เรื่องสั้น : ผมไม่อยากเป็นนักเขียน

พฤษภาคม 15, 2007

[เรื่องสั้น]

ผมไม่อยากเป็นนักเขียน
โดย ภีมะ ภุมรา

|

เรื่องของเรื่องมีอยู่ว่า เดิมทีผมเป็นเพียงกวีรากหญ้าหาเช้ากินค่ำกับงานประจำซึ่งไม่มีหลักประกันความมั่นคงแต่อย่างใด และเป็นที่รู้กันดีว่าค่าครองชีพในเมืองหลวงสูงมากจนน่าตกใจ แต่ก็ช่างเถอะเมื่อสมัครใจแล้วจะไม่โทษใครอะไรทั้งนั้น

สิบปีที่แล้ว ช่วงนั้นผมเพิ่งเป็นหนุ่มนมแตกพาน พอดีที่โรงเรียนมีงานรวมศิษย์เก่าขึ้น บังเอิญว่ามีศิษย์ผู้พี่ได้ขึ้นพูดในโอกาสกล่าวทักทายวิสาสะประสาพี่น้อง เป็นที่รู้กันดีว่าพี่ผู้นี้มีชื่อในงานเขียนบทกวีและเรื่องสั้นระดับประเทศ (ไม่เกินไปจริง ๆ ) ซึ่งพี่เขาก็พูดประสบการณ์พร้อมกับอ่านบทกวีเป็นแกล้มกับ เป็นลีลาบทกวีหวาน ๆ เศร้า ๆ ซึ้ง ๆ ทั้งเกี่ยวกับการจีบสาวและทะลึ่งตึงตัง พร้อมกันนั้นก็กล่าวถึงที่มาที่ไปของบทกวี คิดเอาเถิดว่าในช่วงวันหนุ่มน้อยเช่นนั้นรู้สึกว่ามีพลังภายในที่อัดแน่นอยู่อย่างไม่รู้ทางออก พอมีเรื่องมาสะกิดเกาหัวใจด้วยบทกวีเหงา ๆ เหล่านี้ทำให้รู้สึกว่ากวีนี้ยิ่งใหญ่นัก มีพลังอย่างน่าอัศจรรย์จนผมรู้สึกรู้สาว่าหวั่นไหวกับถ้อยคำจนเกิดแรงใจที่เขียนอะไรสักอย่าง ซึ่งบังเอิญอีกครั้งกับโรงเรียนมีการจัดประกวดกลอนในวาระต่าง ๆ แม้ว่าจะสับสนว่าอะไรคือกลอนอะไรคือบทกวี แต่นั่นก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่ไปกว่าการที่หนุ่มน้อยกำลังสนใจเพศตรงข้ามอย่างจริงจัง เหมือนการจีบสาวเป็นการแสดงความสามารถชายชาติอาชาไนย และการเขียนกลอนจีบสาวรู้สึกมันมีเสน่ห์อย่างเหลือร้าย ช่วงนั้นก็ไม่ได้คิดว่าจะเป็นเรื่องล้าสมัยแต่อย่างใด ด้วยเหตุนี้เองผมจึงขวนขวายอ่านกลอนสุนทรภู่ตามห้องสมุด เห็นกลอนที่ไหนเป็นไม่ได้ต้องอ่านต้องศึกษา เข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้าง ศึกษากลวิธีการแต่งและท่องกลอนหวาน ๆ ไว้ประดับบารมีในความเป็นหนุ่มพอกระชุ่มกระชวย

Read the rest of this entry »


เรื่องสั้น : กุหลาบวาเลนไทน์

พฤษภาคม 1, 2007

เขียนโดย…กฤติศิลป์ ศักดิ์ศิริ
ตีพิมพ์ครั้งแรก : กุลสตรี ปักษ์แรก กุมภาพันธ์ ๒๕๕๐

ริมถนนพัฒนาการยามหัวค่ำของคืนนี้เต็มไปด้วยผู้คนที่สัญจรไปมาหนาตากว่าทุกวัน ดลชนกเห็นชายหนุ่ม-หญิงสาวหลายคู่กำดอกกุหลาบไว้ในมือเดินผ่านหน้าร้านของเธอไปด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม ดวงจันทร์ที่ทอแสงสว่างโดดเด่นอยู่กลางฟ้ามืด ดั่งช่วยเติมเต็มบรรยากาศโรแมนติกให้กับทุกคู่รัก

เพียงปีละหนึ่งวันเท่านั้น ที่ร้านขายดอกไม้ข้าง ๆ ร้านเบเกอรี่ของดลชนกขายดิบขายดีเป็นเทน้ำเทท่า ไม่ว่าจะตั้งราคาดอกกุหลาบก้านยาวสีแดงสดสูงสักเพียงไหนกลับขายหมดภายในพริบตา ขณะที่ร้านเบเกอรี่ของดลชนกกลับมีลูกค้านับคนได้ ไม่มีใครนิยมมอบเค้กต่อกันดังเช่นเทศกาลอื่น ๆ วันนี้หญิงสาวจึงปิดร้านเร็วกว่าปกติ เพื่อให้เพื่อนร่วมหุ้นสองคนกับลูกมือวัยสิบแปดไปฉลองวาเลนไทน์กับคนรัก ดลชนกปิดล็อคด้านในของบานประตูกระจกใสหน้าร้าน ก่อนเดินกลับเข้ามานั่งหลังเคาน์เตอร์ คิดบัญชีรายรับ-รายจ่ายประจำวัน และลิสต์รายการสินค้าที่ต้องซื้อในวันพรุ่งนี้อยู่ตามลำพังอย่างเงียบเหงา Read the rest of this entry »


เรื่องสั้น : ร้านหมี่ในเมืองหม่น

เมษายน 15, 2007

โดย กวีหมี่เป็ด http://www.softganz.com/meeped/

ระเบียงชั้น ๔ ของร้านหมี่เป็ด
๑).
เขายืนอยู่บนระเบียงชั้น ๔ ของร้านในดึกที่ฝนกำลังตกกระหน่ำ สายฝนเป็นม่านกางขึงจากดาดฟ้าแผ่ผืนใส เขาสูบบุหรี่ปล่อยควันอ้อยสร้อยจางๆ มองยอดเขาคอหงส์นั้นมิดมืด ปีนี้ฝนน้อยและมาล่ากว่าทุกปี มันควรที่จะตกลงมาตั้งแต่เมื่อเดือน ๙ เขาคิด ก้มมองดูพื้นถนนก็เห็นน้ำท่วมขัง รถยนต์บางคันที่กลับจากไหนสักแห่งวิ่งฝ่าแหวกแอ่งน้ำกระจาย มันจะท่วมไหม? คงไม่หรอก เพราะดินยังอุ้มน้ำไม่อิ่มดีนัก แต่มันตกมาตั้งแต่เมื่อคืนนี่ น้ำท่วมขังอย่างนี้คงเพราะท่อระบายน้ำไม่ทัน มันจะท่วมไหม? เขายังค้างคาใจ

เขาควรที่จะนอนหลับไปตั้งนานแล้ว ในคืนที่ผ่านวันเหน็ดเหนื่อยมา ๑๐ กว่าชั่วโมง มันไม่มีอะไรดีไปกว่าการนอนฟังเสียงฝนแต่หัวค่ำ ห่มผ้าหนาๆและกอดหมอนข้างอุ่นๆ อาจจะมีเบียร์สัก ๒ ขวดก่อนนอนพร้อมหนังสือดีดีสักเล่ม ความสุขมันหาได้ไม่ยากหรอก เพลงเก่าๆที่โหลดเป็น Mp3 สักชุดใหญ่ๆ หรือหยิบโทรศัพท์คุยกับสาวคนรักสักครู่ ผมพยายามจะบอกเขาให้ไปนอน ในคืนที่หนาวเย็นด้วยละอองฝนเขาอาจเป็นหวัด ร่างกายควรได้พักผ่อนอย่างพอเพียงสำหรับการตื่นมาอย่างแจ่มใสสดชื่น เขาบอกผมว่าเขาปลูกต้นมะขามหวานไว้ต้นหนึ่ง เป็นมะขามหวานต้นแคระแกร็นในหม้อลวกหมี่ชำรุด มันกำลังเติบโต ผลิใบผลัดใบมาหลายฤดูฝน ผมรู้ดีว่ามะขามหวานต้นนั้นวางอยู่หน้าร้านด้านซ้ายมือติดกับถังขยะ แต่มันเกี่ยวอะไรกับการนอน? Read the rest of this entry »


เทพธิดาแห่งฟ้าสวรรค์

เมษายน 1, 2007

เรื่องสั้น โดย ภีมะ ภุมรา

หญิงสาว…
เธอคือแพรวรุ้งพราวให้เพริดฝัน
เป็นหนึ่งน้ำทิพย์หวานแห่งคืนวัน
ดื่มด่ำอมตะนั้นนิรันดร…”*
ที่ผุดเกิดในขณะปัจจุบันคือนึกถึงบทกวีของ เรวัตร์ พันธุ์พิพัฒน์* มันฉายชัดและจัดแจงจินตนาการความรู้สึกได้ดีนักแล
จะทำไฉน? อย่างไรดี ความรัก ความคิดถึง ความประทับใจฯ
จะบอกเธอตรงๆ หรือเขียนใส่กระดาษมอบให้เธอ
จะดีไหม? หากจะบอกเธอด้วยเสียงแผ่วเรียบ
ไม่ดีกว่า อาจลางทีเสียงบรรจงตกแต่งเพื่อให้ดูดีที่สุดอาจเป็นเสียงที่ตกประหม่าพร่าสั่น และอาจทำให้เธอตกใจ มองเห็นความอ่อนแอจากลูกผู้ชายอย่างผม
จะดีไหม? หากเพียงยื่นมือออกไป ยื่นออกไปเพื่อจะให้ผลลัพธ์จากบ่วงปรารถนา แม้การณ์นี้จะเป็นการรอคอยที่แสนทรมาน เพียงเพื่อต้องการฟังเสียงการตอบรับ การตอบรับที่สะเทือนสะท้อนไปทั่วพิภพแผ่นดิน แม้ตัวผมเองจะเข้าใจ-หยั่งซึ้งถึงแก่นแห่งการตบมือข้างเดียวย่อมไม่ดัง แต่เมื่อเธอนั่งอยู่ใกล้ๆ ใกล้อยู่ชั่วเอื้อม มีตัวมีตนอยู่จริง ไม่ใช่ความฝันเฟื่องฟุ้ง มันย่อมเป็นไปได้
บอกเธอเลยดีไหม?
ไม่ดีกว่า ไม่ต้องหรอก ไม่ต้องบอกเธอก่อน เพราะหากบอกออกไปแล้วเธอไม่ตอบรับ อาจทำให้ใบหน้าที่บอบบางอาจแตกเพล้งไม่เหลือชิ้นดี หรือจะหยั่งด้วยตรรกะสากลในลักษณะ “พบกันครึ่งทาง” แสดงสัญลักษณ์พอให้เธอรู้ เป็นลักษณะตัวเราไม่ต้องเดินไปจนสุดทางหรอก เดินไปแค่เพียงครึ่งทาง ยืนรอเธออยู่อย่างนั้นแหละ หากเธออยู่ในห้วงเสน่หาเสียแล้ว เธอต้องเดินเข้ามา เดินมาพร้อมกับคำตอบ คำตอบที่อาจทำให้เราคลั่งตายไปต่อหน้าต่อตา
ดูซีนั่น สายลมโปรยเป่าผมเธอโบกสยายอยู่ไหวๆ ดวงตาที่ส่งประกายวิบวับทอดมองเวิ้งน้ำที่เรื่อยไหลไปไม่รู้หน เธอเหมือนเทพีแห่งความรักที่กำลังหยิบยื่นความรื่นรมย์ให้กับโลกขรุขระ
ดูซีนั่น ริมฝีปากบางสีชมพูเรื่อ กึ่งยิ้ม-คล้ายกุมเก็บค่าแห่งถ้อยคำหมื่นล้านจะจำนรรจ์
ดูซีนั่น มือที่ประคองหนังสือกวีนิพนธ์ที่คนเขาไม่คิดจะหยิบขึ้นมาอ่านให้ปวดสมอง เรียวนิ้วที่เล็กเรียว เล็บที่โค้งรีสะอาดสะอ้าน เหมือนมือคู่นี้ไม่เคยหยิบจับความหยาบกระด้างเท่าที่มีในโลกหล้า
พอเถอะ พอสำหรับการสาธยายองคาพยพแห่งเธอด้วยสายตาหยาบคายของผม
หัวอกที่ร้อนรุ่มราวจะแผดไหม้ หากวันนี้ไม่ได้บอกออกไป ถ้อยวาจาที่ขนัดแน่นในอกอาจลุกไหม้ระเบิดเปรี้ยงปร้าง ยังผลให้รัตติกาลนานกว่าที่เป็น
ผมหลับตาลง ค่อยๆ สูดลมหายใจเข้าอย่างช้าๆ ลึกๆ แผ่วเบา และไม่ลืมที่จะหายใจออก
ขอให้วันวันนี้นิรันดร
ผมหยิบสมุดบันทึกเล่มคร่ำคร่ามาพลิกเปิดเบาๆ ด้วยกริ่งเกรงกลิ่นสาบแห่งความสามัญจะทำลายบรรยากาศที่เทพีแห่งความรักได้ปรากฏ
คงไม่เป็นการหยามหมิ่นกระไรนักหากผมจะเลือกจดบันทึกให้เทพธิดาผู้เลอโฉมแทนการบอกเธอด้วยคำจา ผมไม่ถนัดจัดเจนในการสื่อสารด้วยคำพูด กระทั่งเพื่อนมิตรรอบข้างที่ผมพูดด้วยต่างเคยพูดเย้าว่า ผมคล้ายนักปรัชญากรีกโบราณ คิดมาก พูดน้อย เข้าใจยาก ซ้ำแล้วเมื่อผมหันมาเขียนเรื่องบางเรื่องให้เพื่อนอ่านไม่ว่าจะเป็นเรื่องสั้น บทกวี มันก็บอกให้ได้ปลื้มอยู่เสมอมาว่าผมเขียนได้ลึกซึ้งดีนัก ดีจนมันเป็นคนธรรมดาสามัญไม่อาจเข้าใจได้ ผมได้แต่หัวเราหึหึ และบอกเพื่อนไปว่า มีแต่นางฟ้าเท่านั้นจึงเข้าใจได้
เมื่อเป็นเช่นนี้ ผมจึงเขียนบันทึกถึงนางฟ้าวิมานของผมด้วยมือสั่นเทา ด้วยคิดว่ามีแต่เธอเท่านั้นที่อธิบายขยายความแทนผมได้
สุดที่รักของผม, เคยมีคนบอกคุณไหมว่า คุณมีองค์ประกอบแห่งความเป็นหญิงในตัวมากกว่าสามประการ สวยหนึ่ง น่ารักหนึ่ง เต็มไปด้วยพลังหนึ่ง เพียงเท่านี้คุณก็สามารถเดินอยู่บนดวงดาวได้แล้ว ช่างประไรหากใครเขาจะไม่สามารถมองเห็นคุณสมบัติของคุณได้ด้วยตาเปล่า ไม่รู้คุณจะเชื่อผมไหม? หากผมบอกว่า ผมเป็นกวี กวีที่เขียนอักขระให้นางอัปสรขับขานกล่อมเทพเทวา ก็ในเมื่อเขียนให้คนด้วยกันไม่มีใครเข้าใจได้ ผมจึงได้แต่เขียนฝากไว้ในฟ้าสวรรค์ เช่นเดียวกัน หากผมเลือกจะเขียนจดหมายถึงหญิงสาวคนใด คนคนนั้นต้องมีคุณสมบัติมากกว่าสามประการข้างต้นนั้น และคุณก็เป็นดาวดวงหนึ่งในบรรดาดาวในฟ้าสวรรค์ อย่างไรก็ตามเชื่อเถิดว่าจดหมายฉบับนี้ ผมไม่ได้เขียนเพื่อฝากส่งไปถึงฟ้าสวรรค์ แต่ผมกำลังจะหยิบยื่นให้เทพธิดา เทพธิดาผู้เดินดิน ในเมื่อผู้เดินดินไม่อาจเป็นเทพธิดาได้ทุกคน ผมจึงเลือกที่จะให้เฉพาะคนที่เป็นเทพธิดาเท่านั้น หวังว่าคุณคงเข้าใจนะครับ
ครั้งแรกที่จรดปากกาลงหน้ากระดาษ มือผมสั่นเทาด้วยตกประหม่าในการทำหน้าที่เกินเกินวิสัย แต่เมื่อเขียนไปๆ มือที่จับปากกาเริ่มมั่นคง ตัวอักขระได้ถ่ายทอดจิตวิญญาณลงไปอย่างซื่อสัตย์ เมื่อเป็นดังนี้แล้วมันจึงไม่เหลือวิสัยสามัญชนอย่างผมจะทำหน้าที่เป็นตัวแทนแห่งคำว่า “รัก” ฝากไว้ในโลกขรุขระ
“ผมรักคุณ”
สุดที่รักของผม, ผมไม่อาจกล่าวถึงความเป็นผมให้มากไปกว่านี้ได้ ขอให้รู้เพียงว่า ผมเป็นกวี กวีที่พร้อมจะเขียนจดหมายให้คุณอ่าน กวีที่พร้อมจะปรนคำรักอยู่ค่ำเช้า กวีที่พร้อมจะเขียนคำว่าดอกไม้ไว้ข้างกำแพงคอนกรีต
… จะบอกคุณอย่างไรดี, สุดที่รักของผม
ดูซีนั่น สายน้ำที่ไหลไปไม่รู้หน กระเพื่อมน้ำที่กระทบฝั่งระลอกแล้วระลอกเล่า สายลมหอบเอาความชื่นเย็นจากสายน้ำมาโปรยเป่า หญิงสาวที่นั่งอยู่ข้างๆ กำลังเก็บหนังสือบทกวีเข้ากระเป๋าใบงามนั้น
แต่ละชีวิตต่างมีต้นสาย-ปลายทาง มีขึ้นต้องมีลง มีพบมีพรากจากกัน มีรักมีร้างลา อา…ชีวิตประจำวัน สาวเจ้ากระชับกระเป๋าใบงามแนบอกอิ่มขอโทษขอทาง ลุกขึ้น… กดกริ่ง รถจอดป้ายปลายทางแห่งเธอ
ผมปิดสมุดบันทึก สูญเสียพลังการก้าวเดิน มองเห็นปลายทางแต่ละคนที่ต่างกัน มองเห็นการจากไปต่อหน้าต่อตา ที่ว่างข้างๆ จะเป็นใครต่อไป…
ผมกระชับสมุดบันทึกลุกขึ้น… กดกริ่ง รถจอดป้ายปลายทางแห่งผม 

