คุยกันเท่านั้นเอง – บทสนทนาจากพี่วินทร์ เลียววาริณ ถึงก้าวรอก้าว

ธันวาคม 15, 2007

[ก้าวต่อก้าว] โดย สารากร


คุยกันเท่านั้นเอง
บทสนทนาจากพี่วินทร์ เลียววาริณ ถึงก้าวรอก้าว

สวัสดีค่ะเพื่อนนักอ่าน ผู้ติดตามนิตยสารออนไลน์ “ก้าวรอก้าว” มาตลอด นี่เป็นการพูดคุยระหว่างเราครั้งแรก และอาจเป็นครั้งเดียวที่ดิฉันจะเขียนถึงพวกคุณ ตั้งแต่วันแรกที่เราได้พบกัน คุณมองเห็นอะไรที่เปลี่ยนไปบ้างหรือเปล่า

นิตยสารออนไลน์ ก้าวรอก้าว ถือกำเนิดขึ้นจากร่องรอยแห่งมิตรภาพ ที่ก่อตัวขึ้นอย่างมากมายมหาศาล ในการคบหาที่ปราศจากเงื่อนไข เรารวมตัวกันเพื่อร่วมกันสร้างชุมทางหนังสือที่เราอยากอ่าน แน่นอนว่ามันจะต้องหลากหลาย และในความหลากหลายนี่ล่ะ ที่คือรสชาติที่เราช่วยกันปรุง คุณเคยชิมแล้วนี่ มันอร่อยดี หรือว่าไม่เข้าท่าล่ะ ๑ ขวบแล้วค่ะ นี่เป็นระยะเวลา ๑ ปีเต็มของการทำงานร่วมกัน ถ้าจะสัมภาษณ์ สารากรบ้าง กีรติขอสัมภาษณ์เองดีกว่า

กีรติ : สวัสดีค่ะสารากร ทำคอลัมน์ก้าวต่อก้าวมานานหรือยังคะ
สารากร : ไม่นานเท่าไหร่ค่ะ เพิ่งเป็นคอลัมน์ใหม่ได้สักระยะเท่านั้นเอง หลังคอลัมน์สืบศิลป์หลายปักษ์อยู่ ไม่เชื่อลองไปเปิดอ่านย้อนหลังสิ จำได้ว่า สัมภาษณ์ครั้งแรก เรื่องต่อต้านการสูบบุหรี่นี่ล่ะ

กีรติ : เหนื่อยไหมคะ กับการทำงานร่วมกับก้าวรอก้าว
สารากร : ถ้าถามว่าเหนื่อยไหม ก็ต้องตอบตามตรงสินะคะว่า เหนื่อยค่ะ แต่มันเป็นความเหนื่อยที่น่าทำมากๆเลย คือการที่เราจะได้คุยกับเพื่อนในห้องหนอนสนทนาในแต่ละปักษ์ เราต้องเลือกคนให้เข้ากับธีมของแต่ละเล่ม รวมทั้งการตั้งคำถาม การนัดสัมภาษณ์ ถึงมันจะเป็นการสัมภาษณ์ออนไลน์ก็ตามที มันน่าสนุก เป็นความเหนื่อยที่คุ้มค่ามากๆ ยิ่งได้รับการตอบรับว่า การคุยกันนี่สร้างสีสันให้นิตยสาร ไอ้เราก็ปลื้ม และอยากทำให้ดีๆขึ้นไปอีกเช่นกันค่ะ ว่าแต่ กีรติล่ะ เหนื่อยไหมที่ทำสืบศิลป์
กีรติ : ก็เหนื่อยนิดหน่อย ส่วนมากเราเอางานเก่าที่ตีพิมพ์ในนิตยสารธรรมลีลาที่ออกรายเดือนมาลงที่ก้าวรอก้าวน่ะค่ะ บางปักษ์ก็เขียนใหม่ จะเหนื่อยก็คงเป็นการเลือกรูปมาลง เพราะว่าเราเขียนเรื่องที่เรารู้ แต่รูปภาพน่ะ ถ่ายเก็บไว้นานมาก ตั้งแต่สมัยเรียนโบราณคดี คราวนี้ก็เสียเวลาหาเพื่อให้ได้รูปที่ใช่จริงๆ มันไม่น่าเบื่อหรอกนะ แต่มันเป็นที่วินัยส่วนตัวมากกว่า ที่ดูเหมือนว่าจะมีน้อยกว่าใครๆ เขา (หัวเราะ) ส่งงานสายบ่อยๆน่ะ

กีรติ : ตั้งแต่ทำสัมภาษณ์มา ชอบงานสัมภาษณ์ชิ้นไหนมากที่สุด
สารากร : เป็นคำถามที่ตอบยากมากค่ะ เพราะทุกครั้งที่ตั้งคำถามเราก็จริงจังด้วยเสมอ แต่ครั้งนี้ คือครั้งสุดท้ายที่ทำมั้ง จึงชอบมากเป็นพิเศษ เพราะได้คุยกับพี่ผู้ใจดีให้ที่ทางในการเผยแพร่ผลงานของเรา ให้ทายค่ะว่าใคร

กีรติ : พี่วินทร์
สารากร : เก่งแฮะ งั้นตามการพูดคุยระหว่างเรากับพี่วินทร์ได้เลยนะ บางทีประกายความสุขเล็กๆ อาจกำเนิดขึ้น เมื่อรู้ว่าใครบางคนเฝ้ามอง และให้กำลังใจเราอยู่ก็ได้

และนี่คือครั้งแรกที่การคุยกับ วินทร์ เลียววาริณ เป็นจริงเป็นจังภายใต้เงื่อนไขของการสื่อสารไร้สาย ถึงแม้ว่าจะเป็นการพูดคุยที่แสนสั้น ทว่าเนื้อหา และความจริงแท้ไม่ได้สั้นตามไปด้วย


(ภาพจาก นิตยสาร open)

สารากร : เริ่มต้นชีวิตการเขียนหนังสือตั้งแต่เมื่อไหร่คะ
วินทร์ : ตั้งแต่ ป. ๑ ครับ เริ่มเขียน ก. ไก่ ข. ไข่ เมื่อเขียนได้แล้วก็เขียนเป็นประโยคยาวหน่อย ต่อมาราว ป. ๔ ก็เริ่มเขียนเรียงความ ราว ๑๔-๑๕ ก็เริ่มเขียนขำขัน ตามมาด้วยนิยายภาพ จวบจนราว ๒๙-๓๐ จึงลองเขียนเรื่องสั้น อายุสามสิบกว่าจึงเริ่มเขียนนวนิยายเรื่องแรก

สารากร : มีงานเขียนของนักเขียนท่านใดบ้างคะที่เป็นแรงบันดาลใจ
วินทร์ : มากมายนับไม่ถ้วน ถ้าเอ่ยชื่อนักเขียนไทยช่วงสามสิบปีก่อนมากี่คน ผมก็น่าจะอ่านมาหมดแล้ว แต่หากพูดถึงนักเขียนที่ทำให้ผมอยากเขียนงานแบบนั้นบ้าง ก็มี ปกรณ์ ปิ่นเฉลียว ที่ทำให้อยากเขียนเรื่องแนวตำรวจหักมุมจบ, มนัส จรรยงค์ ที่ทำให้อยากเขียนเรื่องสั้นแนวกินใจ, กิมย้งที่ทำให้อยากเขียนแนวอิงประวัติศาสตร์ผจญภัย ฯลฯ

สารากร : เรื่องแรกที่เขียนจำได้ไหมคะว่าเรื่องอะไร
วินทร์ : จำเรื่องสั้นเรื่องแรกไม่ได้แล้วครับ มันน่าจะเป็นวิญญาณลอยวนเวียนแถวตะกร้าในห้องบรรณาธิการคนใดคนหนึ่ง

สารากร : ย้อนกลับไปอ่านเรื่องแรกที่เขียนไว้อีกครั้ง มีไหมคะว่าอยากแก้ไขบางคำหรือเพิ่มบางคำเข้าไป
วินทร์ : เป็นประจำเลยครับ ผมอ่านเรื่องที่เขียนไปแล้ว ก็มักอยากเติมโน่นเติมนี่เข้าไป ตามประสาคนอยู่ไม่สุข และมองเห็นจุดบกพร่องเสมอ

สารากร : เขียนหนังสือเป็นเวลาหรือเปล่าคะ
วินทร์ : ตลอดเวลานี่ถือว่าเป็นเวลาหรือเปล่าล่ะ?

สารากร : มีวินัยในการเป็นนักเขียนอย่างไรบ้าง
วินทร์ : เขียนทุกวัน ตรงต่อเวลา ไม่มีข้ออ้างไม่เขียน ไม่ว่าฝนตก แดดออก หรือป่วย

สารากร : รู้สึกอย่างไรคะ ที่เด็กๆมองคุณเป็นฮีโร่ในวงวรรณกรรม
วินทร์ : วงการวรรณกรรมไม่ใช่วงการมวย ไม่มีฮีโร่หรอกคุณ นักอ่านอาจจะชอบงานเขียนบางชิ้นเป็นพิเศษ แต่มันก็ไม่ควรนำไปผูกกับตัวตนนักเขียน อย่างไรก็ตาม ก็ขอบคุณนักอ่านที่อ่านงานของตัวเอง เป็นความผูกพันกันอย่างหนึ่ง รู้สึกอบอุ่นดี

สารากร : รางวัลมีผลต่องานเขียนของคุณหรือเปล่า
วินทร์ : มีผลต่อชีวิตอยู่บ้าง เพราะมันทำให้เป็นนักเขียนอาชีพเร็วขึ้น (เดิมคิดว่าต้องใช้เวลาสัก ๓๐ปี แต่รางวัลช่วยร่นเวลาลงเหลือ ๑๕ ปี) แต่ไม่มีผลต่องานที่เขียนครับ เพราะไม่คิดว่าจะต้องทำงานชิ้นใหม่ให้ดีกว่าชิ้นที่ได้รับรางวัลเสมอไป

สารากร : คิดจะส่งพิจารณารางวัลซีไรท์อีกไหมคะ
วินทร์ : I don’t think so!

สารากร : มองเด็กๆที่อยากเป็นนักเขียนตั้งแต่อายุ ๑๔ อย่างไร
วินทร์ : ดีครับ มีความมุ่งมั่นดี

สารากร : คุณคิดว่า หนังสือที่ดีควรเป็นอย่างไรคะ
วินทร์ : ทำให้คนอ่านฉลาดขึ้น

สารากร : เคยสมองตันไหมคะ
วินทร์ : จากการสแกนสมองครั้งล่าสุด ยังไม่ปรากฏอาการนี้ (สาธุ!)

สารากร : ถ้าคิดงานเขียนไม่ค่อยออก คุณมีกิจกรรมอะไรรองรับบ้างคะ
วินทร์ : เขียนเรื่องที่เขียนออก

สารากร : สังคมให้อะไรกับงานของคุณบ้าง
วินทร์ : สังคมไม่สามารถให้อะไรใครได้หรอกครับ นักเขียนต้องขุดหาเอาเอง พูดสั้นๆ คือ นักเขียนก็คือกรรมกรชีวิต

สารากร : ใน ๑ ปีที่ผ่านมา คุณคิดว่า คุณเขียนเต็มที่หรือยัง
วินทร์ : Yessss!

สารากร : ตั้งแต่เปิดพื้นที่ winbookclubขึ้นมา  มองเห็นความเคลื่อนไหวในแวดวงนักอ่าน นักอยากเขียนอย่างไรบ้างคะ และแรงบันดาลใจจากการที่พี่วินทร์จัดให้มีห้องสนทนา จนทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น แลกงานกันอ่าน ตรงนี้เป็นความตั้งใจเดิม แรกเริ่มของการมีเว็บบอร์ดหรือเปล่าคะ
วินทร์ : ผมแลเห็นความพยายามของนักอยากเขียนหลายคนที่สร้างงานต่อเนื่อง เชื่อว่าวันหนึ่งพวกเขาคงได้เป็นนักเขียนเต็มตัวสมใจ ส่วนนักอ่านจำนวนมากก็มีคุณภาพและมีความคิดความอ่านดี เป็นเรื่องน่ายินดีที่เว็บนี้เป็นพื้นที่ที่ปัญญาชนมาชุมนุมกัน ซึ่งก็ตรงกับจุดประสงค์ของการตั้งเว็บบอร์ด คือเป็นพื้นที่ที่ทำให้คนที่เข้ามาเปิดหูเปิดตาจากการสนทนาแลกเปลี่ยนความรู้ มุมมอง และประสบการณ์กัน

สารากร : ผลตอบรับในปัจจุบัน ทำให้คุณรู้สึกอย่างไรบ้าง กับการจัดพื้นที่ในการเขียน การอ่านคะ
วินทร์ : ในการจัดพื้นที่ในเว็บนี้ ผมหวังเพียงว่า การเข้ามาในเว็บไม่ใช่เวลาที่สูญเปล่า หากหลังจากเข้ามาเยือนแล้ว คนอ่านรู้สึกดีขึ้น หรือสามารถขยายความคิดอ่านกว้างขึ้น เท่านี้ก็ดีแล้วครับ แม้คนที่มาเยือนจะน้อย แต่ก็ไม่เป็นไร

สารากร : นิตยสารออนไลน์ ก้าวรอก้าว ถือกำเนิดขึ้นจากการที่เพื่อนหนอนสนทนาคิดอยากจะมีกิจกรรมงานเขียนร่วมกัน อันเป็นผลมาจาก ห้องหนอนสนทนา คุณมีความคิดเห็นอย่างไร กับกิจกรรมของพวกเขาบ้างคะ ซึ่งตอนนี้ก็เดินทางร่วมกันมา ๑ ขวบแล้วค่ะ
วินทร์ : เท่าที่เห็นก็เป็นกิจกรรมที่ดีครับ เห็นความพยายามของคนที่อยากทำหนังสือ ผมเชื่อว่าจะเป็นประสบการณ์ที่ดีสำหรับทั้งคนเขียนและคนอ่าน ถือว่าเป็นขั้นหนึ่งของบันไดที่นำไปสู่โลกกว้าง

สารากร : การทำงานเป็นทีมทำให้พบอุปสรรคหลายอย่าง สิ่งสำคัญคือความคิด ที่บางครั้งทำให้ไม่ลงรอยบ้าง คุณเคยทำงานเป็นทีม แล้วแก้ไขปัญหาอย่างไรคะ
วินทร์ : ถือคติ “เอาใจเขามาใส่ใจเรา” และใช้ความคิดสร้างสรรค์เป็นมาตรวัดคุณภาพงาน ก็น่าจะรอดแล้วครับ

สารากร : คุณเคยคิดว่าตัวเองล้มเหลวกับสิ่งที่ทำบ้างไหมคะ  แล้วดำเนินการต่อจากนั้นอย่างไรให้พบคำว่าสำเร็จ
วินทร์ : ใครๆ ก็ต้องเคยล้มทั้งนั้น คนล้มเหลวก็คือคนที่ไม่ยอมลุกขึ้นมาเท่านั้น

สารากร : อยากให้ฝากข้อความถึงทีมงานก้าวรอก้าวสักนิดค่ะ อยากติ อยากชม หรือว่ามีข้อเสนอแนะอะไร เชิญเลยนะคะ
วินทร์ : ทำงานให้สนุก ทำให้สุดสุดไปเลย ไม่ต้องกลัวอะไร

บางครั้งสิ่งที่เรากลัวที่สุด อาจไม่ใช่ภาวะที่เราเป็นอยู่ เช่น ไม่มีเวลา เขียนไม่ออก หรือแม้กระทั่ง การสูญเสียวัตถุดิบในการนำเสนอ หากแต่คือความเชื่อมั่นในใจ ที่เมื่อลองได้สูญเสียไปแล้ว จะต้องใช้เวลามากมายกว่าการสร้างความมั่นใจในครั้งแรก และเมื่อถึงวันที่ความเชื่อมั่นเหล่านั้นกลับคืนมา เราคงได้พร้อมหน้าพร้อมตาอีกครั้ง

แด่ก้าวรอก้าว นิตยสารที่น่ารัก และแสนอบอุ่น .


[อ่าน ก้าวต่อก้าว ในฉบับอื่น] : [สารบัญ ฉบับส่งท้าย]

Advertisements

เรื่อง เงิน..เงิน..และการออมอด ของอดีตหลวงจีน ‘ทุศีล’

ธันวาคม 1, 2007

[ก้าวต่อก้าว] โดย สารากร


เรื่อง เงิน..เงิน..และการออมอด
ของอดีตหลวงจีน ‘ทุศีล’

คุณคิดว่าปริญญาตรีนี่ได้มาง่าย ๆไหม ก็ในเมื่อใครต่อใครก็มีใบปริญญามาครอบครองทั้งนั้น

อย่าเพิ่งงงกับคำถามของสารากรข้างบน หากแต่เป็นความข้องใจเพียงเท่านั้นว่า ในประเทศที่มีบัณฑิตเข้าแถวรับปริญญาปีหนึ่ง ๆ จำนวนไม่น้อย บุคคลเหล่านี้เขาไปไหนกันหมด ในเมื่อบ้านเมืองไม่สามารถก้าวพ้นคำว่าประเทศกำลังพัฒนาไปได้

ผู้นำประเทศ รวมทั้งผู้ปกครองประเทศต่างพยายามทำให้ประเทศไทยมีทุกอย่างที่เอื้อต่อการเติบโต ไม่ว่าจะเป็นองค์ความรู้ และทฤษฎีมากมายที่ให้ทดลองใช้ อะไรคืออุปสรรคอันใหญ่หลวงที่ขวางกั้นความก้าวหน้าอย่างที่ควรจะเป็น

และการสนทนาครั้งนี้ เป็นการพูดคุยเบา ๆ กับผู้ชายจากแดนใต้ ผู้ที่เคยใช้ชื่อในห้องหนอนสนทนาว่า หลวงจีนทุศีล แต่ต่อมาไม่นานก็ขอทิ้งชื่อไว้เพียง ทุศีล เท่านั้น เขามีนามว่า ต้อง หรือ พี่ต้องของกีรติ เสียงนุ่ม ๆ ของเขาอาจเบาไปเมื่อเทียบกับความกล้าหาญและรักการเดินทาง หลังสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี สาขาวิศวกรรมโทรคมนาคม จากบางกอก เขาก็มุ่งหน้าทำสิ่งที่ใช่ตัวเขาที่พัทลุงเรื่อยมา

สารากร : ไม่ทราบว่าตอนนี้คุณทำงานเกี่ยวกับอะไรคะ
ทุศีล : คอมพิวเตอร์

สารากร : รายได้ที่ได้รับคิดว่าพอเพียงกับภูมิปัญญาที่ทุ่มเทไปหรือเปล่า
ทุศีล : ก็ถือว่ายังนะ ค่อนข้างต่ำถ้าเทียบกับที่เคยทำก่อนหน้านี้

สารากร : มีบัณฑิตจบใหม่ไม่น้อยที่ไฟแรง และหลอมอุดมการณ์ด้วยการงาน คุณเองเคยผ่านช่วงเวลานั้นบ้างไหม  เคยทำงานเพื่อสาธารณประโยชน์ไหมคะ อยากให้ลองเล่าให้ฟัง
ทุศีล : เคยอยู่ งานแรกที่ทำหลังจากจบมา เป็นผู้ประสานงานโครงการอยู่ที่-มูลนิธิไวล์เอด- หรือ -มูลนิธิเพื่อนป่า- ในปัจจุบัน ซึ่งมีหน้าที่รับผิดชอบเรื่องการจัดนิทรรศการเรื่องรณรงค์ในการต่อต้านการซื้อขายสัตว์ป่า

สารากร : คุณยังหยอดเงินในกระปุกออมสินไหมคะ
ทุศีล : ไม่ได้หยอดมานานมากแล้วล่ะ

สารากร :เคยทุบกระปุกไหม/กี่ครั้งในชีวิต
ทุศีล : ทุบนี้คงไม่เคย เคยแต่แงะอะ (หัวเราะ) เพราะว่าใช้แบบแงะได้ตลอด
สารากร : (หัวเราะลั่น)

สารากร : ระยะเวลาในการออมเงินของคุณสม่ำเสมอหรือเปล่า
ทุศีล : ไม่สม่ำเสมอนะ จะสะสมเงินก็ตอนอยากได้ของสักชิ้น อย่างเวลาอยากได้เป้เดินป่า กล้องดูนก ถึงจะเริ่มเก็บ

สารากร : เคยได้อะไรมาด้วยเงินออมบ้างคะ
ทุศีล : ก็หลายอย่างอยู่นะ ส่วนใหญ่ก็พวกอุปกรณ์เดินป่าทั้งหลายแหล่นี่แหละ และก็หนังสือชุดที่ราคาค่อนข้างแพงหน่อย

สารากร : ประสบการณ์ในการทำงานของคุณสอนอะไรคุณบ้าง
ทุศีล : ฝึกความชำนาญจากงาน ศึกษาสันดานจากคน- ปัญหาจากงานอาจยากตอนเริ่มต้น แต่ปัญหาจากคนยิ่งนานก็ยิ่งยากกว่า

สารากร : ถ้าหากว่าในอนาคตเงินของคุณกลายเป็นทองคำ คุณจะทำยังไง
ทุศีล : ถ้าในอนาคตเค้าใช้ทองซื้อข้าวปลาอาหาร ซื้อของใช้ต่าง ๆ แทนเงินกัน ผมก็ไม่มีปัญหา ก็ยังใช้จ่ายเหมือนเดิมตามปกตินี่แหละ

สารากร : คำว่าพอเพียง-คุณมีความคิดเห็นว่าอย่างไร
ทุศีล : ผมว่าความหมายของคำว่า-พอเพียง-มันชัดเจนอยู่ในตัวนะ และเชื่อว่าทุกคนต่างก็มีความพอเพียงทั้งนั้น เพียงแต่ขนาดความพอเพียงแต่ละคนมันก็ขึ้นอยู่กับขนาดกิเลสของละคน แต่ผมเชื่อว่าแต่ละคนมันมีจุดอิ่มตัวของตัวเองทั้งนั้น ปัญหามันอยู่ที่ว่ากว่าจะถึงจุดอิ่มตัวของคนบางคน หรือคนบางกลุ่ม มันจะทำให้สังคมเดือดร้อน ทีนี้จะจัดการยังไงก็คงขึ้นอยู่กับคนในสังคมนั้นละนะ

สารากร : ในสังคมทุกวันนี้ คุณคิดว่าอะไรเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดในการดำรงชีวิต
ทุศีล : ไม่ว่าโลกยุคไหน ปัจจัยสำคัญในการดำรงชีวิตก็ยังคงเป็น ยา-อาหาร-เครื่องนุ่งห่ม และที่อยู่อาศัย อยู่นั่นแหละ หือ? กำปั้นทุบดินไปเหรอ หรือคุณจะบอกว่ามันไม่ใช่ล่ะ

สารากร : แนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง-คุณคิดว่าสามารถใช้ได้จริงในสังคมไทยหรือไม่
ทุศีล : ผมว่าที่ไหน ๆ ก็ใช้ได้ แต่ถ้าคุณหมายถึงมันจะเกิดขึ้นจริงกับบ้านเราหรือไม่ละก็ ผมว่าไม่ง่ายแน่ ๆ ตราบเท่าที่สังคมเรายังจับต้องและสัมผัสถึง-ความพอเพียง-แบบฉาบฉวยและผิวเผินอย่างงี้ มันก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร ในเมื่อสังคมบริโภคนิยมที่ไหนเค้าก็เป็นกัน อะไรฮิต อะไรดังก็เฮตามกันไป แต่ถึงยังไง ผมก็ยังเชื่อว่ามันต้องมีบางส่วน บางกลุ่มที่ยึดถือความพอเพียงเป็นสรณะ เป็นปรัชญาในการดำรงชีวิตนั้นเกิดขึ้นและมีอยู่จริงแล้วในบ้านเรา

สารากร : จะว่าไปแล้ว คำว่า พอ นี้ ส่วนตัวคิดว่าเข้าหลักธรรมคือรู้ประมาณตน  นั่นก็เท่ากับว่าทฤษฎีนี้เกิดขึ้นมากว่า ๒๕๕๐ ปี ไม่ใช่เรื่องใหม่ที่น่าตื่นตะลึง  คุณคิดว่า อะไรทำให้คนหลงลืมเรื่องเหล่านี้ไป
ทุศีล : คิดว่าเป็นเพราะกระแสสังคมที่เร่งรีบ รีบทุกอย่างตั้งแต่เกิดจนตาย จะกิน จะนอน จะเดินทาง ก็ยากจะได้เร็ว ๆ ไปซะหมด จนเราลืมใส่ใจที่จะสนใจกับรายละเอียดในชีวิตว่ามันมีอะไรอีกมากมายมากกว่าจุดหมายที่เราต้องการ เรื่องราวระหว่างทางนั่นแหละที่ทำให้เราตระหนักถึงคุณค่าของปลายทาง

สารากร : วางแผนในการทำงานไว้อย่างไรบ้าง
ทุศีล : ไม่มีอะไรมาก ก็แค่เรียนรู้และสนุกไปกับมัน…เท่านั้นเอง

สารากร : มีนักธุรกิจคนหนึ่งบอกเอาไว้ว่า แนวคิดต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นมานั้น จะใช้เพียงอย่างเดียวไม่ได้  จะต้องผสมผสานกัน แล้วคุณคิดว่า แนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงเพียงอย่างเดียว เพียงพอไหม กับการดำรงฐานะทางเศรษฐกิจของคนไทยคะ
ทุศีล : จะว่าพอก็ใช่ แต่จะว่าไม่ก็ถูก โดยส่วนตัวผมเชื่ออย่างนึงว่า เราไม่ได้อยู่ด้วยหลักการใดหลักการนึงอยู่แล้ว เพราะตลอดชีวิตที่ผ่านมาเราเรียนรู้อะไรมาตั้งมากมาย แต่ละหลักการแต่ละแนวคิดอาจมาจากการแตกหน่อ-ต่อยอดมาจากอีกหลักการหนึ่งก็ได้ ปัญหามันจึงไม่ได้อยู่ที่หลักการว่าเหมาะสมหรือเพียงพอกับการใช้หรือไม่ แต่น่าจะอยู่ที่ผู้ใช้ว่าแท้จริงแล้วเค้าต้องการอะไรและเพื่อใครกันแน่

สารากร : ฝากคำถามสุดท้ายไว้ว่า  อะไรคือแนวคิดที่คุณใช้ในการทำงาน และบริหารอารมณ์ ทรัพย์สิน และสุขภาพคะ
ทุศีล : เรียนรู้และสนุกไปกับมัน เพราะชีวิตสั้น ๆ จะอยู่ได้อีกกี่วันก็ไม่รู้ อย่ามัวแต่หลงอยู่กับอดีต และไม่เบียดเบียนปัจจุบัน แต่ก็ไม่หันหลังให้อนาคต

* * *

ไม่มีอำนาจใดในโลกหล้า
ผู้ปกครองต่างมาแล้วสาบสูญ
ไม่มีใครล้ำเลิศน่าเทิดทูน
ประชาชนสมบูรณ์นิรันดร์ไป

· วิสา คัญทัพ

บางครั้งเราก็ต้องทบทวนว่า สิ่งที่ใช่ ใช้ได้กับความจริงของตัวเรามากน้อยสักเท่าไร สมกับคำที่วิสา คัญทัพกล่าวไว้ว่า เมื่อท้องฟ้าสีทองผ่องอำไพ ประชาชนย่อมเป็นใหญ่ในแผ่นดิน สารากรก็หวังว่าจะหมายรวมถึงความเข้าใจในการดำรงชีวิตด้วยตัวเองมากขึ้นนั่นเอง ·


[อ่าน ก้าวต่อก้าว ในฉบับอื่น] | [สารบัญ ก้าวฯที่ ๒๔]


รอยลอยกระทง กับพี่น้องคู่ซี้..กุ๊กไก่

พฤศจิกายน 15, 2007

[ก้าวต่อก้าว] โดย สารากร


รอยลอยกระทง กับพี่น้องคู่ซี้..กุ๊กไก่

หลายปีมานี้ ตัวสารากรเองไม่ได้มีโอกาสลอยกระทงอย่างเมื่อครั้งยังเป็นเด็กนักเรียนได้ทำในทุกวันเพ็ญเดือนสิบสอง จะว่าไปแล้วกิจกรรมตรงนั้นเป็นความสุข และสนุกที่ผสมรวมกับความตื่นเต้น และสิ้นสุดลงที่ความตื่นตาในตอนเช้าที่ยังคงพบกระทงของใครต่อใครลอยอยู่ในแม่น้ำนั้น เกิดคำถามว่า แล้วกระทงของเราล่ะ ตอนนี้ไปอยู่ที่ไหน

ก้าวต่อก้าวฉบับนี้เป็นฉบับที่เราจะต้องขอพูดถึงประเพณีที่มีความสำคัญอย่างมากกับสังคมไทยเรา นั่นคือประเพณีการลอยกระทง และเป็นที่น่ายินดีที่การสนทนากันครั้งนี้ ได้สองพี่น้องอารมณ์ดีมาพูดคุยในมุมมองที่น่ารักและดุเดือดตามแบบฉบับของเขาทั้งสอง นั่นคือ คุณวนิดา หาญสำเภา สาวพิษณุโลก หรือที่เรารู้จักกันในนามของวนิดา (พี่ไก่) อีกหนึ่งคนเป็นน้องชายชื่อ สุรชัย เสรีนิธิกุล หนุ่มเมืองนนท์ ผู้ใช้ชื่อในห้องหนอนสนทนาว่า วนิดา(นามปากกา) การโคจรมาพบกันของสองพี่น้องมักสร้างมุมมองที่น่าสนใจเสมอ และครั้งนี้เราจะได้สัมผัสกับแง่คิด ที่ไม่อาจมองข้าม

Read the rest of this entry »


ถนนสายเก่าที่ลาดยางมะตอยสีชมพู

ตุลาคม 1, 2007

[ก้าวต่อก้าว] โดย สารากร


ถนนสายเก่าที่ลาดยางมะตอยสีชมพู

คุณเคยเข้าใจความหมายของถนนสายเก่าไหม มีใครหลายคนบอกกับสารากรไว้ถึงถนนสายเก่า ที่เราเคยล่วงผ่าน นานเนิ่นนานจนกลายเป็นถนนสายใหม่ของใครอื่น ครานั้นเองรอยเท้าของเราที่ย่างเหยียบไว้จะเป็นแนว เป็นลู่ เป็นทางให้กับพวกเขาได้เข้าใจว่า หนทางที่กำลังเดินอยู่นั้น ครั้งหนึ่งเคยมีใครคนหนึ่งร่วมเดินทาง ถ้าเปรียบความชราของผู้คนเป็นถนนสายเก่า คุณคิดว่าอย่างไร เข้ากันไหม หรือว่าไม่เคยเกี่ยวข้องกันเลยแม้สักนิด ทว่าในมุมมองของใครอื่น อาจไม่เป็นเช่นนั้น

ผู้ชายอารมณ์ดี ที่มีมุมมองถึงความชรา ได้น่าสนใจ วันนี้ก้าวต่อก้าวนัดเขาเพื่อพูดคุยถึงเรื่องราวของถนนสายเก่า เขาคือ ยางมะตอยสีชมพู แห่งห้องหนอนสนทนา หรือ นายพีรพงศ์ พงษ์อิ่ม ไปป์ อดีต art director ปัจจุบันเป็นพนักงานฝ่ายการตลาดบริษัท ไทย ซูซูกิ จำกัด เราลองเดินทางไปพร้อมกันกับเขาบนถนนที่ลาดด้วยยางมะตอยสีชมพู

Read the rest of this entry »


ชีวิตที่ไม่มีวันหยุดราชการ

กันยายน 15, 2007

[ก้าวต่อก้าว] โดย สารากร


ชีวิตที่ไม่มีวันหยุดราชการ
บทสัมภาษณ์ : ผู้ช่วยศาสตราจารย์สันต์ สารากรบริรักษ์
โดย สารากร
แม่แตง เชียงใหม่
๒๗ ตุลาคม ๒๕๔๙

เวลาย่อยกลืนบางสิ่งบางอย่าง และยังถนอมรักษาบางสิ่งไว้ได้ ในหนึ่งหน้าปฏิทินที่เราท่านจ้องมองการเลื่อนไหลผ่านไปในแต่ละวันนั้น เราตอบคำถามได้ไหมว่า ได้เก็บบางสิ่งไว้เพื่อเป็นเชื้อไฟในวันข้างหน้า หรือได้ละทิ้งสิ่งใดไว้บ้าง เมื่อเปลี่ยนเดือน สิ่งที่ตกตะกอนเหล่านั้น ยังคงทำให้มุมมองของเราชัดเจนอยู่ไหม หรือกลับขุ่นหมองกว่าเดิม

“พรุ่งนี้ก็สายเสียแล้ว” เป็นถ้อยคำที่รู้จักกันในฐานะเป็นคำสอนของศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี ผู้ก่อตั้งมหาวิทยาลัยศิลปากร นัยแห่งความนั้นเป็นแรงบันดาลใจให้มุ่งมั่นทำงานของใครต่อใครมาโดยตลอด

รวมทั้งผู้ช่วยศาสตราจารย์ สันต์ สารากรบริรักษ์ ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (จิตรกรรม) ประจำปีพุทธศักราช ๒๕๔๗ ศิษย์รุ่นแรกๆของอาจารย์ศิลป์ วันนี้ท่านจะมานั่งคุยกับเราในเรื่องของการทำงานโดยไม่มีปฏิทินเป็นตัวกำหนดความเคลื่อนไหว หากแต่เป็นใจที่มุ่งมั่นทำงานอย่างโดดเดี่ยว

Read the rest of this entry »


ความเกิดดับของชีวิต ในทรรศนะสนิมกฤช

กันยายน 1, 2007

[ก้าวต่อก้าว] โดย สารากร


ความเกิดดับของชีวิต ในทรรศนะสนิมกฤช

คำว่า “ชีวิต” มีความหมายลึกซึ่ง ครอบคลุมทุกองค์ประกอบ ที่รวบรวมขึ้นมาเป็นสังคม เป็นโลกของเรา ชีวิตจึงมีค่า และมีความหมาย ผู้ชายคนหนึ่ง ผู้ซึ่งอยู่ในทั้งสองโลก กำลังบอกอะไรกับเราบางอย่าง บางคำที่เขาเอ่ยกับเราในค่ำคืนนั้น สะท้อนมุมมองของการมีชีวิตอยู่ อย่างที่เราอาจเข้าใจกันดีอยู่แล้ว หรือว่าเราอาจไม่เคยเข้าใจความหมายของชีวิตเลย

จริงอยู่ที่คนเรามีสิทธิเสรีภาพ และชีวิตที่อยู่ภายใต้กรอบบังคับของจิตใจของเราเล่า มีเสรีภาพอย่างไร ในเมื่อเราผูกกายกับจิตไว้ด้วยกัน ทั้งสองจึงเกื้อกูลกันจนกว่าจะถึงการดับสูญ ในใจลึก ๆ เรายังเชื่อว่า แม้ว่าร่างกายจะพ้นจากความเป็นแล้ว จิตวิญญาณจะยังอยู่ เป็นเช่นนั้น ตามความเชื่อของเราเอง

ชายหนุ่มวัยเบญจเพส ชาวจังหวัดนครศรีธรรมราช ชื่อว่า วรพัฒน์ แป้นประดิษฐ

หรือที่รู้จักกันในนามของ สนิมกฤช แห่ง ห้องหนอนสนทนา ผู้มักตั้งคำถามในเชิงพุทธศาสตร์สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี คณะมนุษยศาสตร์ เอกภาษาอังกฤษ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย และกำลังจะบินลัดฟ้าไปศึกษาต่อระดับปริญญาโทยังประเทศรัสเซีย เขาคือคนหนุ่มที่มีความอ่อนโยน และสำนึกในเรื่องของกฎธรรมชาติ เรามาทำความรู้จัก ความเกิดดับของชีวิต ในทัศนะสนิมกฤชด้วยกัน
Read the rest of this entry »


สงครามความคิด และวิกฤตสันติภาพ

สิงหาคม 15, 2007

[ก้าวต่อก้าว] โดย สารากร


สงครามความคิด และวิกฤตสันติภาพ

โลกของเรา มีสิ่งมีชีวิตมากมาย “คน” เป็นสิ่งมีชีวิตเดียวที่เข้าใจว่า สามารถแสดงความคิดเห็นได้ โต้ตอบกันได้โดยผ่านกระบวนการเรียนรู้ แต่ที่ผ่านมา คนนี้เองที่ลงเอยการแสดงความคิดเห็นที่ไม่ลงรอยกันด้วยการเข่นฆ่า เช่นเดียวกับการล่าเนื้อของสัตว์ที่แข็งแรงกว่า ต่างกันเพียงเท่านี้ว่า คนไม่ได้ฆ่ากันเพื่อล่าเป็นอาหาร เกิดอะไรขึ้นกับระบบความคิดของคน ที่เรียกตัวเองว่าสัตว์ประเสริฐ หรือพวกเขาเหล่านั้น มีสัญชาตญาณสัตว์ป่าอยู่ในกมลสันดาน จึงไม่อาจใช้แนวทางสยบปัญหาอย่างสันติวิธีได้

เด็กสาวคนหนึ่ง เธอนำความมุ่งมั่นมาจากดอยสูงเพื่อเรียนรู้ และรับใช้สังคมที่มีแต่รอยแตกแยก เธอชื่อ อัญญาณี สิทธิอาษา นักศึกษาปริญญาโทชั้นปีที่ ๑ คณะวิทยาศาสตร์ สาขานิติวิทยาศาสตร์ หรือที่เรารู้จักเธอในห้องหนอนสนทนาชื่อ ปลา (ไม่) น้อย เธอเล่าด้วยความสดใสว่าชื่อเต็มของเธอว่า

“ปลา (ทอง) สมอง (น้อย) ค่ะ แต่หลัง ๆ เริ่มอ้วนเลยคิดว่ามันไม่น้อยแล้ว (หัวเราะ)”

ปัจจุบันเธอทำงานให้กับอาสาสมัครนักกฎหมาย เครือข่ายส่งเสริมคุณภาพชีวิตแรงงาน (LPN) การพูดคุยของเราครั้งนี้เกิดขึ้นในกลางดึกคืนหนึ่งก่อนที่เธอจะเดินทางลงใต้ไปจังหวัดปัตตานีในวันรุ่งขึ้น

Read the rest of this entry »