พุทธบูรณา ชีวประวัติพุทธทาส ฉบับท่าพระจันทร์

[Book Review] โดย (…)


พุทธบูรณา ชีวประวัติพุทธทาส
ฉบับท่าพระจันทร์

เมื่อพระอาทิตย์กำลังทอแสงให้ความอบอุ่นแก่โลกยามเช้า ยามเช้าอันอบอุ่น ข้าพเจ้าเฝ้ามองความอ่อนโยนที่ธรรมชาติกระทำต่อกัน ผ่านกระจกห้องผู้ป่วยชั้นสี่หรือห้าไม่แน่ใจได้ แต่สูงจนเห็นอะไร ๆ ที่กำลังดำเนินไปในเบื้องล่างอย่างช้า ๆ เป็นห้องผู้ป่วยรวมที่ไม่เลวนัก ในราตรีที่ผ่านมานั้น ความล้มเหลวในการประคองชีวิตนำพาให้ข้าพเจ้าต้องมาจบตัวเองลงบนเตียงผู้ป่วยแห่งนี้ รายเรียงไปด้วยผู้ป่วยอีกประมาณสามสี่คน แต่ละคนล้วนแตกต่างอาการ บ้างไม่อาจเคลื่อนไหวใด ๆ บ้างทำได้เพียงขยับบางส่วน บ้างชราจนเลอะเลือน ฮึ…

“เพราะชีวิตคนเรานั้นเปราะบางเหลือเกิน เกินกว่าที่จะปล่อยให้ดำรงผ่านไปวัน ๆ อย่างไร้สติ”

เป็นวาบความคิดเมื่อสามปีก่อนนั้น สามปีก่อนที่ได้เริ่มใช้ชีวิตในแต่ละวันให้มีความหมายมากกว่าเพียงการทำงานการกินและหลับนอน ในวันที่นอนสงบอยู่บนเตียงผู้ป่วยขณะนั้น สิ่งที่กระทำได้โดยที่หมอและพยาบาลไม่ว่ากระไรคือการคิด ‘คิด’ ทบทวนเรื่องราวต่าง ๆ นานา สิ่งต่าง ๆ ที่หล่อหลอมความเป็นไปของตนเองจนล่วงพ้นมาจนถึง ณ จุดที่นั่งอยู่ตรงนี้

* * *

“ชีวิตน่าจะเป็นสิ่งที่มีความหมายมากกว่าการหาเช้ากินค่ำไปวัน ๆ มิใช่หรือ?”

เด็กหนุ่มเฝ้าถามตัวเองอยู่ในใจซ้ำแล้วซ้ำเล่านับครั้งไม่ถ้วน แต่ “อะไรคือความหมายล่ะ?” แม้แต่ตัวเขาเองก็ยังไม่มีคำตอบที่แจ่มชัด แม้พอจะมีเค้าเงื่อนราง ๆ อยู่บ้าง

สิ่งนั้นก็คือ หนังสือ!

(หน้า๓๔ – ทางเลือกกับความใฝ่ฝัน)

เมื่อแรกที่หยิบหนังสือเล่มนี้ขึ้นมา เพียงหวังไว้สองอย่างที่หมายจะได้รับจากการอ่านคือ เรื่องราวประวัติความเป็นมา แลเป็นไปของมหาบุรุษอันเคารพว่าเป็นครุทางจิตที่ชี้นำจิตใจให้เกิดการบูรณาการ อีกหนึ่งคือเพื่อศึกษาลักษณะการเรียบเรียงงานเขียนของอาจารย์สุวินัย ที่ลื่นไหลสอดประสานเรื่องราวของพุทธะและชีวประวัติของผู้คนได้ละมุนละไมดั่งคล้ายกับกำลังสดับฟังบทเพลงแห่งธรรมชาติอันขับขานอย่างเรียบง่ายแต่มีพลัง

เรื่องราวในหนังสือหากแบ่งออกได้เป็นสัดส่วน เห็นจะได้สามส่วนหลัก ๆ คือ ส่วนแรก เมื่อแรกครั้งท่านพุทธทาสออกบวชศึกษาธรรมขบคิดหลักข้อสงสัยต่าง ๆนานา แลคำถามที่มีต่อกระบวนการศึกษาธรรมของยุคสมัยนั้น จนได้เกิดปาฐกถาพิเศษเรื่อง “วิถีแห่งการเข้าถึงพุทธธรรม” อันเป็นที่ยอมรับและประทับใจแก่ผู้ได้เข้ารับฟัง แต่นั่นก็ยังนับได้ว่าเป็นเพียงการบรรลุธรรมในขั้นที่เรียกได้ว่าความรู้หรือ พระปริยัติธรรม หมายถึง คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า

สืบต่อจากช่วงแรกมานั้นเข้าไปในส่วนที่สองของหนังสือจึงเป็นเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติธรรมเพื่อค้นหาความเป็นพุทธะ

“ในการจะเข้าถึงพุทธธรรมนั้น แม้แต่ความเชื่อในครูของตน หรือแม้แต่การถือเอาพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์เป็นที่พึ่งก็ต้องเปลื้องออก!”