kaawss.jpg


เรื่องสั้น : ชีวิตหนึ่ง

มีนาคม 15, 2007

โดย : นวพล ไชยศรีหา

ชีวิตหนึ่ง พ้นวันคืนหนึ่งก็ดีใจ คิดปีนป่ายสู่ฝัน สุดทางได้แค่นั้น ได้เท่านี้ แค่นี้ก็เพียงพอ ได้ฝันไปวันๆ หนึ่งคืนถึงอีกวัน…

เสียงกีตาร์โปร่งสอดคล้องประสานกับเสียงนักร้องในร้านยังดังให้ความบันเทิงแก่นักท่องเที่ยวอยู่เสม่ำเสมอ สถานเริงรมย์ที่ซบเซาไปช่วงระยะหนึ่ง เพราะถูกพิษเศรษฐกิจเล่นงานต่างบาดเจ็บกันถ้วนหน้า ปิดกิจการไปเลยหรือไม่ก็น้อย หากในวันนี้ราตรีที่เคยเงียบเหงากลับครึกครื้นกันอีกคราวหนึ่ง เหมือนต้นหญ้าที่ใกล้ตาย แม้จะได้รับน้ำเพียงเล็กน้อยจากฝนหลงฤดูก็ทำให้ต้นหญ้าที่เกือบจะเฉาตายกลับฟื้นขึ้นใหม่ได้อีกครั้ง

คืนนี้เป็นวันแรกของเทศกาลพัทยา งานประจำปีช่วงสงกรานต์ที่จัดขึ้นทุกปีบริเวณชายหาดพัทยา นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติต่างก็มาแสวงหาความบันเทิงยามค่ำคืนที่ย่านไนต์คลับชื่อดัง ผีเสื้อราตรีเริ่มโฉบปีกโบกโบย ร้านขายเหล้า ร้านขายของที่ระลึก แม้แต่แม่ค้าข้าวแกง ทุกคนกำลังดิ้นรนเพื่อความอยู่รอด และข้าพเจ้าเองก็เป็นคนหนึ่งในจำนวนหลายต่อหลายชีวิตที่กำลังดิ้นรนต่อสู้กับความโหดร้ายของโชคชะตาที่ร่วมมือกับสภาพเศรษฐกิจเล่นงานอย่างหนัก นักดนตรีอิสระอย่างข้าพเจ้าต้องทำงานล่วงเวลาเป็นสองเท่าในคืนที่นักท่องเที่ยวเต็มร้านอย่างเช่นคืนนี้ เพลงแล้วเพลงเล่าที่ร้องและเล่นดนตรีเพื่อสร้างบรรยากาศการดื่มกินให้รื่นเริงขึ้น ครั้งหนึ่งข้าพเจ้ามีความหวังและอหังการ์อย่างยิ่งที่จะเป็นนักดนตรีมืออาชีพที่มีชื่อเสียง ข้าเจ้าเคยปรารถนาชื่อเสียง แต่แล้วเมื่อพานพบกับความเป็นจริงถึงได้รู้ว่าอุดมกาษณ์นั้นควรถูกเก็บเข้าลิ้นชักปิดตายและไม่ใส่ใจอีก เมื่อความหวังไม่เป็นดังหวัง ข้าพเจ้าจึงหันหลังให้อุดมการณ์อย่างสิ้นเชิง และแสวงหาเพียงอย่างเดียวเท่านั้นคือเงิน ใครจะว่าข้าพเจ้าเห็นแก่ตัวและเห็นแก่เงินก็ไม่ผิดนัก เพราะข้าพเจ้าไม่เคยมีมิตรแท้และศัตรูที่ถาวร และข้าพเจ้าเชื่ออยู่เสมอว่าไม่มีใครจะรักคนอื่นได้มากกว่ารักตัวเอง และเช่นเดียวกันก็ไม่มีใครรักตัวเองได้น้อยกว่ารักคนอื่น ข้าพเจ้าจึงไม่เคยทุ่มเทสิ่งใดเพื่อใคร นอกจากเพื่อตัวเอง

ดาวน้อยเจ้าลอยมาจากแห่งใด เจ้านั้นจะรู้บ้างไหม มีใครถามถึงฉันบ้าง ถามลม ลมเฉย ไม่ยอมเปิดเผยชี้ทาง คืนนี้ฉันคงอ้างว้าง ไร้หนทางเดินต่อไป…

เพลงสุดท้ายของคืนนี้จบลงอย่างงดงามพร้อมเสียงปรบมือและจำนวนนักท่องเที่ยวที่บางตาลง มุมหนึ่งจองร้าน นักท่องเที่ยวต่างชาติกับหญิงสาวนางหนึ่งกำลังคลอเคลียนัวเนียกันอย่างไม่อับอายสายตาคนอื่น และอีกหลายต่อหลายคู่ที่ฝ่ายชายคือชาวต่างชาติร่างใหญ่โต และฝ่ายหญิงคือสาวไทยร่างอวบ ที่มีอาชีพ “มีตัวเองไว้เพื่อเช่า” ข้าพเจ้าไม่เคยดูหมิ่นหรือดูถูกในอาชีพและกิริยาท่าทางของเธอ บางครั้งที่ละอายต่อสายตาเกินไปนัก ข้าพเจ้าก็หลีกเลี่ยงที่จะมอง เพราะรู้ดีว่าลึกๆ ในใจแล้วนั้น พวกเธอไม่ได้อยากมีตัวเองไว้พื่อเช่าหรือขาย หากสภาวการณ์ที่บีบบังคับกดดันและเลวร้ายจนทำให้หลายต่อหลายคนต้องแลกตัวเองเพื่อการมีชีวิตอยู่

นักดนตรี โสเภณีและร้านเหล้า มักจะอยู่คู่กันเสมอ

ข้าพเจ้าเลี่ยงมานั่งดื่มเงียบๆ มุมหนึ่งของร้าน มองออกไปยังท้องทะเลในคืนค่ำที่ความบันเทิงครอบคลุมเมืองพัทยา ห่างออกไปอีกขอบท้องทะเล แสงไฟจากเรือหาปลายังคงริบหรี่ เหมือนหิ่งห้อยเล่นน้ำท่ามกลางแสงจันทร์ที่ใกล้จะเต็มดวง

ความแตกต่างของท้องทะเลกว้างกับผืนแผ่นดิน แม้จะฟ้าเดียวกัน แต่สองชีวิตยังอยู่ในภาวะที่ต่างกัน คนบนเรืออาจกำลังดื่มด่ำกับแสงจันทร์ท่ามกลางความอ้างว้างของท้องทะเล ในขณะที่อีกหลายชีวิตบนผืนดินกำลังดื่มกินท่ามกลางแสงสีนีออน การแสวงหาความสุขทุกคนต่างมี “วิธี” ของตัวเองเสมอ

อีกไม่กี่ชั่วโมงฟ้าก็จะสว่าง ไม่แปลกนักที่จะมีนักท่องเที่ยวกันจนสว่างคาตา และก็ไม่แปลกอีกเช่นกัน หากจะเห็นฝรั่งตัวโตควงแขนสาวไทยตัวดำเป็นเหนี่ยงหายเข้าไปในโรงแรมม่านรูดที่กลาดเกลื่อน

หลายชั่วโมงที่นั่งจมอยู่ในร้านจนในที่สุดก็พาตัวเองเดินออกมายังตลาดสดที่พ่อค้าแม่ขายกำลังตั้งแผงขายของกันครึกโครม บรรยากาศตลาดสดตอนเช้าเป็นสิ่งที่ข้าพเจ้าเกลียดพอๆ กับความวุ่นวายยามราตรี หากไม่เพราะเงิน บางทีข้าพเจ้าอาจไปนอนดื่มกินแสงจันทร์กับชาวประมงกลางท้องทะเลโน่นแล้วก็ได้

ข้าพเจ้าเดินไปซื้อปาท่องโก๋และน้ำเต้าหู้มาสองถุงเพื่อเป็นอาหารเช้าก่อนที่จะนอนพักผ่อนเอาแรงเพื่อที่จะตื่นขึ้นมาทำงานในตอนดึก ในเวลากลางวันที่ใครๆ ต่างตื่นเพื่อต่อสู้ชีวิตเป็นเวลาที่ข้าพเจ้านอนหลับพักผ่อนจนแทบไม่รู้ว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในแต่ละวันมีอะไรบ้าง ตรงข้าม ในเวลากลางคืนที่คนส่วนใหญ่พักผ่อนนอนหลับกลับเป็นเวลาที่ตาสว่างที่สุดสำหรับข้าพเจ้า

ชอปเปอร์สีดำที่แลกมาด้วยหยาดเหงื่อพาข้าพเจ้าเลียบริมทะเลไปช้าๆ ก่อนหักเลี้ยวสู่ถนนสายหลักและถนนหลวงในเวลาต่อมา ท้องฟ้ายังไม่สว่างนัก ข้าพเจ้าขับรถช้าๆ ไม่รีบร้อน ดอกไม้สีเหลืองบริเวณร่องตรงกลางของถนนส่งกลิ่นหอมรวยริน แสงไฟจากรถสาดส่องไปยังสิ่งหนึ่งที่ทำให้ข้าพเจ้าต้องชะลอรถและจอดดูในที่สุด

ร่างบางนอนคุดคู้อยู่ใต้ต้นขี้เหล็กเทศดอกเหลือง เข่างอเกือบชิดคาง สองมือซุกหนีบอยู่ระหว่างเข่าสองข้าง ผมเผ้ายุ่งเหยิง เสื้อผ้าเก่าขาดคร่ำคร่าโสโครกอย่างที่สุด

ด้วยความอยากรู้อยากเห็นมากกว่าความรู้สึกอื่นใดข้าพเจ้าจึงจอดรถลงมาดู ลมหายใจยังสม่ำเสมอ แม้จะเบาแต่ก็ยังทำให้ใจชื้นขึ้นมาได้บ้าง ร่างนั้นยังมีชีวิตอยู่

อาจจะด้วยสำนึกของความเป็นมนุษย์ที่มีอยู่ในตัวของข้าพเจ้าก็ได้ ทำให้ข้าพเจ้ารู้สึกรันทดใจอย่างที่สุดกับภาพตรงหน้า เสื้อผ้าที่สวมใส่อยู่นั้นข้าพเจ้าเดาว่าครั้งหนึ่งมันคงเคยเป็นเสื้อผ้าชุดที่สวยงามพอดู แม้จะเป็นชุดแสคแขนกุดปักเลื่อมที่เก่าคร่ำคร่า เลื่อมปักที่เคยส่องประกายวับงาม ตาดูหม่นหมองเหมือนเจ้าของชุดไม่มีผิด เลื่อมลายหลุดหายไปเป็นหย่อมๆ

เจ้าของร่างลืมตาขึ้นช้าๆ เมื่อเห็นว่ามีคนมานั่งอยู่ตรงหน้าเธอก็ลุผงะถอยหนีอย่างตกใจ ก่อนมองจ้องสบตาข้าพเจ้าอย่างสงสัย ข้าพเจ้ายื่นถุงน้ำเต้าหู้ให้ เธอหยิบไปและกัดก้นถุงดื่มกินอย่างหิวกระหาย น้ำเต้าหู้ไหลหยดตามมุมปากเปรอะเปื้อนเนื้อตัวที่มอมแมม

“ทำไมมานอนอยู่ตรงนี้” ข้าพเจ้าถามขึ้นเรียบๆ

“แปลกใจทำไม” เสียงแหบแห้งตอบขึ้นอย่างไม่ยี่หระ

“ก็นี่มันร่องถนน สองฟากรถวิ่งไปมาอยู่ตลอดเวลา ไม่ใช่ที่นอนของคน”

“คนหรือ ฉันยังมีความเป็นคนอยู่อีกหรือ” ว่าเพียงนั้นแล้วลุกขึ้นตั้งใจจะผละหนีไปจากตรงนั้น เศษใบไม้ หญ้าแห้งติดตามเสื้อผ้าและเนื้อตัว ฟ้าเริ่มสาง ข้าพเจ้ามองเห็นร่างผอมโกรกนั้นอย่างถนัดตา ตุ่มเม็ดเล็กๆ ขึ้นเต็มตามเนื้อตัว ดูเหมือนมันจะทำให้เธอคันเอาการ

“ไปไหนล่ะ” ข้าพเจ้าถาม

“ไปตายเอาดาบหน้า” เธอยิ้มเยาะแล้วเดินห่างไป ข้าพเจ้ากลับมาที่รถตั้งใจจะกลับที่พัก ยังไม่ทันจะได้สตาร์ทรถด้วยซ้ำไป เสียงเบรกรถ เสียงแตรก็ดังสั่นขึ้นใกล้ๆ พร้อมกับเสียงอะไรสักอย่างตกลงบนพื้นถนน ร่างผอมแห้งเมื่อครู่นอนจมกองเลือด ปิ๊กอัพสีแดงเข้มบึ่งรถหายไปตามวิสัยของตีนผีทั่วไปคือชนแล้วหนี ข้าพเจ้ารีบเข้าไปพยุงร่างบางนั้น ลมหายใจรวยรินเต็มที แม้ข้าพเจ้าจะไม่ใช่มนุษย์ใจบุญสุนทานนักแต่ก็ทนไม่ได้แน่ที่จะเห็นใครตายไปต่อหน้าต่อตา ข้าพเจ้าพาเธอไปส่งยังโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุด

หลายชั่วโมงผ่านไปที่ข้าพเจ้านั่งรอผลการรักษาของหมอ ไม่มีความรู้สึกตื่นเต้นตกใจกับเหตุการณ์ระทึกขวัญเมื่อครู่แม้เพียงสัดนิด อาจเพราะข้าพเจ้าไม่เคยมีความรู้สึกห่วงใยหรือเห็นใจใคร จึงไม่รู้สึกรู้สากับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับคนอื่น แพทย์หนุ่มที่คาดว่าคงเป็นเจ้าของไข้เดินตรงมาที่ข้าพเจ้า

“คุณเป็นญาติคนไข้หรือครับ” เขาถามอย่างสุภาพสมกับเป็นหมอ

“เปล่าฮะ ผมแค่ผู้เห็นเหตุการณ์และพามาส่ง”

“ผมขออนุญาตขอชื่อและที่อยู่ของคุณไว้ด้วยนะครับ”

“เกี่ยวกับกฎหมาย”

“ครับผม ในฐานะพยานผู้เห็นเหตุการณ์และพลเมืองดี”

ข้าพเจ้าไม่ได้รอฟังผลว่าเธอปลอดภัยดีหรือไม่ เพราะข้าพเจ้าถือว่าหมดหน้าที่แล้ว และได้เวลาที่ข้าพเจ้าควรได้พักผ่อนเสียที หลังจากทีเสียเวลากับเรื่องของคนอื่นมาพอสมควรแล้ว ข้าพเจ้ากลับที่พักและนอนหลับสนิทเป็นตาย ไม่นานนักข้าพเจ้าก็ลืมเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้น เพราะไม่ใช่เรื่องที่ข้าพเจ้าต้องใส่ใจ จนในวันหนึ่งที่ข้าพเจ้ากำลังกลับที่พักหลังจากที่เลิกงาน ริมถนนที่เคยพบหญิงสาวคนนั้น ใครคนหนึ่งกำลังยืนโบกรถข้าพเจ้าอยู่ เมื่อจอดรถจึงได้รู้ว่าเธอเป็นคนเดียวกับคนที่ข้าพเจ้าเคยช่วยชีวิตไว้เมื่อไม่นาน

“ยังอยู่เหรอ” ข้าพเจ้าก็ถามไปอย่างนั้นเอง

“ฮื่อ ขอไปด้วยคนสิ” ว่าแล้วก็นั่งซ้อนท้ายชอปเปอร์ข้าพเจ้า ไม่พูดจาจนถึงที่พัก เธอเดินตามไปนั่งที่โซฟา มองรอบๆ ห้องที่รกรุงรังไปด้วยข้าวของเครื่องใช้ที่ระเกะระกะทั่วไป กีตาร์สองตัววางพิงผนังห้อง กองกระดาษโน้ตดนตรีเกลื่อนพื้น ข้าพเจ้าไม่ได้ใส่เธอนัก หลังจากอาบน้ำเปลี่ยนเครื่องแต่งตัวแล้วจึงไปชงกาแฟมาสองแก้ว ยื่นให้เธอแก้วหนึ่ง

“ดูดีขึ้นนี่” ข้าพเจ้าทักทายเพื่อเป็นการเริ่มต้นสนทนา เธอก้มมองดูตัวเองแล้วยิ้ม

“ชุดนี้หมอให้”

“อ้อ” ข้าพเจ้าผงกศีรษะเข้าใจ เธอคงอยู่ในความดูแลของแพทย์หนุ่มคนนั้น

“ได้ตัวคนชนไหม” เธอส่ายหน้าเหมือนไม่ใส่ใจกับเรื่องราวที่เกี่ยวข้องด้วยกฎหมายทั้งมวล

“ตอนนี้กำลังพักฟื้น ให้ทรง ไม่ให้ทรุด” เธอยื่นแขนที่เต็มไปด้วยริ้วรอยของตุ่มน้ำเหลืองและแผลที่ตกสะเก็ดบ้างแล้วให้ดู ข้าพเจ้ายังไม่แน่ใจในความเชื่อของตัวเองนัก ถ้าหากว่าเธอไม่ยืนยันถึงสาเหตุของโรค

“เป็นเอดส์” ข้าพเจ้าแทบสำลักกาแฟเมื่อได้ยินคำพูดนั้น

“เดี๋ยวก็ตาย” เธอยังพูดต่อ ข้าพเจ้าไม่เคยคิดว่าจะได้พบเจอกับเหตุการณ์หรือคำพูดในลักษณะนี้ แม้วิถีชีวิตจะคลุกคลีอยู่กับคนที่มีอาชีพเสี่ยงต่อการเป็นโรคนี้ก็ตาม แต่ไม่เคยเลยสักหนที่จะได้เห็นได้รับรู้หรือข้องเกี่ยวผูกพัน

“ฉันเคยอยู่บาร์แถวสายสอง” เธอบอกถึงสถานที่ที่เธอเคยทำงานอยู่ และบอกเล่าถึงการมีอาชีพ “มีตัวเองไว้เพื่อเช่า” และเรื่องราวของชีวิตที่ผ่านพ้น เธอเข้มแข็งมากในความคิดของข้าพเจ้า คนที่รู้ตัวว่าจะมีชีวิตอยู่ได้อีกไม่นาน แต่ไม่แสดงความรู้สึกใดให้ใครได้เห็นถึงความอ่อนแอไม่ใช่เรื่องง่ายเท่าใดนัก

“เกิดหนเดียว ตายหนเดียว” คำพูดปนรอยยิ้มแห้งๆ ทำให้ข้าพเจ้าถึงกับกลืนกาแฟไม่ลงอีกต่อไป เธอปลงได้ในขณะที่ข้าพเจ้ารู้สึกเศร้าใจอย่างบอกไม่ถูก

“มาขอบคุณ มาเยี่ยม มาลา” เธอคงสรุปถึงจุดหมายที่เธอมา

“ตอนนี้อยู่ไหน” ข้าพเจ้าถามขึ้นบ้าง…อย่างห่วงใย

“กับหมอ เป็นคนไข้ในโครงการอุปถัมภ์ของโรงพยาบาล”

“ยังโชคดี” ข้าพเจ้าพึมพำนึกถึงวันแรกที่เจอเธอ

“ที่อาจจะไม่ต้องตายอย่างหมาข้างถนน” เธอต่อประโยคคำพูดของข้าพเจ้า

หญิงบริการคนหนึ่งที่ไร้ญาติขาดมิตรแถมยังติดเชื้อ HIV ไม่มีใครแม้สักคนจะสนใจไถ่ถาม พูดคุยทักทาย โลกที่ถูกตัดขาดและถูกกีดกันจากสังคม ถูกแบ่งแยกให้เป็นบุคคลประเภทที่สอง ไม่ต่างอะไรจากหมาข้างถนนตัวหนึ่ง

ข้าพเจ้าแม้จะไม่ใช่คนดีเด่อะไรนัก และเป็นเพียงส่วนเล็กๆ ของสังคม หากแต่สำนึกของความเป็นคนทำให้ข้าพเจ้าเห็นใจและสงสารในชะตากรรมของเธออย่างยิ่ง

“จะไปส่ง” ข้าพเจ้าพาเธอแวะกินข้าวที่ร้านแผงลอย คนเสิร์ฟมองเห็นเธอถึงกับร้องยี้และไม่ยอมให้เธอนั่งเก้าอี้ตัวใด เธอดึงแขนข้าพเจ้าออกจากบริเวณนั้นเสียก่อนที่จะมีเรื่องราวมากไปกว่านี้

“ฉันไม่เคยรู้สึกว่าตัวเองยังเป็นคนอยู่” ข้าพเจ้าจึงพาเธอไปนั่งพูดคุยที่ริมชายหาดแทน เธอถูกน้ำทะเลไม่ได้ จึงเพียงนั่งอยู่ไกลๆ และมองไปยังท้องทะเลกว้าง

“ฉันเคยคิดเดินลงทะเลหายไปเลยเมื่อครั้งแรกที่รู้ว่าตัวเองจะต้องตาย แต่นั่นมันเป็นแค่ความคิด ไม่รู้สิ บางทีกรรมของฉันมันคงมีมากกว่าที่จะต้องมาตายง่ายๆ อย่างนั้น” คลื่นทะเลสาดซัดเข้าหาฝั่งสม่ำเสมอเป็นจังหวะไม่หยุดหย่อน ความเงียบงันปกคลุม

“ตอนเด็กๆ ฉันเคยเล่นน้ำทะเลกับพ่อแม่และน้อง มันสนุกมาก ฉันยังจำได้ดี มันเป็นความทรงจำที่งดงามที่สุด และเป็นเพียงความทรงจำที่ดีสิ่งเดียวที่ฉันเหลือไว้สำหรับครอบครัว” ว่าจบก็ลุกขึ้นปัดทรายออกจากเนื้อตัว

“กลับเถอะ หมอจะห่วง” แล้วข้าพเจ้าก็ไปส่งเธอ ข้าพเจ้าได้รู้จักกับผู้อุปถัมภ์ของเธอ โรคเอดส์ขั้นต้น หมอบอกอย่างนั้น และเมื่อได้สนทนากับหมอทำให้ข้าพเจ้ายิ่งเห็นใจและสงสารเธอหนักขึ้น ทั้งๆ ที่ข้าพเจ้าไม่เคยสงสารเห็นใจใคร

“การต่อสู้กับโรคร้าย กำลังใจคือสิ่งที่สำคัญที่สุด” หมอบอกอย่างนั้น

“เธอเข้มแข็ง” ข้าพเจ้าพูดตามที่เห็น

หลังจากนั้นต่อมาอาการของโรคเริ่มแสดงทีละน้อย ทีละน้อย มันกัดกินเนื้อตัว ทำลายสุขภาพให้ทรุดโทรมลง จนถึงขั้นล้มหมอนนอนเสื่อ ข้าพเจ้ายังไปเยี่ยมเยียนเธออยู่เสมอๆ เป็นครั้งแรกในชีวิตที่ข้าพเจ้ามีความรู้สึกห่วงใยคนอื่น มันไม่ใช่ความรัก ไม่ใช่ความผูกพัน หากแต่มันคือสามัญสำนึกของความเป็นมนุษย์ในส่วนลึกที่เพิ่งจะแสดงออกเป็นรูปธรรม

ครั้งสุดท้ายที่ข้าพเจ้าไปเยี่ยมเธอ เธอพูดกับข้าพเจ้าไม่ได้เสียแล้ว ความรู้สึกรันทดในใจเกิดขึ้นเงียบๆ และหลังจากนั้นไม่นานนัก เตียงของเธอก็ว่างเปล่า รอผู้ป่วยคนต่อไปมานอนรอความตาย…หมอบอกว่ามูลนิธิได้จัดการงานศพของเธอเรียบร้อยแล้วพร้อมกับศพไร้ญาติอื่นๆ

ไม่มีอะไรเหลือไว้นอกจากความทรงจำที่ข้าพเจ้าไม่อาจลืมได้เลยตลอดชีวิต ความทรงจำที่มีต่อผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งเป็นเพียงเศษธุลีของสังคม…

…..
ตีพิมพ์ในนิตยสารสกุลไทย ฉบับ ฉ.๒๔๖๙