โสกไผ่ใบข้าว

[Book Review] โดย (…)


โสกไผ่ใบข้าว

    “รำวงประสงค์หลกกล้า
    ชาวนาหลกกล้าเป็นวง
    หลกแล้วเอาตอกมามัด
    แล้วเอาไปยัดลงตม”

เสียง ตะ-ละ-หล้า คลอเป็นทำนองต่อท้ายเนื้อร้องข้างต้น บอกถึงอารมณ์สนุกสนานและมีความสุข เนื้อร้องเช่นนั้น ประกอบกับอารมณ์ของผู้ร้องบอกอะไรกับเราบ้าง สภาพจิตใจ สภาพสังคมความเป็น หรือฤดูกาลแห่งการร่วมแรงร่วมใจได้มาถึงแล้ว

บทเพลงนอกจากจะเป็นสำเนียงเนื้อร้องทำนองไพเราะ รับฟังเพื่อความเพลิดเพลินใจแล้ว ยังบอกถึงเรื่องราวความเป็นอยู่วัฒนธรรมของแต่ละพื้นที่ได้เป็นอย่างดี ผู้คนอยู่ดีกินดี เราก็จะมีเพลงที่พูดถึงความอุดมสมบูรณ์ หากเมื่อถึงยุคข้าวยากหมากแพง บทเพลงก็จะสะท้อนถึงความยากลำบากที่เกิดขึ้น เมื่อครั้งที่ได้ฟังเพลงเหล่านั้นเมื่อใด จะได้ตระหนักรู้ว่า ณ. เวลานั้นใครทำอะไร ที่ไหน อย่างไร

 


ชื่อหนังสือ : โสกไผ่ใบข้าว
หมวด : วรรณกรรม — ชีวิตและสังคม

ผู้แต่ง : จตุพร แพงทองดี
จัดพิมพ์โดย : สนพ.มติชน
พิมพ์ครั้งที่ ๑ : สำนักพิมพ์มติชน สิงหาคม ๒๕๕๐
กระดาษปอนด์เหลือง ปกอ่อน
จำนวนหน้า : ๓๐๘ หน้า
ขนาดหนังสือ : ๑๓.๒ ซม. x ๑๙ ซม.
ISBN : 978-974-02-0006-2

โดยส่วนตัวแล้วผมชอบหนังสือเล่มนี้เป็นพิเศษ ด้วยเพราะเป็นหนังสือที่หามานาน หนังสือที่บอกเล่าเรื่องราวที่เกี่ยวกับ “ข้าว” มิใช่แค่กระบวนการขั้นตอนของการเพาะปลูก มิใช่ว่าเป็นหนังสือว่าด้วยเรื่องความรู้ทางการเกษตร หากแต่หนังสือเล่มนี้มีเรื่องราว มีตัวละครที่สามารถสร้างสรรค์อารมณ์ให้กับผู้อ่านไปพร้อม ขณะเดียวกับที่บรรจงสอดแทรกเรื่องราววัฒนธรรมท้องถิ่น แผ่นดินอันเป็นฉากหลังคือแดนอีสาน

นับเวลาย้อนกลับไปเมื่อสมัย มิตร ชัยบัญชา ควงคู่นางเอกนัยน์ตาน้ำผึ้ง เพชรา เชาวราษฎร์ เดินสายโชว์ความหอมหวานแห่งม่านเมืองไปบนผืนผ้าใบหนังขายยาของบริษัทโอสถสภาเต๊กเฮงหยู ดูจะมีเพียงหนังขายยาเท่านั้นที่เป็นความบันเทิงเพียงสิ่งเดียวที่ปรากฏอยู่ในเนื้อหาของเรื่อง

โสกไผ่ใบข้าว เป็นเรื่องราวของเด็กหญิงคำดั้วและพี่น้องผองเพื่อน บักเคนกล้วยน้อยชายแสนซน อ้ายเคนดีพี่ชายที่อยู่ในวัยกำลังเรียนรู้วิถีชีวิตชาวนาสืบต่อจากผู้เป็นพ่อและคุณตา เรื่องราวตั้งแต่เริ่มต้นฤดูฝน อันเป็นเวลาเหมาะสมแก่การเพาะปลูก พืชพันธุ์ต่างๆค่อยๆผลิผลให้ได้เก็บกินกันตลอดฤดูของการเพาะปลูก สิ่งที่ได้คิดหลังจากอ่านหนังสือเล่มนี้จบแล้วมีอยู่สองสามเรื่อง

อย่างที่หนึ่งที่น่าสนใจคือ ตลอดทั้งเรื่อง ตัวละครใช้จ่ายเงินน้อยมาก มากจนแทบจะไม่มีรายจ่ายเลย เพราะของที่ใช้ในชีวิตประจำวันเกือบทุกอย่างแทบจะไม่ต้องซื้อหา แม้แต่เครื่องทำมาหากิน ก็สามารถเพาะสร้างด้วยมือทั้งสองได้ สืบเนื้องจากข้อแรกพบได้ว่าอาหารการกินของคนในหมู่บ้านเป็นอาหารที่หากินกันตามฤดูการล้วนๆ แล้วของกินตามเทศกาลก็มีความหมายโยงเข้ากับวัฒนธรรมของสังคม ว่ากันก็คือ หากไม่ถึงเวลาหรือมีงานเทศการก็อย่าหวังว่าจะได้กิน ผิดกับคนเมืองหรือคนในสมัยนี้ ของกินนอกฤดูนอกเทศการแทบจะเสกได้

อย่างสุดท้ายที่เห็นก็คือเรื่องความรู้ในการใช้ชีวิต ที่เกิดขึ้นเพราะความใกล้ชิดของครอบครัวและส่งผ่านส่งต่อโดยการทำงาน การทำนาหาอาหารจึงมิได้ยังผลให้เพียงแค่มีกินและอิ่มท้อง หากแต่ว่าเป็นการบ่มเพาะสืบสานวัฒนธรรมการเรียนรู้ที่จะเข้าใจธรรมชาติอย่างยั่งยืน

แม้ในตอนแรกของการอ่านจะลำบากเล็กน้อยเรื่องภาษา เพราะทั้งเรื่องเป็นภาษาอีสาน (อาจเป็นหนังสือที่ใช้วงเล็บเยอะที่สุดเท่าที่เคยเจอมาก็ว่าได้) แต่เมื่ออ่านไปสักระยะก็เริ่มชินกันสำเนียงภาษา ยิ่งทำให้เข้าใจ และซาบซึ้งกับวิถีชีวิต และความคิดน่ารักๆของวัยเด็กที่ช่วงสร้างคำถามมาถามผู้ใหญ่

ในสภาพแวดล้อมที่หันไปทางไหนก็พบเห็นช่องทางที่มีแต่ต้องเสียเงินจ่ายออก และแลกมาซึ่งความต้องการพื้นฐาน หากลองอ่านหนังสือเล่มนี้จนจบ จะพบเห็นดินแดนที่น่ารักและปราศจากการให้คุณค่าของเงินทอง ดั่งคำกล่าวในหนังสือท้ายเรื่องที่ว่า

เมื่อมีข้าวอยู่เต็มเล้าแล้ว คนในหมู่บ้านก็ไม่ต้องวิตกกังวลกับสิ่งใดอีก คำดั้วคิดถึงผญา(คำคม)ที่ตาเครือมัคนายกเคยพูดผ่านหมากอะโหลของวัดให้ฟังบ่อยๆว่า “มีข้าวเต็มเล้า เว้าหยังกะคือ” ขึ้นมา แล้วยิ้มอยู่คนเดียว


[อ่าน Book Review ในฉบับอื่น] | [สารบัญ – ก้าวฯที่ ๒๒]

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: