เด็กหญิงกับกิ้งก่า และศิลปะแบบดาดาอิสม์

[Book Review] โดย saranya_nok.worm


เด็กหญิงกับกิ้งก่า และศิลปะแบบดาดาอิสม์
ศรัญญา ผดุงเรืองกิจ (saranya_nok.worm)

เมื่อประมาณเดือนที่แล้วฉันได้อ่านหนังสือรวมเรื่องสั้นเล่มหนึ่งชื่อว่า “ เมื่อรักเดินทาง ” ซึ่งเป็นหนังสือที่แปลมาจากหนังสือภาษาเยอรมันที่มีชื่อว่า Liebesfluchten เขียนโดย Bernhard Schlink

อ่านบทแรกฉันก็รู้สึกชื่นชอบในการเขียนของนักเขียนซึ่งเคยได้รับชื่อเสียงโด่งดังมาจากเรื่อง The Reader เสียแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการบรรยายเรื่องยาก ๆ ให้อ่านแล้วสามารถเห็นภาพได้โดยง่าย หรือพล็อตเรื่องที่ถูกวางไว้ให้อ่านแล้วไม่สามารถวางมือลงได้ อีกทั้งหนังสือรวมเรื่องสั้นเล่มนี้ยังสอดแทรกบรรยากาศ กลิ่นอาย อารมณ์ ความรู้สึกของสงครามและความขัดแย้งที่เกิดขึ้นกับเยอรมันไว้ในทุก ๆ สิ่ง และที่ขาดไม่ได้เลยก็คือมิติของความรักและความสัมพันธ์อันหลากหลายในแต่ละบท…

เด็กหญิงกับกิ้งก่า… ทำให้ฉันรู้จักเด็กชายคนหนึ่งซึ่งหลงใหลในภาพวาด *เด็กหญิงคนหนึ่งกับกิ้งก่าตัวหนึ่ง ทั้งคู่ต่างกำลังมองกันอยู่และก็เหมือนไม่ได้มองกัน ด้วยสายตาของเด็กหญิงที่มองไปยังกิ้งก่านั้นดูฝัน ๆ ส่วนสายตาของเจ้ากิ้งก่าที่มองเด็กหญิงก็เป็นประกายวิบวับแต่ดูว่างเปล่า คงเป็นเพราะความคิดของเด็กหญิงล่องลอยไปไกล เธอจึงอยู่ในท่านั้นนิ่งนาน แม้แต่เจ้ากิ้งก่าก็ยังยืนนิ่งเฉยไม่ไหวติงด้วยท่วงท่าชูคอแลบลิ้นยาวอยู่บนโขดหินที่มีตะไคร่น้ำขึ้นอยู่เต็ม ก้อนเดียวกับที่เด็กหญิงนอนพังพาบอยู่ในท่าครึ่งนั่งครึ่งนอน (*บรรยายโดย Bernhard Schlink แปลโดย สมชัย วิพิศมากูล) ซึ่งพ่อของเขาได้มาด้วยวิธีการหนึ่ง แต่ภาพวาดที่ทำให้เด็กชายเรียนรู้ถึงคำว่ารักนี้กลับเป็นสาเหตุให้แม่ของเขาต้องอยู่กับความรู้สึกเกลียดเสมอมา

เด็กชายเฝ้าสงสัยมาโดยตลอดว่าเหตุใดพ่อกับแม่ของเขาจึงต้องมีเรื่องทะเลาะเบาะแว้งกันเกี่ยวกับภาพวาดชิ้นนี้ แล้วทำไมแม่ของเขาต้องเรียกเด็กหญิงในภาพว่า “นังเด็กยิว” เด็กชายไม่เข้าใจเลยว่าคำที่แม่เรียกเด็กหญิงคนนั้นหมายความว่าอะไร แต่ทุกครั้งพ่อของเขาก็จะอธิบายว่าเด็กผู้หญิงคนนั้นไม่ใช่เด็กยิว *เพราะหมวกกำมะหยี่สีแดงที่เธอสวมคลุมกระชับเรือนผมสีน้ำตาลหยิกเป็นลอนเกือบมิดชิด ไม่ได้เป็นหมวกที่สวมใส่เพราะเรื่องศาสนา ไม่ใช่เสื้อผ้าประจำชาติ แต่เป็นหมวกตามสมัยนิยมต่างหาก อีกอย่างหนึ่งถ้าเป็นยิว ต้องเป็นผู้ชายเขาจึงจะสวมหมวกแบบนี้ ไม่ใช่ผู้หญิง

วันหนึ่งโลกภายนอกของเขาก็ต้องเปลี่ยนแปลงไป เขาไม่ได้รับอนุญาตให้นอนกลางวันในห้องทำงานของพ่อที่มีภาพเด็กหญิงกับกิ้งก่าเหมือนเช่นเคย เขารู้สึกอาลัยอาวรณ์เด็กหญิงกับกิ้งก่า เดี๋ยวนี้โลกภายนอกของเขาไม่เพียงแต่ประกอบด้วยตัวละครในหนังสือที่อ่าน หรือจากรูปภาพที่เห็น หรือจากภาพยนตร์ที่ชม แต่ยังประกอบด้วยผู้คนจากโลกภายนอกในคราบจอมปลอมที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา

เมื่อเด็กชายอายุสิบสี่ปีเต็ม ก็เกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นกับชีวิตเขาอีกครั้ง เมื่อพ่อของเขาลาออกจากงานตุลาการและเข้าทำงานที่บริษัทประกันแห่งหนึ่ง เด็กชายรู้ว่าพ่อของเขาไม่ได้เต็มอกเต็มใจที่จะทำอย่างนั้น แต่พ่อก็ไม่สามารถอธิบายกับเขาได้ว่าทำไมจึงต้องเปลี่ยนงาน หลังจากนั้นครอบครัวของเขาก็มีชีวิตความเป็นอยู่ที่เปลี่ยนแปลงไป จากเคยอาศัยในอาคารที่ทันสมัย พวกเขาต้องย้ายมาอยู่ในอพาร์ทเม้นต์แบบเรียบ ๆ ตามแบบโครงการเอื้ออาทรของรัฐบาล ที่เปลี่ยนแปลงไปอีกอย่างหนึ่งก็คืออุปนิสัยของพ่อของเขา พ่อของเขาหันมาใช้ชีวิตส่วนใหญ่อยู่กับขวดเหล้า ชีวิตของเด็กชายก็เปลี่ยนแปลงไปไม่น้อย เขาต้องย้ายโรงเรียนไปยังโรงเรียนที่เอะอะมะเทิงกว่าโรงเรียนเก่า แต่ที่นี่เขากลับรู้สึกแปลกแยกจากเพื่อน ๆ น้อยลง และในที่สุดพ่อกับแม่ก็ให้เหตุผลกับเขาว่าฝีมือเปียโนของเขาแย่ลง ให้เขาหยุดเรียนเปียโนและสุดท้ายเปียโนของเขาก็ถูกขายไป

เมื่อเด็กชายเรียนในระดับไฮสกูลเขาไม่ได้ตกหลุมรักสาวใด เขาเพียงแต่เลือกคบเด็กผู้หญิงคนหนึ่งที่ป๊อปปูล่าร์ ดึงดูดทางเพศ และฉลาดเฉลียว เขามักทำให้เธอคิดว่า เธอไม่รู้หรอกว่าเขายังมีอะไร “นอกเหนือ” จากที่เห็น บางสิ่งบางอย่างที่เธอไม่พบในเด็กหนุ่มอื่น ๆ และนั่นเองทำให้เธออยากค้นหาและอยากครอบครองด้วย แต่ขณะที่เขาอยู่กับเด็กผู้หญิงคนนี้ใจของเขาก็จะคิดถึงเด็กหญิงกับกิ้งก่าอยู่เสมอ ๆ

เมื่อเรียนจบเขาได้เดินทางไปเที่ยวตามลำพัง เขาได้ไปที่พิพิธภัณฑ์ศิลปะยุคโมเดิร์นแห่งหนึ่ง ภาพเขียนที่แสดงอยู่ข้างในมีตั้งแต่ยุคอิมเพรสชั่นนิสต์จนถึงยุคนิวซาเวจเจส (New Savages) เขาได้พบกับภาพเขียนของเรเน่ ดาลมันน์ ชื่อว่า “ที่ชายหาด” *มีรูปหินก้อนหนึ่ง หาดทรายและท้องทะเล เด็กผู้หญิงแสนสวยและเปลือยเปล่าทำท่าตีลังกา ใช้มือต่างเท้ายันอยู่บนก้อนหิน ขาข้างหนึ่งของเธอทำจากไม้-ไม่ใช่ขาเทียมทำด้วยไม้ แต่เป็นขาผู้หญิงที่เป็นเนื้อไม้จริง ๆ ทั้งหมดนั้นชวนให้เขาคิดถึงเด็กผู้หญิงที่มองกิ้งก่า

เมื่อเขาเข้าเรียนในมหาวิทยาลัย เขาแวะเมืองซึ่งอยู่ระหว่างทางและได้เจอพิพิธภัณฑ์อีกแห่งหนึ่ง เมื่อเข้าไปชม เขาไม่รอช้าถามเจ้าหน้าที่ถึงภาพเขียนของเรเน่ ดาลมันน์ และทราบว่ามีอยู่สองภาพ ภาพหนึ่งชื่อ “จัดระเบียบหลังสงคราม” *เป็นภาพวาดผู้หญิงคนหนึ่งนั่งอยู่บนพื้น โน้มศีรษะมาเบื้องหน้า นั่งชันเข่า โดยใช้แขนซ้ายยันร่างไว้ ส่วนมือขวากำลังดันลิ้นชักกลับเข้าท้องน้อย บริเวณเต้านมและช่วงเอวก็เป็นลิ้นชักด้วย มีหัวนมเป็นปุ่มลิ้นชักหนึ่ง และบริเวณเอวมีสะดือเป็นมือจับอีกลิ้นชัก ลิ้นชักเต้านมและท้องเปิดอ้าอยู่นิดเดียวมองเห็นข้างในว่างเปล่า ส่วนลิ้นชักท้องน้อยที่อยู่ต่ำลงมามีทหารนอนตายอยู่นายหนึ่ง ร่างกายบิดเบี้ยวและถูกหั่นเป็นชิ้น

อีกภาพหนึ่งใช้ชื่อว่า “ภาพตัวเองในรูปลักษณ์ผู้หญิง” *เป็นภาพวาดด้านหน้าท่อนบนของชายหนุ่มคนหนึ่ง เขายิ้มแฉ่ง โกนหัวเกลี้ยงเกลา เสื้อแจ๊กเก้ตสีดำที่สวมใส่กลัดกระดุมเรียบร้อย แต่เห็นทรวดทรงของหน้าอกที่ตั้งเต้าชัดเจน มือซ้ายถือวิกผมสีบลอนด์หยิกสลวย

เขาได้อ่านประวัติของเรเน่ ดาลมันน์ และได้รู้ว่าเรเน่เกิดที่สตราสบวร์ก พ่อของเขาเป็นพ่อค้าผ้า แม่เป็นชาวอัลเซเทียน พ่อแม่อยากได้ลูกสาว เพราะมีลูกชายถึงสองคนแล้ว พอคลอดคนต่อมาเป็นลูกสาวแต่ก็มาเสียชีวิตด้วยโรคนิวมอเนีย เมื่อเรเน่เกิดมาจึงเติบโตขึ้นภายใต้เงาของลูกสาวที่จากไป

พ่อของเขาเสียชีวิตลงตอนที่เขาเรียนอยู่ปีที่สาม เพราะดื่มจัดจนประสบอุบัติเหตุหกล้มบนเขื่อนริมน้ำขณะกลับบ้าน เขาเดินทางกลับบ้านเป็นครั้งแรกตั้งแต่ออกจากบ้านไปเรียน ตอนแรกแม่ไม่ยอมพูดกับเขาเลยเพราะไม่ให้อภัยกับการกระทำนี้ของเขา แต่ในที่สุดแม่ก็ยอมพูดกับเขาในเรื่องตำรากฎหมายของพ่อของเขาและภาพเด็กหญิงกับกิ้งก่า เขาอยากรู้ว่าแม่ตั้งใจจะทำยังไงต่อไปกับภาพเขียนนั้น และแม่ก็ตอบว่าจะยกให้เขา เขาขอร้องให้แม่เล่าถึงความเป็นมาของภาพเขียน แม่ยิ้มให้เขาด้วยรอยยิ้มที่ซีดเซียวแต่ก็ไม่ยอมเล่า

เขานำภาพเขียนไปแขวนไว้ในห้องใต้หลังคาอันเป็นที่อยู่ของเขาขณะเรียน ผู้หญิงของเขามักจะถามว่าใครเป็นคนวาดภาพนั้น แต่เขาก็จะตอบว่าไม่รู้ทุกครั้งไป แล้วผู้หญิงคนนั้นก็จะคิดไปถึงมูลค่าของภาพ เขาไม่อยากบอก เพราะถ้าบอกไปเขาก็ต้องมานั่งถามตัวเองอยู่เสมอว่าเธอรักเขาหรือว่าภาพเขียนของเขา ในที่สุดเขาก็ตัดสินใจนำภาพเขียนไปซ่อนไว้ที่ใต้เตียงทุกครั้งที่เธอมาที่ห้องของเขา เขารู้สึกเบื่อที่จะต้องรอเวลาให้ผู้หญิงคนนั้นกลับไปเพื่อที่จะนำภาพเขียนขึ้นมาชื่นชมอีกครั้ง แล้วก็เลยรู้สึกเบื่อผู้หญิงคนนั้นไปโดยปริยาย สุดท้ายเธอก็เป็นฝ่ายไป

วันหนึ่งเขาได้หยิบหนังสืออัตชีวประวัติของเรเน่ ดาลมันน์ ขึ้นมาอ่านต่อ และได้รู้ว่า *เรเน่นั้นเคยมีความสัมพันธ์จนอื้อฉาวกับเจ้าของบ้านหญิงหม้ายที่เขาไปอาศัยอยู่ หลังจากนั้นเขาเริ่มเขียนภาพบุคคลอื้อฉาว เช่น ภาพผู้พิพากษามีส่วนหัวปั้นปึ่งแกะสลักจากท่อนไม้ และภาพลูกชายของท่าน นายทหารผู้ปราดเปรียว ในเครื่องแบบเต็มยศบ่าแพรวพราวด้วยดิ้นทอง มีดาบปักอยู่กลางหน้า หลังจากนั้นเขาถูกออกหมายจับในทันที ดาลมันน์ต้องหนีไปอาศัยอยู่กับญาติของแม่ แล้วสงครามก็ระเบิดขึ้น เขาสมัครเข้าไปอยู่ในหน่วยพยาบาล ช่วงเวลานั้นเขาได้สเก็ตช์ภาพทหารบาดเจ็บ พิการ คนใกล้ตาย บางภาพสื่อถึงศาสนาในเชิงเสียดสี เช่น ภาพอดัมกับอีฟกำลังเดินหลงอยู่ในสรวงสวรรค์ซึ่งกลายเป็นสมรภูมิ ภาพการเยียวยาทหารพิการโดยพระเยซูคริสต์ผู้พิการเช่นกัน หลังสงครามเรเน่เข้าเป็นสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์ และทำตัวเป็นศิลปินอิสระ เรเน่ริเริ่มออกหนังสือ Le’zard violet

แล้วเขาก็เลิกอ่านประวัติของเรเน่หันมาเปิดผ่าน ๆ แทน เขามาสะดุดตากับนิทรรศการครั้งหนึ่งที่สูจิบัตรของนิทรรศการเป็นภาพ “กิ้งก่ากับเด็กหญิง!” โดยเรเน่ ดาลมันน์ เขารีบเดินทางไปค้นหาสูจิบัตรนั้นที่สถาบันศิลปะ แต่ก็ไม่พบ เขาจึงนั่งรถไฟไปยังเมืองที่เคยแวะระหว่างทางที่เขาเคยซื้อหนังสือประวัติของเรเน่มา เขาไปยังสถาบันศิลป์ของมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในเมืองนั้น สอบถามบรรณารักษ์ถึงสูจิบัตรใบนั้น ภายในสถาบันมีห้องเก็บภาพอยู่ บรรณารักษ์ได้นำสไลด์ขนาดเกือบเท่าโปสการ์ดเสียบเข้าเครื่องฉายสไลด์ เมื่อไฟถูกเปิดขึ้น ได้ปรากฏภาพเขียนที่มี *เด็กหญิง ชายหาด ก้อนหิน แต่เมื่อมองภาพจากทางซ้ายไม่ใช่เด็กหญิง กลับกลายเป็นกิ้งก่ายักษ์ และที่ผึ่งแดดอยู่บนก้อนหินก็ไม่ใช่กิ้งก่า แต่เป็นเด็กหญิงตัวน้อย ใบหน้าสะสวย ผมสีเข้มเป็นลอน ใบหน้าขาวซีด

เขาได้ทราบจากบรรณารักษ์ว่าภาพเขียนนี้ได้หายสาบสูญไป ครั้งสุดท้ายมันได้ถูกนำมาแสดงไว้ในงานแสดง “ศิลปะพิลึกในมิวนิค”

เขากลับไปเพ่งพิศภาพเขียนเด็กหญิงกับกิ้งก่าของเขาอีกครั้ง และเริ่มใช้มีดตัดกระดาษที่ปิดอยู่ด้านหลังภาพ เลาะขอบให้ด้านในเผยออก เขาไม่ประหลาดใจที่เห็นชื่อดาลมันน์ที่ขอบตอนล่างสุดขวามือ ภาพเขียนที่ถูกนำกรอบที่ครอบจำกัดเนื้อที่ออกไปนั้น ทำให้รายละเอียดของภาพเขียนดูครบถ้วนสมบูรณ์มากขึ้น ท้องฟ้าดูกว้างขวางขึ้น และกิ้งก่าก็มองเห็นเต็มตัวทีเดียว

เขานั่งรถไฟกลับไปยังบ้านเกิด บนรถไฟเขาหยิบหนังสือประวัติของเรเน่ขึ้นมาอ่านจนจบ *ปี 1930 เรเน่ไปติดพันลือเดีย ดีอาโคโนฟ นักแสดงคาบาเร่ต์ชาวยิวผู้เปลี่ยนมานับถือนิกายออโธดอกซ์ เรเน่เปรียบเธอเป็นสัตว์สาวที่มีลีลาเคลื่อนไหวสวยสง่า สวยงามจนสะกดใจชายทั้งหลายผู้พบเห็น แท้จริงแล้วเธอนั่นเองคือกิ้งก่าของดาลมันน์ เป็นเด็กหญิงน้อย และเป็นคนดีของเขา ต่อมาดาลมันน์มีชื่อเสียงเป็นที่ยกย่องของมกุฎราชกุมาร เขามีงานแสดงศิลปะเสียดสีศิลปะของรัฐบาลเยอรมัน อันเป็นเหตุให้เรเน่และลือเดีย ดาลมันน์ ต้องอพยพไปยังเมืองสตาร์สบวร์กของฝรั่งเศส ภาพเขียนของเขาถูกนำไปแสดงอีกครั้งในอัมสเตอร์ดัมและปารีส ซึ่งต่อมาได้ถูกยึดและนำออกขายโดยรัฐบาลเยอรมัน ภายหลังทหารเยอรมันได้ยาตรายังสตาร์สบวร์กแต่ก็ไม่พบร่องรอยของเรเน่และลือเดีย ไม่มีใครรู้อีกเลยว่าทั้งคู่สูญหายหรืออพยพไปที่ไหน

เขากลับมาถึงบ้านอีกครั้งเพื่อมาพบแม่ เขาใคร่ครวญมาตลอดทางว่าเขาไม่รู้อะไรสักอย่างเกี่ยวกับพ่อ เมื่อแม่กลับมาคำถามแรกที่เขาพูดออกไปก็คือ พ่อทำอะไรระหว่างเกิดสงคราม แม่ของเขาถอนใจยาว แต่เขาเพียงอยากรู้ว่าพ่อของเขาได้ภาพเขียนของเรเน่ ดาลมันน์มายังไง

สุดท้ายแม่ก็ยอมเล่าเรื่องของพ่อให้เขาฟัง เมื่อครั้งที่พ่อของเขาทำงานอยู่ในสำนักงานศาลทหารในสตาร์สบวร์ก เขาเกิดรู้ว่าคนซึ่งเขาไปอาศัยอยู่ด้วยที่แท้เป็นคนยิว แต่ใช้เอกสารปลอม เขาจึงช่วยเหลือครอบครัวนี้ให้ปลอดภัย ครอบครัวยิวจึงมอบภาพเขียนนี้ให้เป็นการตอบแทน แล้วศิลปินผู้วาดและภรรยาก็สาบสูญไปหลังสิ้นสงคราม

เขายังสงสัยว่าเหตุใดแม่ของเขาจึงเรียกเด็กหญิงในภาพว่า “นังเด็กยิว” เขาสงสัยว่าเป็นเพราะแม่คิดว่าพ่อของเขายังมีเรื่องปิดบังบางอย่างกับผู้หญิงคนนั้น พ่อไปแบล็กเมล์เขาหรือเปล่า… แต่แม่ของเขาก็ไม่ยอมเอ่ยปากใด ๆ

เขายังมีคำถามอีกว่าทำไมพ่อของเขาถึงต้องออกจากตำแหน่งผู้พิพากษา และคำตอบจากแม่ก็คือพ่อของเขาถูกกล่าวหาว่า ตัดสินประหารเจ้าหน้าที่คนหนึ่งในฐานะที่ช่วยเหลือครอบครัวชาวยิวให้หลบหนีจากการจับกุม และเจ้าหน้าที่คนนั้นก็เป็นเพื่อนของพ่อของเขาเอง เขาอยากไปหาหนังสือพิมพ์เก่าเพื่อหาตัวผู้สื่อข่าวซึ่งขุดคุ้ยเรื่องนี้ บางทีเขาอาจหาได้ว่าพ่อของเขาอยู่ที่ไหนในสตาร์สบวร์ก ใครบ้างอยู่บ้านเดียวกับพ่อ และยังพอจะมีญาติของเรเน่ ดาลมันน์หลงเหลืออยู่ให้สอบถามหรือไม่

ขณะที่เขายังอยู่กับแม่นั้น เขาได้คิดทบทวนถึงสิ่งที่เกิดขึ้นกับแม่และพ่อของเขา แล้วเขาก็สามารถเข้าใจได้ว่าเหตุใดแม่จึงชอบปล่อยให้เขาอยู่คนเดียวตามลำพังอย่างสงบ เพราะจิตใจของแม่ของเขานั้นเกลื่อนกลาดไปด้วยแผลเป็นจากสิ่งที่พ่อของเขาได้ทำลงไป และเขาก็คงเป็นลูกที่ไม่ได้เกิดขึ้นมาจากความรัก

