สบายปากลำบาก ตู_

ธันวาคม 15, 2007

[พูดพร่ำทำเพลง] โดย ‘พล


สบายปากลำบาก ตู_

– ๑ –

เดือนที่แล้วผมมีโอกาสได้ไปร่วมในมหกรรมดนตรีอันยิ่งใหญ่มหกรรมหนึ่งของประเทศไทย งานที่ว่านั้นก็คือ แฟต เฟตติวัล ครั้งนี้เป็นครั้งที่ สามติดต่อกันที่ผมได้ไปเป็นส่วนร่วม

งานแฟต ปีนี้ ผมได้มาเจอรุ่นน้องสองคนในงานโดยบังเอิญ พอดีแผนการที่เราวางไว้ตรงกันคือ ยืนยาวในเวที A1 เพราะคำนวณแล้วว่า มีศิลปินที่เราชื่นชอบรวมตัวกันอยู่ในเวทีนี้มากที่สุด กำหนดการณ์เริ่มเข้าเวทีของเราสามคนคือ ๑๓:๓๐ น.

– ๒ –

เราสามคนได้พื้นที่หน้าสุดติดขอบเวที ซึ่งในตอนนั้นเราคิดว่ามันคือทำเลทอง แม้จะไม่ทัน ชิกเก้น วิงค์ ศิลปินวงแรก แต่ Senorita ที่ขึ้นเล่นเป็นวงที่ ๒ ก็ไม่ทำให้ผมผิดหวัง แถมทำเลที่ผมยืนก็เห็นหน้าน้องเนยชัดขนาดเห็นหัวสิว เวลานั้นผมจึงตกลงกับรุ่นน้องทั้งสองคนว่า เราจะปักหลักกันที่นี้ จนถึง สี่ทุ่ม ซึ่งก็คือเวลาที่ ไทเทเนียม วงดนตรีวงสุดท้ายเล่นจบ และที่ประชุมก็มีมติเห็นด้วย และแล้ววงดนตรี มากมายหลายหลาก ก็ทยอยกันขึ้นโชว์ลีลาความสนุก มันส์ เร้าใจ และ สุนทรีย์ อย่างไม่ขาดสายไม่ว่าจะเป็น กลุ่มโมโนโทน โต๋-เบน Sqweez Animal Friday  Scrubb แม้กระทั่งศิลปินสุดโปรดของผมอย่าง กรู๊ฟ ไรเดอร์ ก็ไม่พลาดสำหรับเวทีทีนี้

ในระหว่างที่ผมกำลังเต้นแร้งเต้นกาอยู่นั้น ผมก็สังเกตเห็นว่า ผู้คนมากหน้าหลายตา ทยอยเบียดเสียดเข้ามาที่ทำเลทองของผมมากขึ้นเรื่อยๆ จากสถานการณ์ทำให้คาดเดาได้ว่า พื้นที่ตรงนี้คงเป็นทำเลทองของใครอีกหลายๆคนด้วย ทีแรกก็ไม่คิดอะไรเพราะพวกเรารักดนตรีเหมือนกัน แบ่งบันกันได้ แต่พอเวลาผ่านไปๆ พื้นที่เริ่มคับแคบ อากาศเริ่มเบาบาง และ กอรปกับสังขาร ของเราทั้งสาม เริ่มโรยรา เราทั้งสามประชุมกันอีกครั้ง ว่า จะออกจากงาน หรือ ดูต่อ แต่ก็นะ เรายืนกันมาหกเจ็ดชั่วโมงแล้ว อีกสองสามชั่วโมงคอนเสิร์ตก็จะเลิก การออกจากงานไปก่อน งานเลิก ก็คงคล้ายๆกับ การเข้าไปนั่งในร้านโออิชิ แล้วหมดเวลาก่อนที่เราจะกินอาหารในร้านครบ เราจึงไม่ยอมให้มันเป็นแบบนั้น

เราทั้งสามตัดสินใจกันฟันยืนเต้นแร้งเต้นกากันต่อ ด้วยสภาพร่างกาย ที่ย่ำแย่ ทั้งปวดหัว ปวดท้อง(ในท้องมีแต่กรด) หิวน้ำ (ในงานห้ามนำน้ำดื่มเข้าไป คาดว่าน่าจะให้มาซื้อหาในงานแต่ขอโทษเถอะ ผมหาเท่าไรก็หาร้านขายน้ำไม่เจอ) คอนเสิร์ต เริ่มไม่สนุก

บทสรุปของเราทั้งสามลงเอยที่ เราต้องออกจากคอนเสิร์ตกลางคัน ในขณะที่เหลือวงดนตรีอีก เพียงสามวงเท่านั้น ด้วยเหตุผลเพราะ รุ่นน้องหนึ่งในสองคนของผมเป็นลม แบบชนิดไปบอกไม่กล่าว หันมายิ้มให้แล้วก็ล้มลงไปเลย

– ๓ –

การทำอะไรเอาปริมาณเอาความคุ้มเข้าว่า มันจะมีประโยชน์กับเราจริงๆหรือ ทั้งการเข้าร้านหมูกระทะแล้วตะบี้ตะบันกินให้คุ้ม จนต้องมานั่งปวดท้องกันภายหลัง การทำงานหลายๆอย่างในเวลาเดียวกันเพื่อให้มีรายได้หลายๆทางและคิดว่าเราคุมมันได้ จนเสียสุขภาพและนำเงินที่หามาได้ไปใช้ในการรักษาตัว การอ่านหนังสือเยอะเข้าไว้ เพื่อที่จะได้สอบได้คะแนนดีๆแต่สุดท้าย กลับจำอะไรไม่ได้

เย็นวันหนึ่งหลังจากงานแฟตไม่นาน เพื่อนพบโทรมาชวนไปมหกรรมคอนเสิร์ตอีกมหกรรม ผมตอบปฏิเสธไปทั้งๆที่ งานนั้น มีศิลปินที่ผมชื่นชอบจัดได้ว่าเพียบ

ผมเพิ่งซื้อ บันทึกการแสดงสด ปาล์มมี่ แอนด์ ทีโบน มา

วันนี้ผมอยากจะนอนดูคอนเสิร์ตอยู่บ้านสบายๆ

‘พล
wanwilai_pol@hotmail.com


kaawss.jpg[อ่าน พูดพร่ำทำเพลง ในฉบับอื่น] : [สารบัญ ฉบับส่งท้าย]


เพลงของพ่อ

ธันวาคม 1, 2007

[พูดพร่ำทำเพลง] โดย ‘พล


เพลงของพ่อ

– ๑ –

ย้อนไปเมื่อไม่กี่ปีมานี้ ในสมัยที่ผมยังเด็ก ๆ ผมอยากเล่นกีตาร์มาก ๆ ด้วยเหตุผลหลาย ๆ อย่าง การโชว์สาวก็เป็นหนึ่งในเหตุผลนั้น แต่ถ้าจะพูดให้ดูดีหน่อยก็คือ เมื่อก่อนผมชอบร้องเพลง และเมื่อจับกลุ่มตั้งวงกับเพื่อน ๆ ตามประสาวันรุ่นวุ่นรัก ผมก็เกิดปัญหาว่า เวลาร้องเพลงอยู่ดี ๆ เมื่อถึงท่อนโซโล่ ที่ไม่ต้องร้องก็ทำตัวไม่ถูก ไม่รู้ว่าจะทำตัวอย่างไรต่อหน้าคนดู จะเต้นก็ลืมเรื่องนั้นไปได้เลย ผมอ่อนด้อยเรื่องการออกสเต็ป มือไม่ก็ไม่รู้จะเอาไปวางไว้ไหน

สรุปทางออกที่คิดได้ตอนนั้นก็คือ ต้องหาเครื่องดนตรีมาเล่นไปด้วย ร้องไปด้วย จากนั้นก็มาคิดต่อว่าจะเป็นเครื่องดนตรีชนิดไหนดี เปียโน ก็คงไม่มีกำลังทรัพย์พอ ระนาดก็ดูไม่เหมาะ กลองชุดก็น่าจะตีไปด้วยร้องไปด้วยลำบาก บทสรุปก็คือ กีตาร์

– ๒ –

จากวันนั้นผมก็เฝ้าฝึกฝน โดยมีกีตาร์ของลูกพี่ลูกน้องเป็นอุปกรณ์ประกอบการฝึก หลังจากฝึกไปได้ประมาณหนึ่งเดือนแม้จะเริ่มเล่นเพลงง่าย ๆ ได้หลายเพลงแล้ว แต่ผมก็รู้สึกว่าตัวเองยังน่าจะเล่นได้ดีกว่านี้ ด้วยความเป็นวัยรุ่นใจร้อนจึงตัดสินใจไปสมัครเรียนกีตาร์กับทางสยามกลการ โดยที่ไม่รู้ข้อมูลอะไรทั้งสิ้น

การเรียนที่นั่นจะใช้ระบบการเรียนเป็นแบบเกรด โดยนับจากมากไปน้อย เช่นในหลักสูตรเริ่มต้น จะเริ่มจากเกรด ๑๐ เมื่อเรียนได้ตามหลักสูตรก็จะมีการสอบเพื่อขึ้นไปเกรด ๙ และเป็นอย่างนี้ไปเรื่อย ๆ จนสูงสุดที่เกรด ๑ ซึ่งเท่าที่ผมรู้ทั้งประเทศเราในตอนนั้นมีคนจบเกรด ๑ ประมาณหนึ่งคนถ้วน เกรด ๒ เกรด ๓ รวมกันไม่น่าจะเกินสิบคน ผมจำได้ว่าตอนนั้นคะนองมาก เห็นว่าตัวเองก็เล่นได้ระดับหนึ่งแล้วน่าจะข้ามไปเรียนเกรด ๙ ได้เลย โดยไม่ต้องเรียนเกรด ๑๐ แต่ทางโรงเรียนไม่ยอม

ในการเรียนวันแรก ผมก็ต้องตกใจเพราะสิ่งที่ผมกำลังจะได้ร่ำเรียนคือ กีตาร์คลาสสิค ขอขยายความเรื่องกีตาร์คลาสสิคก่อน กีตาร์คลาสสิคจะเหมือนกีตาร์โปร่งธรรมดาทุกอย่าง เพียงแต่ว่าช่วงคอของกีตาร์คลาสสิคจะใหญ่กว่า และสามสายล่างจะเป็นไนลอน แทนที่จะเป็นสายลวด อีกทั้งกีตาร์คลาสสิคยังใช้ในการเล่นเพลงบรรเลงซะเป็นส่วนใหญ่ เพราะเสียงของเขาจะคล้ายเสียงเปียโน

แน่นอน การเรียนไม่ใช่การสอนแบบเปิดหนังสือเพลงแล้วสอนเล่นแน่ ๆ การเรียนกีตาร์คลาสสิคจะเรียนเป็นโน้ตสากลทั้งหมด ถ้าเข้าใจง่าย ๆ ก็คือ กีตาร์โปร่งธรรมดา ถ้าคุณจะจับคอร์ด C คุณก็ต้องนึกว่า นิ้วไหนจับสายเส้นไหนช่องไหน แต่สำหรับกีตาร์คลาสสิค คุณจะต้องรู้ว่าคอร์ด C นั้นมีโน้ตอะไรบ้างแล้วจับคอร์ดตามนั้น ซึ่งทำผมโง่ไปเลย แถมเพลงที่เล่นส่วนใหญ่ก็จะเป็นเพลงสากลบรรเลงทั้งนั้น สากลในที่นี้ก็เป็นสากลจริง ๆ เพราะผมต้องฝึกทั้งเพลงอังกฤษ สเปน อิตาลี ญี่ปุ่น ฯลฯ ซึ่งผิดเป้าหมายที่ผมตั้งไว้ตั้งแต่แรกที่ผมต้องการเอาไปเล่นประกอบการร้องจนผมมีความคิดที่จะเลิกเรียน

ในวันที่ผมจะมาขอลาออก ผมขึ้นไปบนห้องเรียนเห็นอาจารย์กำลังใช้กีตาร์คลาสสิคตัวเดียวเล่นเพลงบรรเลงเพลงหนึ่งซึ่งผมคุ้นหูมาก ๆ ด้วยเพลงบวกกับฝีมือการเล่นของอาจารย์ทำให้เพลงที่ผมได้ยินนั้นเป็นเพลงที่เพราะมาก ๆ เพลงเพลงนั้นมีชื่อว่า ยามเย็น ซึ่งเป็นเพลงพระราชนิพนธ์ของในหลวงของเรานี่เอง หลังจากนั้นอาจารย์ก็เล่นเพลงพระราชนิพนธ์ของในหลวงให้ผมฟังอีกหลายเพลง ทั้ง ชะตาชีวิต แสงเทียน ใกล้รุ่ง ความรู้สึกของผมในตอนนั้นรู้สึกปลาบปลื้มใจอย่างบอกไม่ถูก ผมเพิ่งรู้ว่า สิ่งที่ผมเรียนอยู่นี้มันสามารถทำให้ผมเล่นเพลงของพ่อได้ในสักวัน

– ๓ –

จากวันนั้นจนถึงวันนี้ แม้ผมจะหยุดเรียนกีตาร์ไปนานแล้ว แต่เจ้ากีตาร์คลาสสิคตัวโปรดของผมก็มักจะมาอยู่ในอ้อมกอดของผมอยู่บ่อย การเล่นเพลงบรรเลงทำให้ผมเล่นเพลงร้องดีขึ้นโดยไม่รู้ตัว

ในสภาวะที่เครียดจากงานหรือสิ่งอื่น ๆ ที่มากระทบ การเปิดหนังสือเพลงเล่นกีตาร์แล้วแหกปากร้องเพลงออกมาดัง ๆ ก็แก้เครียดได้ไม่เบา โดยเฉพาะบทเพลงของพ่อ ที่ผมมักจะหยิบยกขึ้นมาเล่นบ่อย ๆ เพราะผมเชื่อว่าในหลวงของเราท่านได้พระราชทานบทเพลงของท่านให้แก่ประชาชนชาวไทยทุกคนแล้ว แถมยังฟังได้ฟังดีในทุกสภาวะอารมณ์และทุกสภาพเศรษฐกิจอีกด้วย

ขอพระองค์ทรงพระเจริญ ·

‘พล
wanwilai_pol@hotmail.com


kaawss.jpg[อ่าน พูดพร่ำทำเพลง ในฉบับอื่น] | [สารบัญ ก้าวฯที่ ๒๔]


บำบัดทุกข์บำรุงโศก

พฤศจิกายน 15, 2007

Read the rest of this entry »


โลก(ดนตรี)สวยด้วยมือเรา

พฤศจิกายน 1, 2007

[พูดพร่ำทำเพลง] โดย ‘พล


โลก(ดนตรี)สวยด้วยมือเรา

-๑-

กระแสเทปผีซีดีเถื่อนในปัจจุบันนี้รุนแรงจนกลายเป็นเรื่องปกติของสังคมไปแล้ว ศิลปินที่มีผลงานออกมาในช่วงนี้ต่างก็ล้วนทำใจกับพวกนักฉวยโอกาสพวกนี้ไว้แล้ว เพราะไม่ว่าจะนำผลงานที่มีคุณภาพมาต่อสู้เพียงใดก็ไม่มีทีท่าว่ากระบวนการฉวยโอกาสเหล่านั้นจะลดลง แต่ถ้าเรามองในมุมกลับกัน อาจไม่ใช่แค่ศิลปินเท่านั้นที่ต้องเสียความรู้สึกกับเรื่องพวกนี้

Read the rest of this entry »


เพลงรัก

ตุลาคม 15, 2007

[พูดพร่ำทำเพลง] โดย ‘พล


เพลงรัก
’พล : เรื่องและภาพ

-๑-

เพื่อนผมคนหนึ่งชอบบ่นให้ผมฟังว่า เบื่อวงการเพลงในบ้านเราแล้ว

ด้วยเหตุผลที่เขามักย้ำอย่างหนักแน่นว่า เพลงในบ้านเราล้วนมีแต่บทเพลงที่มุ่งเน้นไปแต่ในเส้นทางของความรัก เธอรักฉัน ฉันรักเธอ เธอนอกใจฉัน ฉันแอบรักเธอ วนและเวียนอยู่อย่างนี้จนเขารู้สึกว่ามันเป็นสิ่งที่น่าเบื่อ

Read the rest of this entry »


การเปลี่ยนแปลง

ตุลาคม 1, 2007

[พูดพร่ำทำเพลง] โดย ‘พล


การเปลี่ยนแปลง

-๑-

ราวสองปีที่แล้ว ผมรู้สึกเสียวที่ฟันกรามข้างขวา ในทุกๆครั้งที่ยัดอะไรก็ตามใส่ปาก การไปพบแพทย์คือทางออกที่ดีที่สุด หลังจากอ้าปากให้คุณหมอเอาอุปกรณ์รูปร่างต่างๆ แคะๆ คลึงๆ อยู่ในปากอยู่นานสองนาน ผลการตรวจก็ออกมาว่า สุขภาพฟันของผมปกติดี ส่วนอาการเสียวซาบซ่านั้น เกิดจากการใช้แปรงและการแปรงฟันที่ผิดวิธี การรักษาในวันนั้นคือ ผมถูกส่งไปเรียนแปรงฟันและการใช้แปรง ผมพูดจริงๆครับ ผมต้องไปเรียนแปรงฟัน ไอ้ที่แปรงๆมา (……..)* กว่าปีนั้น ผมแปรงผิดมาตลอด เมื่อถึงห้องเรียนก็พบว่าอาจารย์ที่สอนผมแปรงฟันนั้น น่าจะยังรุ่นราวคราวเดียวกันอยู่เลย ที่สำคัญเธอน่ารักไม่เบา อายก็อาย แต่บรรยากาศแถวนั้นก็โอเค ก่อนจะกลับอาจารย์ได้กำชับว่า “อย่าลืมเปลี่ยนแปรงทุกสามเดือนนะคะ” ในเวลานั้นสิ่งที่ผมอยากรู้นอกจากเบอร์โทรศัพท์ของเธอแล้วก็คือ จะมีสักกี่คนนะที่เปลี่ยนแปรงสีฟันทุกสามเดือนเป๊ะๆ

Read the rest of this entry »


โลกส่วนตัวที่อยู่ร่วมกับผู้อื่น

กันยายน 15, 2007

[พูดพร่ำทำเพลง] โดย ‘พล



โลกส่วนตัวที่อยู่ร่วมกับผู้อื่น

– ๑ –

ผมเป็นคนติดเพลง ติดในที่นี้เข้าถึงขั้น ลิซึ่ม มีช่วงหนึ่งที่ผมต้องเดินทางขึ้นๆลงๆระหว่างกรุงเทพฯกับจังหวัดบ้านเกิดในแทบจะทุกอาทิตย์ สิ่งที่ผมจะต้องทำในทุกๆครั้งที่เดินทางก็คือ จัดเตรียมเพลงยัดใส่ I-pod คู่ใจ ครั้งละประมาณ สิบแปดถึงยี่สิบสองเพลง แล้วแต่ความเหมาะสม เพลงแต่ละเพลงที่ถูกยัดเข้าไป ก็จะหมุนเวียนกันไปตามสภาพอารมณ์และความอยากในเวลานั้นๆ แต่ก็มีหลายเพลงที่กลายเป็นเพลง ติดเครื่อง โดยยากที่จะมีเพลงอื่นๆเข้าไปทดแทน หลังจากรถวิ่งออกจากท่าได้สักพัก ผมก็จะจัดแจงยัดเพลงทั้งหมดเข้าหูและหลบอยู่ในโลกส่วนตัวอย่างมีความสุขโดยจะขอรับรู้เรื่องราวภายในรถให้น้อยที่สุด แต่ก็มีหลายๆครั้งที่รถตู้คันที่ผมนั่ง จะหวังดีโดยการเปิดเพลงตามใจคนขับไปตลอดการเดินทาง เสียงเพลงในรถดังตีกับเสียงเพลงในหู ผมถือว่าการกระทำอย่างนี้ของคนขับเป็นการลิดรอนสิทธิในการฟังเพลง เพราะผมจะต้องอยู่กับบทเพลงที่ไม่ได้เลือกเหล่านั้น ไปอย่างน้อยก็สองถึงสามชั่วโมง

Read the rest of this entry »