เพราะสิ่งเหล่านี้เขาบอกว่า แทนที่จะเป็นเครื่องช่วยเหลือ กลับจะเป็นเครื่องเหนี่ยวรั้งจมติด ไม่มีวันที่จะเข้าถึงนิพพานได้เลย พอฟังถึงตรงนี้ ผู้คนที่นั่งฟังกันอย่างตั้งอกตั้งใจในห้องประชุมนั้น ถึงกับช็อกไปตาม ๆ กัน เพราะมันกระทบความรู้สึก ความเชื่อดั้งเดิมของพวกเขาอย่างรุนแรงอย่างที่ไม่เคยได้ยินมาก่อน

(หน้า๑๑๑- บันลือสีหนาท)

ครั้งเมื่อเข้าสู่เนื้อหากลางเล่มจึงเป็นการปฏิบัติธรรมและความคิดในการที่จะเผยแผ่พุทธศาสนาประกอบด้วยการเดินทางไปยังประเทศอินเดียของท่านเพื่อที่ค้นหาคำตอบที่ท่านสงสัยมานาน และขณะนั้นที่ผู้เขียนได้เรียงร้อยสอดประสานเรื่องราวของประวัติศาสตร์ของพุทธศาสนา และหลักคำสอนเบื้องต้นสลักลึกไปพร้อมกับรอยเท้าที่ก้าวย่างไปแต่ละสถานที่ของท่านพุทธทาส อาจเรียกได้ว่าสามารถใช้เป็นหนังสือสอนวิชาพุทธศาสนาขั้นพื้นฐานได้เป็นอย่างดี

“ถิ่นนี้มีภูมิภาคอันรื่นรมย์ มีหมู่ไม้ร่มรื่นน่าสบายใจ ทั้งมีแม่น้ำไหลผ่าน น้ำใสไหลเย็น และมีท่าน้ำ คือ ชายหาดที่ราบเรียบ ทั้งหมู่บ้านที่จะภิกขาจารก็มีอยู่โดยรอบ นับเป็นสถานที่ควร บำเพ็ญเพียร”

พระไตรปิฎก

25 ตุลาคม พ.ศ. 2498 (ค.ศ. 1955)…ณ เขาดงคสิริ

อินปัญโญ กำลังนั่งเจริญสมาธิภาวนาอยู่ในถ้ำเล็ก ๆ บนเขาดงคสิริ อันเป็นสถานที่ที่พระพุทธเจ้าไป บำเพ็ญเพียร อยู่บริเวณนั้นเป็นเวลายาวนานถึง 6 ปี เขารำพึงในใจว่า คนเราทุกคนล้วนเกิดมาเป็นคนพร้อม ๆ กับ “สามไม่รู้” คือ ไม่รู้ ว่าจะตายเมื่อไหร่ กับ ไม่รู้ ว่าจะบรรลุธรรมเมื่อใด และ ไม่รู้ ว่าจะบรรลุธรรมได้อย่างไร เพราะ “สามไม่รู้” นี้เองที่ทำให้คนเราต้อง “แสวงธรรม” ซึ่งพระพุทธเจ้าตอนยังเป็นพระโพธิสัตว์ ก็ไม่มีข้อยกเว้นคืออยู่ใน “สามไม่รู้” เหมือนกับคนอื่น พระองค์จึงต้องดิ้นรนแสวงหาอย่างถึงที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อขจัดความไม่รู้เหล่านั้น อินทปัญโญปล่อยจิตของเขาให้ล่องลอยย้อนกลับไปในสมัยที่พระพุทธองค์ยังทรงบำเพ็ญทุกรกิริยา ณ ที่เขาดงคสิริแห่งนี้…

(หน้า๓๔๒- ดงคสิริ)

ตลอดเรื่องราวของการเดินทางตามรอยเท้าท่านพุทธทาสนั้น ย่อมมีผู้เกี่ยวข้องกับเรื่องราวมากมายเวียนผ่านมาพบเจอ ไม่ว่าจะเป็น ท่านศรีบูรพา พระหนุ่มผู้ชำนาญงานศิลป์ เขมานันทะ ท่านเท็นซิน กยัตโส หรือที่รู้จักกันก็คือ องค์ทะไลลามะนั่นเอง เหล่านี้ล้วนแล้วเติมเต็มเรื่องราวของภาระกิจที่ท่านพุทธทาสได้กระทำมาตลอดในช่วงปลายของชีวิต

ความตายนั้น ไม่มีความหมายสำหรับต้นไม้ ตราบใดที่ไม่รู้จะกำหนดจุดไหนว่าคือ ความตายของต้นไม้อะไรคือ “ความตาย” ของคนคนหนึ่ง ต่อให้คนผู้นั้นสิ้นสังขารไปแล้ว แต่ถ้าคำสอนของเขาและวิถีของเขายังมีผู้สืบทอดอยู่ และยังดำรงอยู่จะเรียกว่า คนผู้นั้น “ตาย” ได้หรือ?

ในอีกแง่หนึ่ง ความตาย กับ การตาย ก็แตกต่างกัน เพราะ การตายเกิดขึ้นตลอดเวลา ตั้งแต่คนเราเกิดแล้ว คนเราพอคลอดจากครรภ์มารดา เราก็เริ่มตายแล้ว การตายเกิดขึ้นตลอดเวลาในชีวิตของเรา ขณะที่เรากำลังทำกิจกรรมต่าง ๆ อยู่นี้ เซลล์ผิวหนังก็ตาย เซลล์ในหลอดอาหารในกระเพาะ ในลำไส้ของเราก็ตายแล้วลอกหลุดออกมา การตายลักษณะนี้เพิ่มทวีขึ้นเรื่อยๆ เมื่อคนเราโตขึ้น ๆ เพราะ มันคือ ธรรมชาติที่จะต้องตาย เพื่อให้มีสิ่งเกิดขึ้นมาใหม่ วนเวียนกันไปอย่างนี้อยู่เรื่อย ๆ ไม่มีที่สิ้นสุด จึงเห็นได้ว่า เราไม่สามารถจี้ไปที่จุดใดจุดหนึ่ง แล้วระบุว่าเป็นความตายได้ เราทำได้เพียงแค่สมมติเอาว่าเช่นนี้เรียกว่า ตาย ก็แล้วกันเท่านั้น

ความตายจึงไม่มีในเชิงปรมัตถ์ คงมีแต่การตายกับการเกิดวนเวียนกันไป ความกลัวตายจึงเป็นอวิชชาอย่าง สูงสุดอย่างหนึ่งของมนุษย์

(หน้า๕๒๒- นิพพานกับการสิ้นสังขาร)

หลังจากที่ข้าพเจ้าอ่านเรื่องราวทั้งหมดจนจบ มีความประทับใจซาบซึ้งเกิดขึ้น มันเป็นความสุขที่ได้รับรู้เรื่องราวและความรู้ที่ไม่เคยรู้มาก่อนในอีกด้าน จะว่าไปแล้ว ความรู้สึกเมื่อสามปีก่อนที่ได้อ่านหนังสือธรรมะครั้งแรกกับหนนี้ช่างแตกต่างกันเหลือเกิน เมื่อหวนคิดถึงเรื่องราวหนหลัง หากครั้งนั้นไม่เกิดเหตุพลิกผันทางสุขภาพร่างกาย จนปัจจุบันนี้ข้าพเจ้าจะยังรับรู้ได้หรือไม่ว่า ความงดงามของธรรมะนั้นเป็นเช่นไร

บางครั้ง เงื่อมถึงกับต้องปิดหนังสือธรรมะลง หลับตาพริ้มด้วยความรู้สึกปีติจนถึงกับขนลุกซู่ และแผ่ซ่านไปทั่วร่าง นั่นไม่ใช่แค่เพราะคำพูดหรืออักษรในหนังสือธรรมะที่กระทบใจเขาเท่านั้นหรอก แต่เพราะตัวเขาได้แลเห็น โลกใหม่ ที่เปิดกว้างขึ้นจากการได้อ่านหนังสือเหล่านี้ ราวกับว่าตัวเขาได้ค้นพบ โลกอีกโลกหนึ่งในจิตใจของเขา ซึ่งต่างจาก โลกแห่งการทำมาหากิน ที่เขาจำต้องอยู่กับมันทางกายภาพนี้มากนัก

(หน้า๓๕ – ทางเลือกกับความใฝ่ฝัน)

    ชื่อหนังสือ : พุทธบูรณา ชีวประวัติพุทธทาส ฉบับท่าพระจันทร์
    ISBN : 974-82331-5-4
    ผู้แต่ง : สุวินัย ภรณวลัย
    ครั้งที่ ๑ / ปีพิมพ์: ๒๕๕๐
    http://www.suvinai-dragon.com

[อ่าน Book Review ในฉบับอื่น] | [สารบัญ ก้าวฯที่ ๒๔]

4 ตอบกลับที่ พุทธบูรณา ชีวประวัติพุทธทาส ฉบับท่าพระจันทร์

  1. สวรรค์เสก พูดว่า:

    ด้วยความเคารพแด่ภูมิปัญญาของท่านผู้เป็นเจ้าของชีวประวัติเป็นอย่างสูง

    เกล้ากระผม นายสอ ขอคุยด้วยถึงประโยคข้างบนสักนิดว่า

    “ในการจะเข้าถึงพุทธธรรมนั้น แม้แต่ความเชื่อในครูของตน
    หรือแม้แต่การถือเอาพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์เป็นที่พึ่งก็ต้องเปลื้องออก”

    อันตรายเหลือเกินครับหลวงพ่อ
    คำสอนนี้อันตรายต่อผู้ศึกษาเล่าเรียนใหม่เหลือเกิน

    ผมไม่ปฏิเสธดอกครับว่านักปราชญ์ไม่จำเป็นต้องพกตำรา
    และมือกระบี่ที่แท้จริงไม่จำเป็นต้องถือกระบี่
    แต่กว่าท่านเหล่านั้นจะลุถึงภูมิจิตภูมิปัญญาระดับนั้นได้
    กระทั่งทิ้งหมดทั้งตำรับตำราและกระบี่ในมือ-ในใจ ได้นั้น
    ล้วนแล้วแต่ผ่านการเคี่ยวกรำคร่ำเคร่งในการอ่านเขียน
    ล้วนแล้วแต่ผ่านกวัดแกว่งในกระบวนท่าเดิมๆ ไม่รู้กี่ร้อยกี่ล้านครั้ง

    การจะสอนคนให้เป็นนักปราชญ์โดยไม่ให้ยึดถือเอาการอ่านเขียน
    การจะสอนคนให้เป็นเซียนกระบี่โดยไม่ให้ยึดถือการฝึกฝน
    ข้ามไปสอนขั้นสุดท้าย คือการไม่ให้ยึดติดอะไรทั้งสิ้นเสียเลยนั้น
    ช่างดูเลื่อนลอยเหนือวิสัยตามหลักเหตุผลเกินไป

    สำหรับผมแล้ว
    หากคุณไม่ยึดมั่นถือมั่นในสิ่งนั้นๆ อย่างเอาจริงเอาจัง
    เรียนรู้ค้นคว้ามันชนิดที่ว่ากัดไม่ปล่อยแล้วละก้อ
    คงยากที่จะเข้าใจสภาวะนั้นได้ทั้งหมด กระทั่งนำมาซึ่งการปล่อยวางลงได้

    คำสอนวรรคนี้ของหลวงพ่อเหมือนการสอนของเซ็น หรือของเต๋า มากเลยครับ
    นั่นคือเอาปลายมาเป็นต้น บอกพรวดไปเลยว่าไม่ให้ยึดถือแม้แต่พระรัตนตรัย
    เป็นธรรมดาแหละครับ ที่คำสอนแบบนี้จะกระทบอารมณ์ของ “ผู้ใหม่”
    กระทั่งฮือฮากันทั้งห้องประชุม แต่สำหรับผู้เก่าที่คุ้นชินกับแนวทางปฏิบัติมาแล้ว จะถือว่าเป็นประโยคที่ธรรมดามาก

    ผมไม่แปลกใจเลยที่เห็นครูบาอาจารย์และนักวิชาการทั้งหลายในเมืองไทย
    ฉลาดคิด ฉลาดเขียนธรรมะแนวปรมัตถ์แบบนี้ โดยไม่มีกระบวนการปฏิบัติแบบเป็นขั้นตอน
    “ปรัชญาธรรมะ” นั้น กระตุ้นให้เรารู้สึกอร่อยในการคิดได้ดียิ่งนัก
    ต่างจาก “พุทธศาสนาแท้” ที่สอนสั้นๆ ง่ายๆ เพียงแค่ “พุทธัง ธัมมัง สังฆัง สรณังคัจฉามิ”

    การบอกว่าสามสิ่งนี้จะเป็นเครื่องเหนี่ยวรั้งจมติด
    ไม่มีทางทำให้คนเราเข้าถึงพระนิพพานได้นั้น
    ผมว่าคนที่ฉลาดพอจะอาศัยแพข้ามน้ำได้
    คงไม่โง่ที่จะแบกแพนั้นๆ ติดตัวขึ้นฝั่งไปด้วย
    ปัญหาที่มีในตอนแรกเริ่มนี้คือ
    ไร้ซึ่งคนจะลงมือตัดไม้มาผูกแพ
    มีแต่คนที่คิดจะสละแพกันไว้ก่อนล่วงหน้าทั้งนั้น
    การสอนให้รู้จักสละแพจึงไม่น่าจะใช่คำสอนที่ดีสำหรับผู้ใหม่
    อาจจะสร้างความฮือฮาได้บ้าง แต่ผู้ที่ล่วงไปได้จริงๆ แล้วนั้น
    ท่านจะสมเพชเอาได้ ว่าทำไมไม่สอนให้สร้างแพ และยึดมั่นในแพนั้นก่อน

    ยึดให้มั่นเถิดครับ ลองปฏิบัติดูให้รู้แจ้งไปทีสิว่า
    พระพุทธเจ้า พระธรรมเจ้า พระสังฆเจ้า ที่แท้จริงคืออะไร?
    อะไรที่ทำคนให้เป็นพระพุทธเจ้า?
    อะไรที่เป็นสัจจะที่แท้จริง?
    ผู้เข้าใจสัจจะอันนั้นได้(อย่างแท้จริง)ควรเรียกว่าอะไร?

  2. swordbelt พูดว่า:

    สวัสดีวันหยุด วันอันเป็นมงคลของชนชาวไทยขอรับท่านพี่สองที่เคารพ

    นานเหลือเกินขอรับที่ศิษย์น้องไม่ได้อ่านอักษรธรมะของท่านพี่
    ร่ายอักษรท่านพี่ยังคงแน่น หนักหน่วงและกระจ่างชัดแจ๋ว เช่นเคย

    อ่านทวนย้อนไปจนจบกระบวนความ จึงพบว่าเป็นจริงตามที่ท่านพี่สองสะกิดไว้ อันตรายจริงอย่างที่ท่านพี่ว่าขอรับ นับเป็นความหยาบ และ ด่วนใจไม่ละเอียดรอบคอบในการหยิบยก บางตอนบางประโยค ขึ้นมากล่าวถึง โดยมิได้ แถลงลงลึกไปถึงเบื้องต้นแห่งที่มานั้นๆ (โขกกะบานสามโป๊กโดยจิตสำนึกได้) คราวหลังจะระวังให้มากกว่านี้ขอรับ

    “ปรัชญาธรรมะ” ที่ท่านพี่เอ่ยถึงทำให้ข้าพเจ้าหยุดคิดไตร่ตรองอีกตลบขอรับว่า ความอร่อยที่ได้รับนั้นก็ไม่ต่างอะไรกับผักชุบแป้งทอดละขอรับ

    เดี้ยวนี้มีพระรุ่นใหม่ๆก็เยอะที่หันมาปรุงรสธรรมมะให้อร่อยแปลกลิ้น เพื่อเชิญชวนให้ เด็กๆที่ไม่ชอบกินผักหันมาลองลิ้มกินรสของธรรมะในอีกทางหนึ่ง เมื่อเข้าใจ เมื่อเข้าถึง ก็เกิดการพัฒนาเป็นลำดับ ไม่มีใครกินผักชุบแป้งจนโตแน่ๆขอรับ

    ข้าพเจ้าไม่สงสัยในคุณค่าของผัก แต่.. ผักต่อให้มีประโยชน์เพียงใดถ้าไม่เข้าไปสู่กระบวนการย่อยดูดซึมสารอาหาร ก็แห้งตายไปก็เท่านั้น

    “อย่างแท้จริง” ที่พี่สองทิ้งในวงเล็บนั้น ไม่อาจรับรู้หรือรู้สึกได้ ด้วยการอ่านแลการท่องจำ หากแต่ต้องปฏิบัติอย่างชนิดกัดไม่ปล่อยอย่างที่ท่านพี่ว่าจริงๆ นั่นละ

    จึงขอยกเอานิทานสั่นๆของท่านนาสรุดินมาแปะไว้ขอรับ

    ๐ ผู้ทรงความรู้ ๐

    วันหนึ่งครูหนุ่มของหมู่บ้านมาร่ำลานาสรุดดิน บอกว่าจะไปหาความรู้เพิ่ม เมื่อครูคนนั้นถามว่าคนที่เขาควรแสวงหาและยกย่องให้เป็นครูคือคนจำพวกใหน นาสรุดดินท่องสุภาษิตที่เขาเคยได้ยินจากคนในตลาดให้ฟัง

    คนที่ไม่รู้ และไม่รู้ว่าตัวเองไม่รู้คือคนโง่ จงเลี่ยงเสีย

    คนที่ไม่รู้ และรู้ว่าตัวเองไม่รู้คือเด็ก จงสอนเขา

    คนที่รู้ แต่ไม่รู้ว่าตัวเองรู้คือคนหลับ จงปลุกเขา

    คนที่รู้และรู้ว่าตัวเองรู้คือคนฉลาด จงเดินตามเขา

    นาสรุดดินหยุดพูดไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดต่อว่า

    “แต่เจ้ารู้ไหมว่ามันยากแค่ไหนที่จะแน่ใจว่าใครที่รู้และรู้ว่าตัวเองรู้จริง”

    ด้วยความเคารพเสมอมา

    น้องสาม (…)

  3. สวรรค์เสก พูดว่า:

    สวัสดีเช่นกันขอรับท่านพี่สามที่เคารพ

    อา…ผมอาจจะหิวจนหูอื้อตาลาย จึงได้พ่นน้ำลายประดามี้นั้นเลอะเทอะเต็มหน้า เอ๊ย! เต็มก้าวฯ ของท่านพี่เต็มไปหมด ต่อเมื่อได้ย้อนกลับมาอ่านใหม่และตรองให้ละเอียดรอบคอบดีแล้ว ถึงได้รู้ว่าตัวกระผมเองนั้นยังคิดแคบเกินไปซะเหลือเกิน

    ดี…ยังนับว่าดีที่ได้กิน “ผักชุบแป้งทอด” ของท่านพี่ไปชามใหญ่ ทำให้อิ่มหมีพลีมัน หลังจากย่อยกากใยขับถ่ายทิ้ง กระทั่งเหลือดำรงคงไว้แต่สารอารหารอันเป็นประโยชน์ในสมองแล้ว ถึงได้มีเรี่ยวแรงกระดุกกระดิกกระแดะมาคุยกับท่านพี่ได้อีกครั้ง

    กระผมไม่สงสัยต่อความเป็น “ขุนเขาแห่งพุทธธรรม” ของท่านผู้เป็นเจ้าของชีวประวัติดอกขอรับ แต่ข้องใจต่อความเห็นของท่านผู้นำประวัติของ “หลวงพ่อ” มาถ่ายทอดต่อต่างหาก เพราะตามที่สติปัญญาเท่าหางลูกอ๊อดที่ผมมีและได้เคยอ่านงานของท่านผู้นี้มาบ้าง รู้สึกท่านยัง “พยายาม” อยู่น่ะครับ พยายามถ่ายทอด “สิ่งนั้น” ออกมา แต่มันยังไม่คมและในบางสิ่งบางครั้งก็ไม่ใช่!

    ที่พูดเช่นนี้ใช่ว่าผมรู้ ผมเข้าใจ ผมเจ๋งแล้วว่ะเฮ้ย! แต่อย่างใดหรอกนะครับ แต่ในสันดานเรียบๆ ผมดันทะลึ่งรู้ลึกๆ อยู่บ้างนิดหน่อยก็เท่านั้น

    ความเป็น “ขุนเขาแห่งพุทธธรรม” ของหลวงพ่อพุทธทาสนั้น ทำให้ประดาศิษย์สายวิชาการทั้งหลาย ชอบหยิบยกเอาคำพูดหรือว่าธรรมะที่หลวงพ่อได้ประพันธ์ไว้ขึ้นมาอ้าง แต่มันจะดูประดักประเดิดกลายเป็นประโยคปลอมๆ หรือเป็นสัจธรรมปฏิรูปไปทันที เพราะผู้นำมากล่าวอ้างไม่มีความเข้าใจในความหมายอันลึกซึ้งเหมือนดังที่หลวงพ่อกล่าวเอาไว้ในครั้งแรก จะเปรียบเทียบกระไรดีล่ะขอรับพี่สาม เหมือนว่ามีคนๆ หนึ่ง ไปอุ้มเอาก้อนหิน หรือว่าท่อนไม้ท่อนหนึ่งมา แล้วบอกว่า “เฮ้ย! นี่ไง หินก้อนนี้ ไม้ท่อนนี้ ฉันนำมาจากภูเขาแห่งพุทธธรรมนะเว้ย!” ทั้งๆ ที่ของสิ่งนั้นเขาก็เอามาจากภูเขาลูกนั้นจริงๆ นั้นแหละขอรับท่านพี่ แต่คนอื่นจะมองไม่เห็นภาพและไม่ยอมรับต่อสิ่งที่เขาพูดสักเท่าใดนักดอก

    ประโยคที่หลวงพ่อสอนไม่ให้ยึดติดกับครูอาจารย์ และพระรัตนตรัยใดๆ ทั้งสิ้นนั้น อันนั้นเป็นธรรมะขั้นปรมัตถ์เลยนะครับ เหมือนคำว่า อนัตตา-ภาวะที่ไม่มีตัวตน นั่นแหละ คำนี้ก็เช่นกันถกเถียงกันไม่สิ้นแล้วว่า ความหมายที่แท้จริงนั้นคืออะไรกันแน่

    พระรัตนตรัย คือ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ นั้น หากว่ากันถึงขั้นปรมัตถ์แล้ว ไม่เป็นของศาสนาใดศาสนาหนึ่งหรอกขอรับพี่สาม เป็นหลักสากลอยู่เช่นนั้นเอง จริงๆ แล้วพระธรรมหรือว่าสัจธรรมนั้นต่างหากที่เป็นใหญ่ที่สุดในดวงแก้วทั้งสามดวง เพราะเป็นสภาวะสากลที่มีอยู่ก่อนหน้าเจ้าชายสิทธัตถะจะมาเกิดบนโลกนี้ด้วยซ้ำไป พอท่านมาศึกษาจนเข้าในสภาวะนั้นแล้ว ท่านก็กลายเป็นพระพุทธะคือเป็นผู้รู้ขึ้นมา ต่อแต่นั้นท่านจึงพูดจึงสอนให้คนอื่นๆ ได้รู้ความจริงอันนั้นตามบ้าง ซึ่งคำพูดของท่านนั้นเราสมมุติเรียกกันว่าสัจจะธรรม ด้วยความที่ท่านรู้ความจริงอย่างเต็มเปี่ยม ถ้อยคำหรือว่าการแสดงออกต่างๆ ของท่านจึงกลายเป็นธรรมไปหมด แต่จะว่าไปแล้ว ท่านก็ทำตามหลักธรรมที่มีอยู่ก่อนหน้าแล้วเท่านั้นเอง วุ้ย! งงแล้วสิผม ผู้มาปฏิบัติตามคำพูดของท่านกระทั่งรู้ความจริงอันนั้นตามมาบ้าง เราก็เลยเรียกท่านพระอริยสงฆ์ จะว่าไปแล้วพระอริยสงฆ์เหล่านั้นท่านก็รู้ความจริงอันเดียวกันกับพระพุทธเจ้านั่นแหละ เอ๊า! งงเข้าไปใหญ่ไหมล่ะ สรุปแล้วคือพระธรรม พระพุทธ และพระสงฆ์(ที่แท้จริง) ก็เป็นอันเดียวกันนั่นแหละ

    ทีนี้ใช่ไหมล่ะขอรับพี่สาม คือว่า ต่อให้มีสัจจะธรรมความจริงอยู่อย่างนั้นก็เถอะ แต่ถ้าไม่มีเจ้าชายสิตทัตถะค้นพบขึ้นมาก่อน กระทั่งนำมาบอกต่อ และมีผู้ปฏิบัติตามกระทั่งเห็นผลสืบต่อกันมาแล้ว จะมีพระพุทธศาสนาไหม? จะมีตำรับตำรามีหลักวิชาความรู้นั้นๆ ให้เราได้ศึกษาเล่าเรียนตามไหม? จะมีหลวงพ่อพุทธทาส(ซึ่งเป็นอริยสงฆ์)ในวันนี้ไหม?

    หากเราย้อนกลับไปดูตอนที่หลวงพ่อท่านศึกษาเล่าเรียนใหม่ๆ โน้นนนนน เราก็จะทราบเองดอกว่า ท่านก็อาศัยตำรับตำราซึ่งคือพระธรรมในรูปตัวหนังสือ และอาศัยคำสอนคำพูดของครูบาอาจารย์ทั้งหลาย ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนจัดอยู่ในหมวดของพระธรรมแต่เป็นพระธรรมขั้นปริยัติ หลวงพ่อท่านได้ยึดมั่นถือมั่นในสิ่งเหล่านี้มาอย่างหนักแน่มั่นคง (อย่างมากๆๆๆๆ) ดังเราจะเห็นภาพของท่านขณะคร่ำเคร่งอยู่กับการอ่าน การเขียน อยู่ตลอดกระทั่งล่วงเข้าวัยชรา และในบางครั้งท่านก็จะนั่งขบคิดอยู่กับธรรมชาติ อาการเหล่านี้เป็นปริยัติธรรมทั้งหมดแหละครับ ทว่าวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของหลวงพ่อ การยืน เดิน นั่ง นอน ของท่านนั้น ก็เป็นการปฏิบัติธรรมไปด้วย เรื่องการปฏิบัติธรรมนี้จึงเป็นเรื่องของเนื้อหนัง เป็นการกระทำ การพูด และการคิดของผู้ปฏิบัติโดยตรง เพราะหากไม่ลงทุนลงแรงทำด้วยกาย วาจา ใจ เช่นนี้แล้ว ปฏิเวธธรรม คือความสุขสงบ หรือว่าผลของปฏิบัติธรรมอันเป็นธรรมะแท้ๆ (อย่างแท้จริง) จะเกิดขึ้นไม่ได้เลยอย่างเด็ดขาด

    ท้ายที่สุดและสุดท้าย ในวัยสนธยาของหลวงพ่อ เราจะเห็นท่านเอิบอิ่มเบิกบานอยู่เสมอ ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นผลของการศึกษาและเล่าเรียนมาตลอดชีวิตความเป็นสมณะของท่าน ปฏิเวธธรรม หรือว่าผลของการปฏิบัตินั้น ท่านจะถึงขั้นไหนแล้วไม่มีใครไปตามรู้กับท่านได้ดอกครับ เพราะล้วนแต่ปัจจัตตังเฉพาะองค์ท่าน ประสาปลาที่แฉลบว่ายขึ้นมาเล่นบนผิวน้ำในบางครั้งเช่นพวกเรา คงไปด้นเดาดวงจิตของพญาครุฑที่เหินบินอยู่เหนือเมฆแห่งความทุกข์เช่นหลวงพ่อไม่ได้หรอก

    การที่ท่านเข้าถึงภาวะของพุทธะ ข้ามล่วงความสมมุติใดๆ ทั้งสิ้นได้นั้น ท่านก็รู้ตัวของท่านเองแหละขอรับว่า พระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ที่แท้จริงนั้นคืออะไร คำพูดที่ท่านบอกให้เปลื้องสิ่งเหล่านี้ออกให้หมดนั้น ถูกต้องพันห้าร้อยล้านเปอร์เซ็นต์นั่นแหละครับ แต่ถูกต้องเฉพาะองค์หลวงพ่อตอนที่ท่านเสวยสุขอันเกิดจากความเพียรพยายามที่ท่านได้ยึดมั่นถือมั่นต่อการศึกษาเล่าเรียนและประพฤติปฏิบัติมาจนกระทั่งทิ้งสิ่งเหล่านั้นลงได้หมดแล้วนั่นเอง

    .
    .

    ขอบคุณสำหรับนิทาน “ผู้ทรงความรู้” ที่ท่านพี่นำมาฝากนะขอรับ ศิษย์น้องจะจำไว้ๆๆ

    อ้อ…ที่ผมว่าผมคิดแคบๆ ตั้งแต่แรกเริ่มนั้น คือว่า ดีแล้วล่ะครับท่านพี่สาม พวกเรามาขบคิดวิเคราะห์หลักธรรมปรัชญากันเช่นนี้ก็ดีแล้วล่ะ ดีกว่าไปคิดอย่างอื่นเป็นหนักหนาแล้วเน๊าะขอรับ

    มโนกรรมเป็นที่ตั้งแห่งการพ่นบ้วนคำพูด และการง้างขาเตะหมาได้ฉันใด กระผมได้แต่หวังว่าการคิดค้นและพูดพร่ำธรรมะของท่านพี่และผู้น้อง จะเป็นบันไดเบื้องต้นให้เราท่านหันมากระทำและพูดแต่สิ่งดีๆ ประดับใจ ผดุงโลก(ส่วนตัว)กันบ้าง…ก็เท่านั้น

    จริง จริ๊งงงง ไม่ได้โม้!!

  4. cotton พูดว่า:

    โดยส่วนตัวแล้ว ศึกษาหลักธรรมคำสอนศาสนาพุทธ ผ่านทางหนังสือของท่านพุทธทาสค่ะ
    สำหรับที่ท่านกล่าวถึงความปล่อยสิ่งยึดมั่นในความเชื่อนั้น ก็น่าจะตอบกับสิ่งที่พระพุทธเจ้าสอนไว้กับหลักกาลามสูตร

    เล่มนี้ที่พูดถึงคงได้อ่านในไม่ช้านี่ค่ะ ขอบคุณค่ะ

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: