ลอยกระทง

[เรื่องจากปก]


ลอยกระทง

เมื่อดวงไฟพาดผ่านท้องฟ้ายามราตรี มันทะยานได้ความสูงในระดับหนึ่งดวงไฟก็แตกกระจายออกไปคนละทิศทาง เสียงคำรามของประทัดก็เริ่มดังสะท้อนไปมากับผนังกำแพงตึก ขับเน้นถี่ไม่เป็นจังหวะ คล้ายกับว่าได้เกิดสงครามขนาดเล็กในชุมชนตรอกคอนกรีต บ้างก็คล้ายเสียงระเบิดจนแยกกันไม่ออก ขับคลอไปกับเสียงดนตรีรื่นเริงที่กระแทกออกมาจากลำโพงขนาดใหญ่ บรรยากาศของงานลอยกระทงมาถึงแล้ว

– ๑ –

ครั้งเมื่อเป็นนักเรียนค่อยนึกได้ว่า เวลาของเทศการลอยกระทงมาถึงคราใดครูจะสั่งให้นักเรียนเตรียมวัสดุอุปกรณ์มาทำกระทงกันในเวลาเย็นหลังเลิกเรียน ตามระเบียงทางเดินไม้หน้าห้องเรียนจะดารดาษไปด้วยต้นกล้วยและทางมะพร้าว พวกหนึ่งคอยเหลาไม้กลัด ตัดเป็นชิ้นเล็ก ๆ เพื่อกลัดเข้ากับใบมะพร้าวที่พับขึ้นรูปเป็นกลีบ ดอกบานไม่รู้โรย ดอกเข็ม และดอกดาวเรืองหาได้ตามชายขอบรั้วโรงเรียน เหมือนจะเป็นความตั้งใจที่ว่า ดอกไม้ทั้งหมดในโรงเรียนนั้นปลูกขึ้นเพื่อรองรับงานเทศกาลต่าง ๆ ไม่จำเป็นต้องออกไปซื้อหามาจากข้างนอกให้เปลืองเงินทอง

มีคำถามที่ผมเคยถามครูว่า “เราลอยกระทงเพื่ออะไร?” คุณครูจะบอกว่า “เพื่อทำการขอบคุณและขอขมาพระแม่คงคาที่ให้เราได้ใช้น้ำ และทิ้งสิ่งของเสียลงไปในแม่น้ำไงละ” จำได้ว่าผมถามต่อว่า “เห็นผู้ใหญ่บางคนบอกว่าเป็นการเอาเคราะห์เอาทุกข์ลอยออกไป นั่นก็เป็นของเสียด้วยรึเปล่าครับ??”

เราจบบทสนทนาว่าอย่างไรนั้นผมจำไม่ได้ แต่ผมโดนใช้ให้ไปช่วยพวกคุณครูผู้ชายช่วยกันเอาไม้ไผ่ลำโตมากวาดแนวผักตบชวาที่ลอยเต็มบ่อน้ำหลังโรงเรียน ตำบลที่เราอยู่นั้นไม่มีแม่น้ำไหลผ่านโรงเรียนจึงจัดให้นักเรียนลอยกระทงกันที่บ่อน้ำขนาดใหญ่หลังอาคารเรียน ขณะช่วยคุณครูความคิดแบบเด็ก ๆ ก็เริ่มสร้างคำถามเงียบ ๆ น้ำในบ่อน้ำนี้มันจะเหมือนน้ำในแม่น้ำรึเปล่านะ พระแม่คงคาจะเอากระทงที่เราลอยไปอะไรนะ เป็นคำถามที่ไม่เคยถามใครออกไป

– ๒ –

ครั้งสมัยพุทธกาล มีเรื่องเล่าว่า “พญานาคทูลอาราธนาพระพุทธเจ้าไปแสดงธรรมในนาคพิภพ เมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จกลับ พญานาคทูลขออนุสรณ์เพื่อสำหรับกราบไหว้บูชา พระพุทธเจ้าจึงทรงโปรดประทับรอยพระบาทไว้ ณ ฝั่งแม่น้ำนัมมทานทีในชมพูทวีป เพื่อเป็นที่สักการะแก่พญานาค นับแต่นั้นมาชนผู้ถือเอาศาสนาพราหมณ์เป็นหนทางของชีวิต ได้ถือกระทำการพิธีจองเปรียงลอยพระประทีป (ลอยกระทง) เป็นธรรมเนียมประเพณีตลอดมา

สืบล่วงมาในพ.ศ.๑๘๐๐ สมัยของพระมหาธรรมราชาธิราชที่๑ อันมีกรุงสุโขทัยเป็นราชธานี ค่ำคืนนี้ได้เวียนวาระราตรีบรรลุถึงวันเพ็ญเดือนสิบสอง ขึ้นสิบห้าค่ำ ตามหลักจันทรคติโบราณ ให้เห็นว่าแสงแห่งดวงจันทร์ส่องสว่างเรืองรองสะท้อนผิวพื้นนทีอันหลากล้นสองฝั่งงดงามราวภาพความฝัน

ข้าน้อยในราชการนางหนึ่งบรรจงเลือกสรรค์กลีบบางแห่งผกาบุปผาหลากชนิด ประดิษฐ์เป็นรูปดอกกระมุทบานกลีบรับแสงพระจันทร์ใหญ่ประมาณเท่ากงระแทะ (กงเกวียน) ล้วนแต่พรรณดอกไม้ซ้อนสีสลับให้เป็นลวดลาย แล้วก็เอาพฤกษาดาชาติมาแกะจำหลักเป็นรูปมยุราคณานกวิหคหงส์ ให้จับจิกเกสรบุปผชาติอยู่ตามกลีบดอกกระมุท มองแล้วประหลาดแตกต่างจากโคมลอยของผู้อื่นที่ถือกระทำนานมา

ครั้งเมื่อถึงเพลาพลบค่ำ อันเป็นเวลามงคลแห่งราชพิธี องค์สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงทอดพระเนตรดวงโคมประหลาดของธิดาพระศรีมโหสถให้พอพระทัย โปรดตรัสชมว่า

“โคมลอยอย่างนี้ งามประหลาด ยังหาเคยมีไม่ เป็นโคมของผู้ใดคิดกระทำ”

ท้าวศรีราชศักดิ์โสภาก็กราบทูลว่า “โคมนี้ของนพมาศธิดาพระศรีมโหสถ”

ครั้นได้ทรงทราบก็ดำรัสถามนางนพมาศว่า

“ทำไมโคมลอยให้แปลกประหลาดจากเยี่ยงอย่างด้วยเห็นเหตุเป็นดังฤา”

ธิดาพระศรีมโหสถรับฟังดังนั้นก็บังคมทูลว่า

“ข้าพระองค์สำคัญใจคิดเห็นว่า เป็นนักขัตฤกษ์วันเพ็ญเดือน ๑๒ พระจันทร์แจ่มแสง ปราศจากเมฆมลทิน อันว่าดวงดอกชาติโกสุมปทุมมาลย์มีแต่จะเบ่งบานกลีบรับแสงอาทิตย์ ถ้าชาติอุบลเหล่าใดบานผกาเกสรรับแสงจันทร์แล้วก็ได้ชื่อว่าดอกกระมุท ข้าพระองค์จึ่งทำโคมลอยเป็นดอกกระมุท

ซึ่งบังเกิดมีอยู่ยังนัมมทานที อันเป็นที่พระบวรพุทธบาทประดิษฐาน กับแกะรูปมยุราคณานกวิหคประดับ และมีประทีปเปรียงเจือด้วยไขข้อพระโค ถวายในการทรงพระราชอุทิศครั้งนี้ ด้วยจะให้ถูกต้องสมกับนักขัตฤกษ์วันเพ็ญเดือน ๑๒ พระราชพิธีจองเปรียงโดยพุทธศาสน์ไสยศาสตร์”

ครั้นสมเด็จพระร่วงเจ้าทรงสดับฟังแล้วจึงมีดำรัสว่า

“ข้าน้อยนี้มีปัญญาฉลาดสมที่เกิดในตระกูลนักปราชญ์ กระทำถูกต้องควรจะถือเอาเป็นเยี่ยงอย่างได้”

จึงมีพระราชบริหารบำหยัดสาปสรรว่า

“แต่นี้สืบไปเบื้องหน้าโดยลำดับกษัตริย์ในสยามประเทศ ถึงการกำหนดนักขัตฤกษ์วันเพ็ญเดือน ๑๒ พระราชพิธีจองเปรียงแล้ว ก็ให้กระทำโคมลอยเป็นรูปดอกกระมุทอุทิศสักการะบูชาพระพุทธบาทนัมมทานที ตราบเท่ากัลปาวสาน”

– ๓ –

หลายปีมาแล้วที่ผมไม่ได้ลอยกระทงหรือแม้แต่เฉียดกายเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับพิธีรื่นเริงของเทศกาล อาจเพราะพิธีกรรมอันสืบสานผ่านมาแต่โบราณได้แปรเปลี่ยนจากเดิมเสียจนไม่หลงเหลือแล้วซึ่งความงดงาม ความน่าเลื่อมใสศรัทธาในขณะที่เราพร่ำสอนลูกหลานถึงการบูชาคารวะพระแม่คงคาผู้สถิตอยู่ในมหานทีอันเป็นสายธารแห่งการเกิดแลค้ำจุนชีวิตน้อยใหญ่ ของเสียและขยะนานาที่พากันลอยเหนือผิวกายพระแม่ นับเป็นเครื่องสักการะที่ผู้ศรัทธาพึงแสดงออกงั้นหรอกหรือ

ในราตรีเทศกาลวันเพ็ญ แสงจากดวงจันทร์กลับดูไร้ค่าในเมืองหลวงที่มีแสงดวงประดิษฐ์สว่างไสวหลากสีสัน ผมคงได้แค่เพียงยืนอยู่ริมแม่น้ำที่ไหนสักแห่งอย่างสงบ ชำเลืองมองบรรดาเคราะห์กรรมและความทุกข์ที่บรรจุลงกระทงหลากสีต่างวัสดุค่อยทะยอยลอยผ่านไปอย่างเชื่องช้า

เหล่ากระทงอันเป็นเครื่องแสดงการสักการะบูชาอาบแสงสว่างต่างสีสันที่สรรค์สร้างด้วยน้ำมือมนุษย์หาได้เป็นแสงสว่างอันเกิดจากจันทรา ณ ราตรีกาล หรือจะเป็นได้ว่า แสงสีเหล่านั้นจะบดบังความงดงามของแสงจันทราตราบเท่ากัลปาวสาน ·

(…)


[อ่าน เรื่องจากปก ในฉบับอื่น] | [สารบัญ – ก้าวฯที่ ๒๓]

2 ตอบกลับที่ ลอยกระทง

  1. ลอยกระทง พูดว่า:

    ไปไหนก็เจอแต่คนชื่อลอยกระทง😛

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: