เราอยู่บ้าน(เช่า)หลังเดียวกัน

กันยายน 15, 2007

[ปากกาพาไป] โดย พุ่มฮัก พานเสือ


เราอยู่บ้าน(เช่า)หลังเดียวกัน

บ้านหลังนี้เป็นของผัวเมียที่ใจดีที่สุดในซอย แบ่งห้องชั้นบนได้แปดห้อง ผมเช่าห้องที่แปด เกลอกอยอยู่ห้องที่เจ็ด โก๋ มาดแมนอยู่ห้องที่หก ส่วนห้องที่เหลือเป็นของสาวพาณิชย์ สาวคาราโอเกะ แม่ค้าขายส้มตำ และเด็กหนุ่มเซเว่นฯหน้าปากซอย เหลือห้องว่างอยู่หนึ่งห้อง ป้าสมศรีขึ้นป้ายไว้หน้าประตูรั้วนานนับเดือนจนซีด แต่ยังไม่มีใครมาขอเช่า

ผมถือว่าคนอยู่บ้านหลังเดียวกันต้องเอาใจใส่ซึ่งกันและกัน เราจึงเอาใจใส่พวกเขาเสมอ เราพอจะเดาได้ว่าสาวพาณิชย์มีสัดส่วนเท่าไหร่ รู้ว่าสาวคาราโอเกะชอบกินเหล้ายี่ห้ออะไร รู้ว่าโก๋ มาดแมนกลับบ้านเวลาไหน รู้ว่าแม่ค้าขายส้มตำใส่ผงชูรสกี่ช้อนต่อส้มตำหนึ่งครก รู้ว่าหนุ่มเซเว่นฯเบื่อไส้กรอกซี.พี. จนแทบจะอ้วก และรู้ว่าห้องที่ว่างอยู่จะไม่มีใครมาเช่าแน่นอนจนกว่าบ้านหลังนี้จะถูกรื้อ

Read the rest of this entry »


ซอยเดียวกัน

กันยายน 1, 2007

[ปากกาพาไป] โดย พุ่มฮัก พานเสือ


ซอยเดียวกัน

เรา – ผมและเกลอกอย (นามสกุลขอสงวน) มักจะกระดากปากทุกครั้งเวลาจะบอกใครต่อใครและใครว่าเราพักอยู่ในซอยชื่อ———ด้วยว่าชื่อของมันช่างไพเราะเพราะพริ้งราวกับเทวดาตั้งให้

เรารู้เหมือนที่ชาวซอยเดียวกันรู้ก็คือว่า ซอยห่านี่มีแต่ขี้หมา เราจึงเรียกมันว่า ซอยขี้หมา

มันเป็นซอยตัน

สาเหตุแห่งความตันของซอยขี้หมา เรา – ผมและเกลอกอยลงประชามติอย่างพร้อมเพรียงเห็นชอบว่า สาเหตุแห่งความตันของซอยขี้หมาของเรามีเพียงประการเดียวก็คือ บ้าน…ไม่ใช่สิ ต้องเรียกมันว่าคฤหาสน์ของคุณอดิศักดิ์เสือกมาตั้งขวางซอยเอาดื้อ ๆ ในบางวันที่เมามาย เราเคยตั้งกระทู้สนทนากันอย่างเอาเป็นเอาตายว่า ถ้าคุณอดิศักดิ์ย้ายคฤหาสน์หลังนี้ออกไปเสีย ซอยขี้หมาของเราก็จะมีโอกาสเลื้อยวกซ้ายวกขวาไปถึงชุมชนแออัดฟากโน้นได้

นั่นย่อมจะก่อให้เกิดความสะดวกสบายแก่สมาชิกของสมาคมของเรา

Read the rest of this entry »


ชวนเที่ยวงานแฟร์ ร่วมกันดูแลสังคม

กันยายน 1, 2007

[คอลัมน์ธรรมดา] โดย นารินทร์ ทองดี


ชวนเที่ยวงานแฟร์ ร่วมกันดูแลสังคม

ด้วยสภาพอากาศที่ร้อนจัดชนิดที่พูดเป็นภาษาปากได้ว่าร้อนตับแลบ ผมจึงตัดสินใจมุดลงสถานีรถไฟฟ้าใต้ดิน หาทำเลเหมาะ ๆ เพื่ออ่านหนังสือรอให้ถึงเวลานัด แม้จะกระดากใจนิดหน่อยตรงที่เลือกแก้ปัญหาเฉพาะหน้าแบบคนเมืองทั่วไป แต่ก็ไม่มีทางเลือกอื่นที่ดีกว่านี้ ด้วยว่าร่มไม้กลางสวนสาธารณะที่แวดล้อมด้วยตึกสูงกรุกระจกนั้นไม่อาจทำให้ผมรู้สึกเย็นได้ ผมจึงหันหน้าเข้าหาเครื่องปรับอากาศ และเครื่องปรับอากาศสาธารณะที่ใกล้ที่สุดก็คือเครื่องปรับอากาศภายในสถานีรถไฟฟ้าใต้ดิน

อากาศภายในสถานีแม้จะไม่เย็นฉ่ำชื่นใจเหมือนภายในห้างสรรพสินค้า แต่ก็ช่วยให้ผมรู้สึกคลายร้อนได้บ้าง แต่ทั้งนี้ก็ต้องห้ามใจอย่าเอาใจใส่กับอาการเร่งรีบของผู้โดยสารคนอื่น ๆ เพราะบ่อยครั้งที่ผมรู้สึกว่าอาการเร่งรีบของคนอื่นนั้นทำให้ผมรู้สึกร้อน ความรู้สึกร้อนในที่นี้คือร้อนใจนะครับ รถไฟฟ้านี่เขาสร้างมาเพื่อตอบสนองต่อความเร่งรีบของคนเมือง มันเป็นไปได้ยากที่เราจะมาเอื่อยเฉื่อยในขณะที่คนอื่นเขาต่างกรูขึ้นกรูลง แต่ในวันนี้ผมเอื่อยเฉื่อยเรื่อยเปื่อยอยู่ในสถานีรถไฟฟ้าใต้ดินก็เพื่อฆ่าเวลา ดังนั้นจึงพยายามไม่สนใจผู้คนรอบข้าง ทันทีที่เปิดหนังสือ โลกของผมก็อยู่ตรงนั้น

Read the rest of this entry »


ปากกาพามา

สิงหาคม 15, 2007

[ปากกาพาไป] โดย พุ่มฮัก พานเสือ


ปากกาพามา

คุณนารินทร์ ทองดี (นามสกุลเหมือนฝรั่ง) ทำปากขมุบขมิบกระซิบกระซาบได้ใจความว่า ให้ผม-พุ่มฮัก มาช่วยเขียนคอลัมน์ปากกาพาไปให้หน่อย ด้วยเห็นว่าคอลัมน์นี้ได้ห่างหายจาก ก้าวรอก้าว ไปนานแล้ว ขืนปล่อยให้หายต่อไปอีก ก็เกรงว่าท่านผู้อ่านจะจับได้ว่าผู้เขียนเป็นคนไม่เอาถ่าน ไม่เอาไหน และไม่เอาอะไรทั้งนั้นที่นักหัดเขียนที่ดีพึงเอา

ผมใช้คำว่า “นักหัดเขียน” เพราะทั้งผมและคุณนารินทร์ยังมิได้เป็นนักเขียน ถึงแม้เราจะเขียนหนังสือมานานจนนับตัวอักษรไม่ถ้วน แต่เราก็ยังไม่กล้าเรียกตัวเองว่านักเขียน รอให้ถึงมือระดับชั้นเดียวกับ วินทร์ เลียววาริณ เสียก่อน เราจึงจะเรียก

Read the rest of this entry »


เยี่ยมบ้านคึกฤทธิ์

สิงหาคม 1, 2007

[คอลัมน์ธรรมดา]



เยี่ยมบ้านคึกฤทธิ์

เราไปถึงบ้านเลขที่ ๑๙ ซ.พระพินิจ สาทรใต้ แขวงทุ่งมหาเมฆ เขตสาทร ในเวลาราว ๆ บ่ายโมงกว่าของวันอาทิตย์ที่ ๑๕ กรกฎาคม ที่ผ่านมา ขณะที่เมฆกำลังครึ้มฟ้าและมีเม็ดฝนเปาะแปะลงมาให้คลายร้อน ใต้หลังคาศาลาหลังแรกสุด ซึ่งอยู่ทางขวามือของถนนลาดยางที่ทอดยาวเข้าไปภายในบริเวณบ้าน คือจุดแรกที่เราเข้าไปเพื่อรับรอยยิ้มทักทายจากเจ้าหน้าที่ “กองทุนบ้านม.ร.ว.คึกฤทธิ์”

ความคิดแรกสุดที่ผมมีหลังจากที่ตัดสินใจกลับมาร่วมงานกับทีมงาน ก้าวรอก้าว อีกครั้งก็คือ การเขียนสกู๊ปพิเศษ โดยวางคอนเซ็ปต์ไว้กว้าง ๆ ว่า จะหาโอกาสไปสัมภาษณ์และเขียนเรื่องราวเกี่ยวกับบุคคล หรือกลุ่มบุคคลธรรมดา ๆ ที่เราเห็นว่าไม่น่าจะธรรมดา ซึ่งถ้าพิจารณาให้ถึงที่สุดแล้วจะเห็นว่าบุคคลหรือกลุ่มบุคคลดังกล่าวมีหลากหลายและปรากฏให้เห็นอยู่ทั่วไปในสังคม และถ้าจะว่าถึงเฉพาะในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑล ผมก็คิดว่าผมคงมีเรื่องให้เขียนทั้งชาติไม่รู้หมด ยกตัวอย่างเช่น ในขณะที่นิตยสารส่วนใหญ่มุ่งนำเสนอดารานักร้องจากต่างประเทศ ผมก็จะบ่ายหน้าเข้าไปยังโรงลิเกที่ตั้งอยู่ข้างศาลเจ้าสักแห่ง เพื่อสัมภาษณ์หัวหน้าคณะลิเกว่า เขา “อยู่ได้อย่างไร” ในสภาวะที่ผู้เสพสิ่งบันเทิงส่วนใหญ่ต่างหันหลังให้เขาแล้ว

แต่นี่เป็นแค่ความคิดนะครับ ยังไม่ทันได้ลงมือทำอะไร ความคิดใหม่ก็ผุดขึ้นมาตามประสาคนคิดมาก เท่าที่ทราบคอนเซ็ปต์ของทีมงานก้าวรอก้าว ก็คือ นิตยสารออนไลน์เล่มนี้ จะเน้นอะไรเกี่ยวกับ “วรรณกรรม”เพื่อให้สมกับจุดกำเนิดของเราที่เริ่มมาจากการรวมกลุ่มของคนที่ชอบอ่านวรรณกรรม ซึ่งได้รวมตัวกันขึ้นจากเว็บบอร์ดของนักเขียนที่ถือได้ว่าเป็นบุคคลสำคัญของวงการวรรณกรรมไทย

เมื่อวรรณกรรมคือสิ่งสำคัญที่สุด เราจึงคิดว่าคงจะเป็นการดีไม่น้อยถ้าจะเปิดปฐมบทแห่งคอลัมน์นี้ด้วยเรื่องราวของบุคคลสำคัญแห่งวงการวรรณกรรมไทยผู้ล่วงลับไปแล้วท่านนี้ ศาสตราจารย์ พลตรี หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช

Read the rest of this entry »


สะดุดใจ

เมษายน 1, 2007

pum.jpg ปากกาพาไป : นารินทร์ ทองดี

ผมเป็นคนอีสานทั้งตัวและหัวใจ และก็เป็นเหมือนคนอีสานส่วนใหญ่ที่มาดิ้นรนหาเงินเลี้ยงปากเลี้ยงท้องอยู่ในกรุงเทพฯ สาเหตุที่ผมอยากเขียนถึงคนอีสานบ้านเดียวกับผมในฉบับนี้ก็เพราะเมื่อไม่กี่คืนที่ผ่านมาผมบังเอิญถูกเพื่อนร่วมงานรุ่นพี่ใช้ให้ไปซื้อลาบมากินรอบดึก

ร้านลาบร้านนี้ตั้งอยู่กลางซอยไม่ลึกนัก โดยทำเลที่ตั้งของซอยแห่งนี้ผมคิดว่าไม่น่าจะมีร้านอาหารตั้งอยู่ ผมก็คิดตามประสาคนที่มีความรู้ด้านการตลาด (จากการอ่าน) แบบงู ๆ ปลา ๆ นั่นแหละครับว่าร้านอาหารต้องตั้งอยู่ในทำเลที่มีผู้คนพลุกพล่านเพื่อหลีกเลี่ยงการเจ๊งของกิจการ ผมลืมคิดไปว่าทั่วทุกซอกตรอกซอยในกรุงเทพฯ นี้มีแต่คนอีสาน และคนอีสานส่วนใหญ่เขาก็กินอาหารอีสานกันเกือบจะทุกมื้อ ยกเว้นผม

เมื่อผมเดินไปถึงทางแยกกลางซอย ผมก็ต้องตะลึงเมื่อเห็นคนนั่งเต็มร้าน ร้านนี้ไม่ใช่ร้านหรูหราอะไรหรอกครับเป็นเพียงห้องแถวห้องเดียวที่ผัวเมียคู่หนึ่งใช้ประกอบอาชีพขายอาหาร ลูกค้าส่วนใหญ่ของร้านนี้เป็นผู้ขับสามล้อ แท็กซี่ที่เลิกกะ ในประเด็นนี้ผมเข้าใจนะครับว่าไม่ว่าจะเป็นคนถิ่นไหนถ้าเลิกงานแล้วก็ต้องมีเมาก่อนกลับบ้านกันบ้างแหละ
ผมสั่งอาหารแล้วนั่งรอ ขณะที่นั่งรอผมก็พลอยเพลินไปกับสำเนียงอีสานแถบกาฬสินธุ์ สารคาม ร้อยเอ็ด ผมฟังไปเพลินไปจนกระทั่งไปสะดุดกับเรื่องราวเรื่องหนึ่งที่อีตาคุณลุงคนหนึ่งเล่าด้วยเสียงที่ดังลั่นร้าน

แกพูดถึงวงดนตรีน้องใหม่วงหนึ่งที่แยกวงมาจากวงดนตรีวงใหญ่วงหนึ่ง ในฐานะคนอีสานที่ชอบฟังหมอลำ เรื่องข่าวคราวแวดวงหมอลำผมจึงพอจะรู้มาบ้าง อาการ ดังแล้วแยกวง เกิดขึ้นได้ในทุกวงการ ประเด็นนี้ผมจึงไม่เก็บมาครุ่นคิดให้เปลืองสมอง เรื่องที่ผมครุ่นคิดอยู่ตลอดเวลาก็คือ ในบรรดาเหล่าดาราของชาวอีสานที่เกิดจากโคลน พวกเขาเหล่านั้นมีวิธีเดินบนเส้นทางแห่งฝันอย่างไรจึงได้ไปส่องประกายเจิดจ้าอยู่บนฟ้าอย่างทุกวันนี้

คงไม่ใช่ทุกคนที่จะไปถึงฝัน

แต่คนที่ไปถึงฝันทุกคนล้วนมีชีวิตที่น่าศึกษา
ชีวิตลุ่ม ๆ ดอน ๆ ของสาวโรงงานที่จบม.๓ ซึ่งไม่มีอะไรที่พิเศษกว่าคนอื่นเลยอาจจะได้รับการบันทึกไว้ในลักษณะชีวประวัติของนักร้องลูกทุ่งหมอลำในอนาคตเทียบเท่ากับ จินตหรา พูนลาภ, ศิริพร อำไพพงษ์ หรือต่าย อรทัย ในวันนี้ เพียงเพราะในแต่ละวันเธอชอบฟังและร้องเพลงหมอลำ

ผมนั่งมองคนโน้นคนนี้พลางคิดอยู่คนเดียวว่า ไม่แน่นะ ในบรรดาลูกค้าที่มานั่งกินดื่มในร้านนี้อาจจะได้เป็นดาวสักดวงในอนาคต

ผมยิ้มเมื่อไอ้หนุ่มโชว์เฟอร์สามล้อคนหนึ่งเริ่มร้องเพลง ละครชีวิต ของไมค์ ภิรมย์พร
ผมออกจากร้านขายลาบเมื่อเพลงละครชีวิตจบลงแต่ชีวิตจริง ๆ ของเรายังไม่จบ ผมรู้-เขารู้ ในท่ามกลางแสงสลัวของไฟรายทาง ผมฮัมเพลง NOTHING GONNA CHANGE MY LOVE FOR YOU ขณะเดินกลับที่ทำงาน
มันเป็นเพลงต่างชาติเพลงเดียวที่ผมร้องได้

kaawss.jpg


ปากกาฯ : อัศวิน

มีนาคม 15, 2007

pum.jpg ปากกาพาไป : นารินทร์ ทองดี

สูตรสำเร็จของการจะเป็นอัศวินเท่าที่ผมเคยอ่านจากนิยายแปลหลายเรื่องนั้นก็พอจะสรุปได้ว่า อัศวินต้องมีม้าคู่ใจ ต้องมีดาบคู่กาย และต้องมีนางในฝัน ซึ่งนางในฝันของอัศวินแต่ละคนนั้นจะมีตัวตนจริง ๆ หรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับสติปัญญาและหน้าตาของอัศวินผู้นั้น ฉะนั้นจึงเป็นการยากเสียยิ่งกว่ายากที่ผู้ซึ่งได้รับการยกย่องให้เป็นอัศวินจะขาดเสียซึ่งสิ่งใดสิ่งหนึ่งดังที่ได้กล่าวมาแล้ว ดังนั้น อัศวินในคำจำกัดความของนิยายหลายเรื่องจึงต้องมีทั้งสามสิ่งนี้เป็นองค์ประกอบ

จะเป็นไปได้ไหมที่ใครสักคนจะเป็นอัศวินได้โดยที่มีสิ่งต่าง ๆ ไม่ครบองค์ประกอบเลย เป็นต้นว่าม้าคู่ใจนั้นเป็นม้าแคระ ดาบคู่กายคือเศษเหล็กขึ้นสนิม และนางในฝันคืออณูอากาศ

แต่นิยายหลาย ๆ เรื่องก็ได้แสดงให้เห็นว่า ไม่จำเป็นที่อัศวินจะต้องมีทุกสิ่งทุกอย่าง ขอเพียงอัศวินมีใจเป็นอัศวิน และสนุกสนานกับการได้ออกเดินทางร่อนเร่พเนจรไปตามเรื่องตามราวของอัศวินเพื่อพิทักษ์มวลประชาราษฎร์ให้ปลอดภัยจากการคุกคามของปีศาจร้าย เพียงเท่านี้เขาก็จะสามารถเป็นอัศวินได้ แม้จะต่ำต้อยศักดิ์ศรีเพียงใดก็ตาม

อัศวินทุกท่านมักจะสร้างสิ่งที่ดีเสมอ อัศวินแห่งวงวรรณกรรมก็เช่นกัน

อัศวินบางท่านไม่มีม้าขี่ จะมีก็เพียงแต่ม้าก้านกล้วยที่พาจินตนาการแฝงคุณธรรมขจรขจายไปทั่วทุกสารทิศ กระบี่บางเล่มเป็นเพียงปากกาหรือดินสอราคาถูก ๆ แต่ความคมจากปลายปากกาหรือดินสอเหล่านั้นก็สามารถสร้างความสะเทือนบัลลังก์ของอำนาจชั่วได้ดีกว่ากระสุนปืน อีกทั้งยังสามารถขีดเส้นทางแห่งความดีงามให้เป็นที่ประจักษ์แก่บุคคลที่หลงทางได้

แต่อัศวินก็มีได้ทั้งตัวจริงและตัวปลอม

ขึ้นอยู่กับเราว่าจะให้ใครเป็นอัศวิน.

kaawss.jpg