‘งมโข่ง หา ความไม่รู้’

ธันวาคม 31, 2006

nainamlogo2.jpg ยาระบายอ่อน ๆ : นายแนม

nainam2.jpg
ข้าพเจ้านั่งขำแบบขื่นๆ หูตาตื่นปลายสมองแล่น เมื่อดูโฆษณายา(ว่า)แสนวิเศษตัวหนึ่ง

ภายในจอปรากฎภาพเด็กอนุบาลเพศชาย ทำหน้าตาสงสัยพร้อมหัวที่ใหญ่โตขึ้นเรื่อยๆ
ขณะที่พ่อและแม่กำลังปรึกษาหารือบอกกล่าวอย่างยัดเยียดถึงวิชาการสารพัดศาสตร์ที่
เด็กคนนี้จะต้องเข้าศึกษาเล่าเรียน ทิ้งท้ายสรรพคุณตัวยาว่าไว้ ภาระการเรียนรู้หนักอึ้ง
ทั้งหมดทั้งมวลจะหายไป เพียงหนูน้อยตาใสได้ดื่มกินน้ำยาในขวดนั้นทุกวัน แค่นั้น..

แน่ล่ะใครๆก็อยากให้ลูกตนเองมีสมองฉลาดปราดเปรื่อง เชื่องฟูถึงขั้นอัจฉริยะได้ยิ่งดี!

อาจเพราะโลกใบนี้หมุนเร็วรี่ จึงทำให้สัตว์สังคมเดินช้าไม่ได้ รู้น้อยไม่ได้ ยิ่งรอบรู้มาก
เท่าไหร่นั่นยิ่งถือเป็นความได้เปรียบในการแข่งขัน ที่กระแสรวยฉับพลัน! บัญญัติให้มัน
เป็นเช่นนั้น พิมพ์เดียวกันทั่วทั้งโลก ..

หากเจาะลงไปใต้กะโหลกของท่านผู้ปกครอง ชำแหละไขมันก้อนโตออกดูจะเห็นตัวเลข
รายได้ซึ่งถูกคำนวนไว้ให้ลูกสาวลูกชายล่วงหน้าแล้วกว่ายี่สิบปี ลอยเคว้งภายในนั้น
พร้อมบัตรรับประกันความมั่นคงของชีวิตอีกหนึ่งถึงสองใบ รูปร่างคล้ายบัตรแค่ติดลงชื่อ

‘เ จ้ า ขุ น มู ล น า ย’ ..ห้อยนามสกุลต่อท้าย.. ‘เ จ้ า ข อ ง กิ จ ก า ร’

-๐-

ปริมาณความรู้ที่มากมาย ทักษะวิชาต่างๆที่ถูกยัดใส่หัวเขา สำคัญแค่ไหนกับเด็กที่มีอายุ
น้อยเพียงนั้น การเรียนเพื่อให้รู้เป็นสิ่งที่สำคัญอย่างแน่นอน เพราะนอกจากจะใช้ความ
รอบรู้ทำมาหารับประทานเลี้ยงดูตัวเอง-ครอบครัวได้แล้ว ยังสามารถถ่ายทอดสิ่งที่มีใน
หัวออกไปให้ผู้ไม่รู้ได้รับรู้อีกด้วย เป็นวิทยาทานแก่สังคมที่พึงจะเติบโตขึ้นอย่างมั่นคง
ดำรงอยู่ควบคู่ความอุดมสมบูรณ์ไปด้วยปัญญา อย่างแท้จริง!

มิใช่ “ความรู้” ที่ถูกฉาบไว้ด้วยความเห็นแก่ตัว อาบเจืออาการดูถูกดูแคลนผู้อื่น เคลือบ
เป้าหมายของรายได้เรือนหมื่นเรือนแสนต่อเดือน เพื่อน-สังคมที่จะเลือกคบค้าหาความ
ต้องถั่งโถมเข้าตามตำราวิชางานในการสร้างฐานะอันมั่งคั่ง โคตรรวย อยู่ร่ำไป…

ความไม่รู้ คือ ความโง่ หรือเปล่า? ข้าพเจ้าขอตอบตามความเข้าใจว่า คนละเรื่อง
คนโง่ กับ คนไม่รู้ เป็นคนจำพวกเดียวกันใช่ไหม? ตอบได้ทันทีทันใดว่า คนละกลุ่ม

ความไม่รู้ ทำให้คนอ่อนน้อมถ่อมตัว ยอมก้มหัวให้ผู้อื่น ซึ่งสิ่งที่จะได้กลับคืนก็คือ
ความอันพึงรู้ ที่สมควรจะได้รับนั่นเอง

คนไม่รู้ ในวันนี้มิได้หมายความว่าจะไม่มีหนทางที่จะเป็น คนรู้ เฉกเช่นคนอื่นมิได้ในวันหน้า
ผิดกับความโง่ ที่ คนโง่มากมี สิ่งเหล่านี้น่าจะเกิดจากรอยหยักในเนื้อไขสมองเบาบาง
หรือไม่ก็มิใคร่จะขยันหาสิ่งพึงจะช่วยเพิ่มพูนรอยหยักใหม่ๆ ให้มีใช้มากขึ้นกว่าเดิม

ฤา มิแน่ว่า ‘คนโง่’ อาจเพียงแสร้งแสดง ความโง่ ออกมา เพื่อลองท่าดูทางของ ‘คนรู้’
ก็เป็นได้ ว่าแท้จริงแล้วมีความรู้มากมายเพียงไรกันแน่ หรือก็แค่ “คนเหมือนรู้” เท่านั้น..

-๐-

คำถามมากมายเกิดขึ้นภายในใจข้าพเจ้า หลังโฆษณาชุดนั้นผ่านตาเล่าไปหลายรอบ
ขอบเขตความรู้ ต้องแค่ไหนกัน ที่เราต้องเพียรขยันหามันมาใส่ไว้ในคลังขมองก้อนนี้
ความรู้ที่เรามี มีไว้เพื่ออะไร? เพื่อเพิ่มรายได้ หรือเพื่อหัวโขนที่ใหญ่ขึ้นตามวัยในสังคม

.

.

.

คำถามเกิดขึ้นด้วยความไม่รู้จำนวนหนึ่ง ที่ข้าพเจ้ายังใคร่คิดคำนึงหาอยู่ .. มิ ค ล า ย?

นายแนม

 

kaawss.jpg


กิน(มิ)ง่าย ถ่ายคล่อง

ธันวาคม 15, 2006

ยาระบายอ่อน ๆ : นายแนม 

nainam.jpg 

ลีลาชีวิตราวปลายปีสี่ศูนย์ เวลานั้น…

ข้าพเจ้าเคาะจังหวะหายใจให้ตัวเองเข้าข่ายค่อนข้างหมกมุ่น จุ้นอยู่กับการทดลอง!

เปล่านะ… ข้าพเจ้าไม่ใช่นักวิทยาศาสตร์ที่ต้องทำการวิจัยไส้เดือน-กิ้งกือ รึเพียรพร่ำหารือกับบรรดาโปรเฟสเซอร์ทั้งหลายแหล่เพื่อหาทางแก้ไขปัญหาวิกฤตการณ์โลกร้อนอะไรเทือกนั้นหรอก…

การทดลองที่ว่า… เป็นเพียงการไหลบ่าไปตามกระแสธารา ‘ชีวจิต’ ที่กำลังเชี่ยวกรากจนยากที่ใครในยุคสมัยนั้นจะทานทนอดกลั้น มิให้มันกล้ำกรายเข้าสู่วิถีชีวิตประจำวันได้ ก็แค่นั้น!

การทดลองของข้าพเจ้าเป็นไปอย่างง่ายกว่าง่าย ตามแบบสมัยนิยมผสมธรรมชาติบำบัด ภายใต้แนวความคิดที่อาจจะช่วยประหยัดเงินตรา และ เวลา ของประเทศชาติไทยได้บ้างมิมากก็น้อย….

การป้องกัน” ดีกว่า “การรักษา”

ข้าพเจ้าเริ่มต้นผสมสูตรต๋วนด้วยการไม่กินเนื้อหมูเป็นอย่างแรก (เนื้อวัวไม่กินมานานหลายปีแล้วก่อนหน้า) จากนั้นจึงค่อยๆ เลิก-ลด การกินเนื้อไก่ เนื้อเป็ด ลงที่ละอย่าง แต่ยังคงเอร็ดอร่อยกับเนื้อปลา เนื้อกุ้ง บ้างเป็นnainamlogo1.jpgครั้งคราว บะหมี่สิ้นคิดถูกแกะใส่ชามตามด้วยน้ำร้อนคืออาหารหลัก แม้รสชาติจากเครื่องปรุงจะยังปล่อยกลิ่นสารพัดสัตว์ สารพัดผัด-ต้ม-ยำ ลอยคลุ้งอยู่ในชามก็ตามที ซึ่งตามหลักการที่ถูกต้องแห่งวิถีชีวิต + จิต นี้แล้ว อาหารรสจัดหนักเผ็ด เปรี้ยว หวาน มัน เค็ม ท่านว่าให้ละเว้นอย่างเด็ดขาด แต่ข้าพเจ้ายังเล่นมันซะทุกรสชาติ ด้วยว่าอดรนทนใจอยากไว้ไม่ไหว…

นอกจากงานทดลองเรื่องกินอาหารแบบชีวดัดจริตแล้ว ข้าพเจ้ายังวางตนเป็นคนปลอดสารพิษประเภทมึนเมาที่คอต่างๆพึงเสพเข้ากระแสเลือดอีกด้วย จำได้ว่าเพื่อนเอ่ยปากชวนให้ไปช่วยรับประทานแดกสุราโดยหน้าที่แถว สี่แยกคอกวัว สักหน่อยเถอะ ข้าพเจ้าดันทะลึ่งเผลอหัวเราะเยาะพวกมันเข้าอย่างจัง! พวกมันจ้องหน้าข้าพเจ้า แล้วถามคำถามง่ายๆ เบาๆ แต่ข้าพเจ้ากลับตอบยากฉิบ…… “มึงหัวเราะทำไมวะ มึงนี่บ้ารึเปล่า ไอ้…….?”

ยัง! ยังไม่พออยู่แค่นั้น ข้าพเจ้าดันไปอ่านเจอข่าวที่มีใครคนหนึ่งสร้างความสมดุลให้ร่างกายของเขา ด้วยการดื่มน้ำปัสสาวะของตัวเองเข้าให้อีก เขามีหลักคิดง่ายๆ เพียงเมื่อดื่มน้ำปัสสาวะเข้าไปร่างกายจะสร้างภูมิคุ้มกันโรคขึ้นมาสำรองป้องกันไว้ ด้วยคิดว่ากำลังมีศัตรูบุกรุกเข้ามาในบ้าน คล้ายการฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าให้ลูกเล็กเด็กแดงทั้งหลาย หลักคิดที่ใช้ก็คือ หลักการเดียวกันนั่นแล…

และรสชาติของน้ำปัสสาวะที่ดื่มยังสามารถบ่งบอกได้อีกด้วยว่า เจ้าของมีอุปนิสัยในการบริโภคอย่างไรบ้าง เช่น รสเค็ม ขม หรือ หวาน ที่เกิดจากการกินอาหารและดื่มเครื่องดื่มหลากสีสันเข้าไป ซึ่งจะเหมือนสัญญาณเตือนให้นักดื่มรู้ตัวได้ทันทีว่า ร่างกายในขณะนี้นั้น มีความเสี่ยงที่จะเป็นเบาหวาน หรือโรคไต ได้รึเปล่า…

ข้าพเจ้าปล่อยมันไหลใส่ในแก้ว แล้วกรอกลงปากด้วยความอยากรู้อยากลอง ดีดขี้เลื่อยในขมองคิด โอ้! หวุดหวิดจะสองเดือนได้

ห้วงช่วงชีวิตปลายพ.ศ.นี้…

ข้าพเจ้านึกถึงคืนวันที่ผันผ่านตา พลันยิ้มหัวเราะร่าสมน้ำหน้าตัวเองนัก

วันคืนนั้นข้าพเจ้าคงมิต่างอันใดกับคนใกล้บ้า…คนหนึ่ง
ชีวจิต สร่างซาไปตามเพลาของหน้าต่างพ.ศ. ที่ห่อเหี่ยวหดสั้นทันกันยิ่งขึ้น
วิถีแห่งธรรมชาติ อาหารบำบัด เครื่องดื่มขจัดปัดไล่โรคภัยร้ายรุนแรงนานัปการ ได้ส่งผลกระทบต่อสังคมไทยให้เป็นที่ขับขานจดจำ จนนำมาซึ่งโอกาสให้คนฉลาดหลายคนได้ฉกฉวยสุขภาพดี มีอายุยืน ซื้อแล้วไม่รับคืน เพราะทุกอย่างทำไว้ขาย เท่านั้น!

มันคงคล้ายการร่ำรวยของกลุ่มคนบางจำพวก ที่กะซวกเงินบาท-ปาดคอกองคลังท่ามกลางการล่ม
สลายทั้งชีวิตและจิตใจ ของพี่น้องชาวไทยปลายปีพุทธศักราชมากมายหนี้สินศกเดียวกันนั้น กระมังครับ?

ฤา นี่คือวัฒนธรรมของประเทศชาติเรา ที่ชอบแห่ตามเงาของ ‘เขา’ ไปได้เรื่อยๆ ไม่ต้องเมื่อยตุ่มขบคิด…

ย่างก้าว..ที่เราเดินไปด้วยกัน  picture : http://allposters.com/


ยาระบายอ่อน ๆ

พฤศจิกายน 27, 2006

goodman.jpg

‘นายแนม’