เรื่อง เงิน..เงิน..และการออมอด ของอดีตหลวงจีน ‘ทุศีล’

[ก้าวต่อก้าว] โดย สารากร


เรื่อง เงิน..เงิน..และการออมอด
ของอดีตหลวงจีน ‘ทุศีล’

คุณคิดว่าปริญญาตรีนี่ได้มาง่าย ๆไหม ก็ในเมื่อใครต่อใครก็มีใบปริญญามาครอบครองทั้งนั้น

อย่าเพิ่งงงกับคำถามของสารากรข้างบน หากแต่เป็นความข้องใจเพียงเท่านั้นว่า ในประเทศที่มีบัณฑิตเข้าแถวรับปริญญาปีหนึ่ง ๆ จำนวนไม่น้อย บุคคลเหล่านี้เขาไปไหนกันหมด ในเมื่อบ้านเมืองไม่สามารถก้าวพ้นคำว่าประเทศกำลังพัฒนาไปได้

ผู้นำประเทศ รวมทั้งผู้ปกครองประเทศต่างพยายามทำให้ประเทศไทยมีทุกอย่างที่เอื้อต่อการเติบโต ไม่ว่าจะเป็นองค์ความรู้ และทฤษฎีมากมายที่ให้ทดลองใช้ อะไรคืออุปสรรคอันใหญ่หลวงที่ขวางกั้นความก้าวหน้าอย่างที่ควรจะเป็น

และการสนทนาครั้งนี้ เป็นการพูดคุยเบา ๆ กับผู้ชายจากแดนใต้ ผู้ที่เคยใช้ชื่อในห้องหนอนสนทนาว่า หลวงจีนทุศีล แต่ต่อมาไม่นานก็ขอทิ้งชื่อไว้เพียง ทุศีล เท่านั้น เขามีนามว่า ต้อง หรือ พี่ต้องของกีรติ เสียงนุ่ม ๆ ของเขาอาจเบาไปเมื่อเทียบกับความกล้าหาญและรักการเดินทาง หลังสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี สาขาวิศวกรรมโทรคมนาคม จากบางกอก เขาก็มุ่งหน้าทำสิ่งที่ใช่ตัวเขาที่พัทลุงเรื่อยมา

สารากร : ไม่ทราบว่าตอนนี้คุณทำงานเกี่ยวกับอะไรคะ
ทุศีล : คอมพิวเตอร์

สารากร : รายได้ที่ได้รับคิดว่าพอเพียงกับภูมิปัญญาที่ทุ่มเทไปหรือเปล่า
ทุศีล : ก็ถือว่ายังนะ ค่อนข้างต่ำถ้าเทียบกับที่เคยทำก่อนหน้านี้

สารากร : มีบัณฑิตจบใหม่ไม่น้อยที่ไฟแรง และหลอมอุดมการณ์ด้วยการงาน คุณเองเคยผ่านช่วงเวลานั้นบ้างไหม  เคยทำงานเพื่อสาธารณประโยชน์ไหมคะ อยากให้ลองเล่าให้ฟัง
ทุศีล : เคยอยู่ งานแรกที่ทำหลังจากจบมา เป็นผู้ประสานงานโครงการอยู่ที่-มูลนิธิไวล์เอด- หรือ -มูลนิธิเพื่อนป่า- ในปัจจุบัน ซึ่งมีหน้าที่รับผิดชอบเรื่องการจัดนิทรรศการเรื่องรณรงค์ในการต่อต้านการซื้อขายสัตว์ป่า

สารากร : คุณยังหยอดเงินในกระปุกออมสินไหมคะ
ทุศีล : ไม่ได้หยอดมานานมากแล้วล่ะ

สารากร :เคยทุบกระปุกไหม/กี่ครั้งในชีวิต
ทุศีล : ทุบนี้คงไม่เคย เคยแต่แงะอะ (หัวเราะ) เพราะว่าใช้แบบแงะได้ตลอด
สารากร : (หัวเราะลั่น)

สารากร : ระยะเวลาในการออมเงินของคุณสม่ำเสมอหรือเปล่า
ทุศีล : ไม่สม่ำเสมอนะ จะสะสมเงินก็ตอนอยากได้ของสักชิ้น อย่างเวลาอยากได้เป้เดินป่า กล้องดูนก ถึงจะเริ่มเก็บ

สารากร : เคยได้อะไรมาด้วยเงินออมบ้างคะ
ทุศีล : ก็หลายอย่างอยู่นะ ส่วนใหญ่ก็พวกอุปกรณ์เดินป่าทั้งหลายแหล่นี่แหละ และก็หนังสือชุดที่ราคาค่อนข้างแพงหน่อย

สารากร : ประสบการณ์ในการทำงานของคุณสอนอะไรคุณบ้าง
ทุศีล : ฝึกความชำนาญจากงาน ศึกษาสันดานจากคน- ปัญหาจากงานอาจยากตอนเริ่มต้น แต่ปัญหาจากคนยิ่งนานก็ยิ่งยากกว่า

สารากร : ถ้าหากว่าในอนาคตเงินของคุณกลายเป็นทองคำ คุณจะทำยังไง
ทุศีล : ถ้าในอนาคตเค้าใช้ทองซื้อข้าวปลาอาหาร ซื้อของใช้ต่าง ๆ แทนเงินกัน ผมก็ไม่มีปัญหา ก็ยังใช้จ่ายเหมือนเดิมตามปกตินี่แหละ

สารากร : คำว่าพอเพียง-คุณมีความคิดเห็นว่าอย่างไร
ทุศีล : ผมว่าความหมายของคำว่า-พอเพียง-มันชัดเจนอยู่ในตัวนะ และเชื่อว่าทุกคนต่างก็มีความพอเพียงทั้งนั้น เพียงแต่ขนาดความพอเพียงแต่ละคนมันก็ขึ้นอยู่กับขนาดกิเลสของละคน แต่ผมเชื่อว่าแต่ละคนมันมีจุดอิ่มตัวของตัวเองทั้งนั้น ปัญหามันอยู่ที่ว่ากว่าจะถึงจุดอิ่มตัวของคนบางคน หรือคนบางกลุ่ม มันจะทำให้สังคมเดือดร้อน ทีนี้จะจัดการยังไงก็คงขึ้นอยู่กับคนในสังคมนั้นละนะ

สารากร : ในสังคมทุกวันนี้ คุณคิดว่าอะไรเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดในการดำรงชีวิต
ทุศีล : ไม่ว่าโลกยุคไหน ปัจจัยสำคัญในการดำรงชีวิตก็ยังคงเป็น ยา-อาหาร-เครื่องนุ่งห่ม และที่อยู่อาศัย อยู่นั่นแหละ หือ? กำปั้นทุบดินไปเหรอ หรือคุณจะบอกว่ามันไม่ใช่ล่ะ

สารากร : แนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง-คุณคิดว่าสามารถใช้ได้จริงในสังคมไทยหรือไม่
ทุศีล : ผมว่าที่ไหน ๆ ก็ใช้ได้ แต่ถ้าคุณหมายถึงมันจะเกิดขึ้นจริงกับบ้านเราหรือไม่ละก็ ผมว่าไม่ง่ายแน่ ๆ ตราบเท่าที่สังคมเรายังจับต้องและสัมผัสถึง-ความพอเพียง-แบบฉาบฉวยและผิวเผินอย่างงี้ มันก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร ในเมื่อสังคมบริโภคนิยมที่ไหนเค้าก็เป็นกัน อะไรฮิต อะไรดังก็เฮตามกันไป แต่ถึงยังไง ผมก็ยังเชื่อว่ามันต้องมีบางส่วน บางกลุ่มที่ยึดถือความพอเพียงเป็นสรณะ เป็นปรัชญาในการดำรงชีวิตนั้นเกิดขึ้นและมีอยู่จริงแล้วในบ้านเรา

สารากร : จะว่าไปแล้ว คำว่า พอ นี้ ส่วนตัวคิดว่าเข้าหลักธรรมคือรู้ประมาณตน  นั่นก็เท่ากับว่าทฤษฎีนี้เกิดขึ้นมากว่า ๒๕๕๐ ปี ไม่ใช่เรื่องใหม่ที่น่าตื่นตะลึง  คุณคิดว่า อะไรทำให้คนหลงลืมเรื่องเหล่านี้ไป
ทุศีล : คิดว่าเป็นเพราะกระแสสังคมที่เร่งรีบ รีบทุกอย่างตั้งแต่เกิดจนตาย จะกิน จะนอน จะเดินทาง ก็ยากจะได้เร็ว ๆ ไปซะหมด จนเราลืมใส่ใจที่จะสนใจกับรายละเอียดในชีวิตว่ามันมีอะไรอีกมากมายมากกว่าจุดหมายที่เราต้องการ เรื่องราวระหว่างทางนั่นแหละที่ทำให้เราตระหนักถึงคุณค่าของปลายทาง

สารากร : วางแผนในการทำงานไว้อย่างไรบ้าง
ทุศีล : ไม่มีอะไรมาก ก็แค่เรียนรู้และสนุกไปกับมัน…เท่านั้นเอง

สารากร : มีนักธุรกิจคนหนึ่งบอกเอาไว้ว่า แนวคิดต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นมานั้น จะใช้เพียงอย่างเดียวไม่ได้  จะต้องผสมผสานกัน แล้วคุณคิดว่า แนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงเพียงอย่างเดียว เพียงพอไหม กับการดำรงฐานะทางเศรษฐกิจของคนไทยคะ
ทุศีล : จะว่าพอก็ใช่ แต่จะว่าไม่ก็ถูก โดยส่วนตัวผมเชื่ออย่างนึงว่า เราไม่ได้อยู่ด้วยหลักการใดหลักการนึงอยู่แล้ว เพราะตลอดชีวิตที่ผ่านมาเราเรียนรู้อะไรมาตั้งมากมาย แต่ละหลักการแต่ละแนวคิดอาจมาจากการแตกหน่อ-ต่อยอดมาจากอีกหลักการหนึ่งก็ได้ ปัญหามันจึงไม่ได้อยู่ที่หลักการว่าเหมาะสมหรือเพียงพอกับการใช้หรือไม่ แต่น่าจะอยู่ที่ผู้ใช้ว่าแท้จริงแล้วเค้าต้องการอะไรและเพื่อใครกันแน่

สารากร : ฝากคำถามสุดท้ายไว้ว่า  อะไรคือแนวคิดที่คุณใช้ในการทำงาน และบริหารอารมณ์ ทรัพย์สิน และสุขภาพคะ
ทุศีล : เรียนรู้และสนุกไปกับมัน เพราะชีวิตสั้น ๆ จะอยู่ได้อีกกี่วันก็ไม่รู้ อย่ามัวแต่หลงอยู่กับอดีต และไม่เบียดเบียนปัจจุบัน แต่ก็ไม่หันหลังให้อนาคต

* * *

ไม่มีอำนาจใดในโลกหล้า
ผู้ปกครองต่างมาแล้วสาบสูญ
ไม่มีใครล้ำเลิศน่าเทิดทูน
ประชาชนสมบูรณ์นิรันดร์ไป

· วิสา คัญทัพ

บางครั้งเราก็ต้องทบทวนว่า สิ่งที่ใช่ ใช้ได้กับความจริงของตัวเรามากน้อยสักเท่าไร สมกับคำที่วิสา คัญทัพกล่าวไว้ว่า เมื่อท้องฟ้าสีทองผ่องอำไพ ประชาชนย่อมเป็นใหญ่ในแผ่นดิน สารากรก็หวังว่าจะหมายรวมถึงความเข้าใจในการดำรงชีวิตด้วยตัวเองมากขึ้นนั่นเอง ·


[อ่าน ก้าวต่อก้าว ในฉบับอื่น] | [สารบัญ ก้าวฯที่ ๒๔]

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: