอักษรบนเยื่อกระดาษนั้น
ต้องการผู้มีประสบการณ์ผ่านถนนอักษรแห่งเยื่อกระดาษชี้แนะ
เพื่อปรับจังหวะก้าวเดิน เปลี่ยนฝีเท้าให้เหมาะสมกับสภาพถนนที่แตกต่าง

สำหรับเหล่าหนอนนักหัดเขียนที่เอาฝันลม ๆ แล้ง ๆ
มาหล่อเลี้ยงลมหายใจ เขาก็มีความสุขของเขาไป
เพราะการได้ฝันก็นับเป็นความสุขสมหวังแล้ว
แต่สำหรับหนอนนักหัดเขียนที่เอาจริงเอาจังต่อการมุ่งมั่น
ที่จะเลี้ยงลมหายใจด้วยตัวอักษรบนแผ่นกระดาษ
หวังสำแดงตัวตนในผู้คนประจักษ์ในบรรณพิภพ

นั่นไม่ใช่ความฝัน!
แต่เป็นชีวิต!
เป็นลมหายใจ!

เป็นลมหายใจที่บางครั้งเราต้องยอมแลกด้วยอะไรต่อมิอะไรมากมาย
ยอมทุ่มเทจนสุดแรงกายใจ
แม้ถึงวันที่เราก้าวเดินไปบนเส้นทางที่เราหมายมั่น
เรายังคงทุ่มเทสร้างงาน

เพราะนั่นคือชีวิต! คือลมหายใจ!

ไม่ต้องรอวันนั้น!
วันนั้นเป็นเช่นไร?
วันนี้ก็ต้องเป็นเช่นนั้น!

เราเขียนอย่างไม่หยุด
เราพัฒนาแก้ไขปรับปรุงอย่างไม่ยอมยั้ง

การก้มมองตัวเองย่อมไม่อาจมองได้อย่างถ้วนทั่วแจ่มชัด
จะเป็นการดีหากเรามีกัลยาณมิตรแห่งการขีดเขียน
เป็นกระจกเงาสะท้อนไปบนเส้นทางที่ก้าวเดิน

นั่นคือก้าวฯ!

ก้าวฯในหลืบมองของข้าพเจ้า
ก้าวฯที่หาใช่กลุ่ม หาใช่นิตยสาร

แต่เป็นการแลกเปลี่ยนคำแนะนำกัน
ปรึกษากันของผองเพื่อนนักหัดเขียนที่มั่นหมาย
เดินบนเส้นทางอักษรแห่งเยื่อกระดาษอย่างเอาจริงเอาจัง

ก้าวฯไม่มีตัวตนสำหรับข้าพเจ้า
จะมีก้าวฯ หรือไม่มีก้าวฯ ข้าพเจ้าก็ยังอยู่กับเหล่าท่าน
ยังเกาะบ่า เกาะไหล่ร่วมเดินทางไปกับสหาย
ด้วยรอยยิ้มและเสียงหัวเราะ
ด้วยความหวังที่สักวันจะยื่นมือสัมผัสแสดงความยินดี
เมื่อสหายก้าวขึ้นสู่ถนนนักเขียนที่ตั้งใจ

สหายที่เคารพรัก

เราพบกันแล้ว! มีกันและกันอยู่แล้ว!

ด้วยจุดหมายปลายทางนั้นยิ่งใหญ่นัก
ยิ่งใหญ่เกินกว่าจะยอมให้รอยฟกช้ำที่ปลายนิ้วเท้า
มาทำร้ายความรู้สึกสนุกในการเดินทาง…ของเรา

ด้วยรักและคารวะ


[อ่าน บทบรรณาธิการ ในฉบับอื่น] | [สารบัญ ก้าวฯที่ ๒๔]


ฐานพระพุทธรูป กับ ลายนักษัตร ความงามจากความเชื่อท้องถิ่น

ธันวาคม 1, 2007

[สืบศิลป์] โดย กีรติ


ฐานพระพุทธรูป กับ ลายนักษัตร ความงามจากความเชื่อท้องถิ่น

เมื่อกล่าวถึงความหลากหลายและความงดงามอย่างวิจิตรแล้ว คงหนีไม่พ้นศิลปะรัตนโกสินทร์ ดังเป็นที่ทราบกันดีแล้วว่า ในช่วงรัตนโกสินทร์ตอนต้นนั้น พระพุทธศาสนามีความรุ่งเรืองมาก มีการสร้างวัด และพระพุทธรูปเป็นจำนวนมาก และยังพบว่าในช่วงเวลาดังกล่าว ปรากฏฐานพระพุทธรูปแบบพิเศษที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน นั่นคือฐานพระพุทธรูปทรงเครื่อง ลวดลายนักษัตร

ประกอบกับการสร้างรูปแบบที่มีความโดดเด่นมีเอกลักษณ์เฉพาะขึ้นมาร่วมด้วย การสร้างฐานพระพุทธรูปในช่วงเวลาดังกล่าวจึงมีความหลากหลาย และมีอิสระมากยิ่งขึ้น กล่าวคือสามารถประดิษฐ์รูปแบบที่ไม่ใช่ขนบเดิมที่จะต้องสร้างเป็นฐานบัวเพียงอย่างเดียว หรือการประดับฐานด้วยภาพเล่าเรื่องตามพุทธประวัติ

โดยพบหลักฐานทางโบราณคดีเกี่ยวกับฐานพระพุทธรูปทรงเครื่องลวดลายนักษัตรจำนวน ๔ ฐาน ปัจจุบันเก็บรักษาเก็บไว้ที่พิพิธภัณฑ์ของวัดโชติทายการาม ซึ่งตั้งอยู่ริมฝั่งขวาของคลองดำเนินสะดวก จังหวัดราชบุรี จากคำบอกเล่าของพระผู้ดูแลพิพิธภัณฑ์กล่าวว่า ฐานพระพุทธรูปชุดนี้ ได้จากการบริจาคจากผู้มีจิตศรัทธาเมื่อแรกสร้างในปีพ.ศ.๒๕๐๗ จึงไม่มีหลักฐานระบุแน่ชัดว่าเดิมทีนั้นประดิษฐานอยู่ที่ใด หรือใครเป็นผู้สร้าง ซึ่งฐานพระพุทธรูปต่าง ๆ เหล่านี้เหลือเฉพาะส่วนฐานเท่านั้น ส่วนองค์พระพุทธรูปสูญหายไปนานแล้ว

ฐานพระพุทธรูปลวดลายนักษัตรนี้ เป็นฐานพระพุทธรูปสำริด ลงรัก ปิดทอง ประกอบไปด้วยขายกสูง ๓ ขารองรับฐานผังครึ่งวงกลมสอบขึ้นเป็นชั้นสามเหลี่ยม

ด้านหน้าตัดตรง ด้านหลังวาดทรงเป็นเส้นโค้ง รองรับฐานบัวซึ่งเป็นส่วนประดิษฐานพระพุทธรูปอีกชั้นหนึ่ง

ในส่วนของการประดับลวดลายพบว่า ได้มีการแบ่งส่วนของลวดลายออกเป็นแถวอย่างเป็นระเบียบ โดยแถวล่างสุดทำเป็นช่องสี่เหลี่ยมยาวติดต่อกันตลอดทั้งฐาน ในแต่ละช่องเป็นลวดลายสัตว์ตามปี นักษัตร ถัดขึ้นไปอีกแถวเป็นลวดลายบุคคล โดยปรากฏทั้งรูปพุทธศาสนิกชนกำลังประนมมือ และรูปเหล่าพระสาวกจำนวนมาก นั่งสมาธิเป็นแถวซ้อนกันเต็มพื้นที่ประมาณ ๘-๑๐ แถว

การประดับส่วนฐานของพระพุทธรูปด้วยลายนักษัตรนี้ถือว่าพบไม่มากนัก โดยมากจะพบเพียงการประดับด้วยลายกระหนก ลายผ้าทิพย์ เป็นส่วนมาก จึงเป็นที่น่าสนใจอย่างยิ่งถึงความหมายและความสำคัญที่ปรากฏบนฐานพระพุทธรูปชุดนี้

จวน เครือวิชฌยาจารย์ ผู้ศึกษาเรื่องราวความเชื่อของคนในท้องถิ่นโพธาราม จังหวัดราชบุรี ได้กล่าวถึง ตำราเรื่องสิบสองนักษัตรว่า มีการบันทึกเรื่องราวความ เชื่อของโหราศาสตร์ ซึ่งถือว่าเป็นแนวความคิดที่โดดเด่นของชาวมอญในจังหวัดราชบุรี และการประดับฐานพระพุทธรูปด้วยลวดลายตามความเชื่อเรื่องนักษัตรของชาวมอญนี้ สอดคล้องกับตำราภาษามอญที่พบ สามารถเชื่อมโยงความสัมพันธ์ของการแสดงออก ความเชื่อ และแนวความคิดในงานศิลปกรรมได้

อีกแนวความคิดหนึ่งนั้นมีความเห็นว่า ลวดลายดังกล่าวเป็นความนิยมของชาวจีน ซึ่งมีบทบาทสูงในสมัยรัชกาลพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว

จากรายงานของ ประทุม ชุ่มเพ็งพันธุ์ ได้ทำการวิเคราะห์ถึงการให้ความสำคัญในเรื่องของการนำรูปสัตว์ ในสิบสองนักษัตรมาทำเป็นตราประทับ บ้างทำเป็นสัญลักษณ์ประจำกระทรวง ตราประจำเมืองต่าง ๆ ซึ่งจีนเองเป็นต้นกำเนิดของการตั้งปีสิบสองนักษัตร

อย่างไรก็ตาม ความเป็นไปได้ของแนวความคิดแรกสะท้อนความเชื่อมโยงของกลุ่มชนชาวมอญที่อพยพมาตั้งถิ่นฐานในจังหวัดราชบุรีมากกว่า ซึ่งชาวมอญนั้นมีความศรัทธาอย่างแรงกล้าในศาสนาพุทธ การนำแนวความคิด ความเชื่อ หรือคติบางประการ เป็นองค์ประกอบในงานศิลปกรรมจึงเป็นสิ่งที่เป็นไปได้สูง

แม้ว่าปัจจุบันฐานพระพุทธรูปในกลุ่มนี้ดูจะหมดความนิยมในการสร้างลงไปแล้ว แต่อย่างน้อยก็เป็นสิ่งยืนยันความเชื่อ และคติโบราณที่เกี่ยวข้องกับนักษัตรได้เป็นอย่างดี ·

เอกสารอ่านประกอบ

  • จวน เครือวิชฌยาจารย์. วิถีชีวิตชาวมอญ. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์เมืองโบราณ, ๒๕๓๗.
  • ประทุม ชุ่มเพ็งพันธุ์. “เมือง ๑๒ นักษัตร” ศิลปากร. ปีที่๓๖, ฉบับที่ ๑ (มกราคม-กุมภาพันธ์ ๒๕๓๖) : หน้า ๕๙-๗๗.
  • พีรนันท์ นันทขว้าง. รูปแบบฐานพระพุทธรูป สมัยอยุธยา-รัตนโกสินทร์ตอนต้น. กรุงเทพฯ : สาขาวิชาประวัติศาสตร์สถาปัตยกรรม มหาวิทยาลัยศิลปากร, ๒๕๔๑.
  • สงวน รอดบุญ. พุทธศิลป์รัตนโกสินทร์. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์รุ่งวัฒนา, ๒๕๒๖.
  • สุภัทรดิศ ดิศกุล, หม่อมเจ้า. ศิลปะในประเทศไทย. กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, ๒๕๔๖.
  • จากหนังสือพิมพ์ ธรรมลีลา ฉบับที่ ๗๕ ก.พ. ๕๐
    โดย นฤมล สารากรบริรักษ์

    [อ่าน สืบศิลป์ ในฉบับอื่น] | [สารบัญ ก้าวฯที่ ๒๔]


    นิยายที่ยังเขียนไม่เสร็จ

    ธันวาคม 1, 2007

    [ฟากฟ้า..ทะเลฝัน] โดย โจนาธาน


    นิยายที่ยังเขียนไม่เสร็จ

    ชีวิตจริงนั้นยิ่งกว่านิยาย… ประโยคนี้ฉันได้ยินมาซ้ำแล้วซ้ำเล่า กับนิยายบางเรื่องฉันเฝ้าถามว่าในโลกแห่งความจริงนั้นมันเป็นได้ไปได้ไหม?… มันจะน้ำเน่ายิ่งกว่านิยายหรือไม่?…

    ความจริงของชีวิตในบางครั้งฉันก็ว่ามันยิ่งกว่านิยาย ยิ่งกว่าเพราะว่านิยายเรื่องหนึ่งตัวละครอาจไม่เคยหรือได้เป็นอย่างฉัน และบางครั้งฉันเองก็คิดว่าชีวิตของฉันคงไม่มีวันเหมือนนิยายเรื่องนั้นๆอย่างแน่นอน แต่ก็นั่นละ… ความคิดนั้นคงเป็นเพียงความเย้ยหยันตัวละครที่ประสบ ใช่สิ! ฉันคิดเช่นนั้นได้เป็นเพียงเพราะฉันไม่ใช่ตัวละคร และก็ไม่มีความรู้สึกร่วมกับตัวละครเหล่านั้นเลย

    ฉันได้แต่นั่งวิพากษ์พลางมองถึงต้นเหตุของปัญหาที่ตัวละครถูกกำหนดโดยผู้ประพันธ์ ซึ่งเปรียบเสมือนพระเจ้าที่ได้ลิขิตชีวิตของเขา… ฉันผู้ซึ่งเป็นคนเฝ้ามองกลับคิดหาหนทางแก้ไขปัญหาออกได้ เพียงเพราะฉันไม่ใช่ตัวละครตัวนั้น ไม่ใช่ผู้ประสบปัญหาหรือความทุกข์นั้นๆ ซึ่งที่สุดแล้วฉันเองก็ไม่ได้มีความรู้สึกรู้สมใดๆร่วมด้วยเลย… ไม่ว่าจะเป็นทั้งสุขหรือทุกข์ ฉันเป็นเพียงผู้เฝ้ามอง เรื่องดังกล่าวมันใช่เรื่องของฉัน–ก็เท่านั้น

    หากแต่เมื่อวันหนึ่งชีวิตฉันกลับเหมือนตัวละครในนิยาย และดูเหมือนว่าจะเป็นเสียยิ่งกว่า เมื่อนั้นฉันกลับอิจฉาชีวิตของตัวละครที่ไม่ประสบความทุกข์เหมือนฉัน… หลายครั้งสุดท้ายบั้นปลายในตอนจบพวกเขายังได้คลี่คลายปัญหานั้น ๆ ได้ และหลายครั้งนั้นค่อนข้างดี ด้วยว่า… อย่างที่บอกว่า ชีวิตของพวกเขาต่างล้วนถูกกำหนดโดยผู้ประพันธ์ ส่วนชีวิตจริงของฉัน ใครเล่า? ใครเป็นผู้กำหนด โชคชะตาฉันเล่าใครเป็นผู้ลิขิต?… ใครเล่าเป็นผู้ประพันธ์และกำหนดชีวิตของฉัน?

    ฉันไม่เคยเชื่อเรื่องพรหมลิขิต ฉันคิดมาตลอดเวลาว่า ฉันนั้นต่างหากที่เป็นผู้ขีดเขียนชีวิตของฉันเอง ฉันเลือกทางเดินของฉันเอง ฉันคิดเช่นนี้เพียงเพราะฉันไม่เคยเชื่อในคำบงการของผู้ใด เชื่อในสิ่งที่เขาคอยบอก คอยสั่งให้ทำโน่นทำนี่… ฉันไม่เคยเลยจริง ๆ –ไม่เคย

    ฉันสามารถเลือกหนทางเดินได้ เลือกทางดีได้ และเลือกทางเลวได้เช่นกัน

    ทางเดินทั้งสองทางฉันล้วนเคยเดินผ่านมาแล้วทั้งสอง สำหรับทางเลวนั้น มันไม่สำคัญหรอกว่า ไม่สำคัญที่จะถามว่า ฉันเดินเข้าไปในเส้นทางนั้นทำไม?… มีใครบ้างไหมเล่าที่คิดหาคำตอบให้กับตนเองได้ ไม่สำคัญเท่าว่า เมื่อเดินเข้าไปแล้วรู้ว่าไม่ดีก็เดินกลับออกมาเสียเท่านั้น

    สุดท้ายแล้วตัวฉันเองใช่ไหม? ที่ขีดเขียนชีวิตของฉันเอง

    ฉันไม่ใช่พรหม แต่ฉันคือพรหม?!

    ชีวิตจริงนั้นยิ่งกว่านิยาย เป็นนิยายชีวิตจริงของฉัน และเมื่อเอาชีวิตฉันไปเขียนเป็นนิยายก็ย่อมไม่ใช่นิยายชีวิตของคนอื่น เพราะเราต่างเป็นตัวละครที่มีรายละเอียดปลีกย่อยของปัญหาที่ประสบแตกต่างกัน

    ชีวิตจริงไม่ใช่นิยาย แต่นิยายเขียนขึ้นจากชีวิตจริงของเรา

    ทุกวันชีวิตของฉันล้วนเป็นนิยายในหนึ่งหน้าของหนึ่งวันทุกๆวัน–ที่ยังไม่รู้ตอนจบ ·

    ด้วยความรัก
    สิงหาคม ’๔๙


    kaawss.jpg[อ่าน ฟากฟ้า..ทะเลฝัน ในฉบับอื่น] | [สารบัญ ก้าวฯที่ ๒๔]