เขาโดยสารรถไฟกลับไปยังเมืองที่เรียนอยู่ เมื่อมองภาพเด็กหญิงกับกิ้งก่าเขาไม่รู้จะทำอย่างไรกับภาพเขียนนั้น ใจหนึ่งคิดจะส่งมอบภาพคืนไปให้กับทายาทของดาลมันน์ อีกใจคิดที่จะขายภาพนั้นไปเสียแล้วนำเงินไปทำในสิ่งที่ดีงาม ในสิ่งที่ตกค้างกับผู้คนที่พ่อของเขาเคยกระทำไว้

ค่ำวันหนึ่ง เขาทำการห่อภาพเขียนและหิ้วไปที่ชายหาด เขาเริ่มก่อกองไฟขึ้น เขาโยนภาพเขียนลงไปบนกองไฟ สีสันต่าง ๆ เริ่มหลอม เด็กหญิงค่อย ๆ ละลาย แต่ก่อนที่เด็กหญิงจะถูกเผาไปจนสิ้น ผ้าใบด้านหนึ่งถูกขึงตึงซ้อนอยู่ใต้ภาพ เด็กหญิงกับกิ้งก่า รูปของกิ้งก่ายักษ์กับเด็กหญิงตัวน้อย ที่เรเน่ ดาลมันน์ต้องการซุกซ่อนไว้นั่นเอง เมื่อกองไฟเริ่มมอด เขาใช้ปลายรองเท้าเขี่ยเศษเถ้าจนกระจัดกระจาย เขายืนมองเปลวไฟที่ยังลุกเป็นสีแดงสีฟ้าอีกสักครู่ จากนั้นจึงเดินกลับที่พัก…

การได้อ่านเรื่องสั้นเรื่องนี้ ทำให้ฉันได้ตื่นตาตื่นใจกับศิลปะแบบดาดาอิสม์ ซึ่งเป็นศิลปะแนวที่ฉันไม่เคยรู้จักมาก่อน ศิลปะแบบดาดาอิสม์นั้น เป็นศิลปะอีกกลุ่มหนึ่งที่มีปฏิกิริยาต่อต้าน คัดค้านศิลปกรรมเก่า ๆ ในอดีต พวกเขาคิดว่าสิ่งเหล่านั้นล้วนแล้วแต่มีจิตใจคับแคบ ดังนั้นต้องสร้างสรรค์งานแนวใหม่ซึ่งเป็นปฏิปักษ์กับศิลปะแบบเก่า

แนวความคิดของกลุ่มนี้อยู่บนพื้นฐานทางอารมณ์ อันต้องการปลดเปลื้องความคิดผิด ๆ แบบเก่าให้หมดไป และเป็นผลมาจากความเสื่อมโทรมในสังคมและศิลปะวิทยา สืบเนื่องจากสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง การแสดงออกของศิลปินกลุ่มนี้ออกไปทางแดกดัน เยาะเย้ย ถากถาง มองโลกในแง่ร้าย เห็นว่าโลกนี้เลว สมควรถูกทำลายได้แล้ว พวกเขาแนะให้มีการสร้างงานที่ผิดหลักความจริง สร้างศิลปะอยู่ที่การโกหก หลอกลวงเป็นสำคัญ

พวกเขาไม่เชื่อหลักตรรกวิทยา หากแต่ต้องการปลดปล่อยจิตไร้สำนึกให้แสดงพฤติกรรมอย่างอิสระเต็มที่ แม้ว่าจิตไร้สำนึกจะมีแนวโน้มเอียงไปในทางวิตถาร ดูพิลึก พิสดารก็ตาม

บอกตามตรงความรู้สึกครั้งแรกที่ฉันสัมผัสกับศิลปะแบบดาดาอิสม์นี้ ฉันมีความขัดแย้งและไม่เห็นด้วยว่าสิ่งนี้จัดเป็นศิลปะค่ะ แต่เมื่อลองขยายความคิดและหัวใจให้กว้างขึ้นแล้วพิจารณาดูให้ลึกลงไปแล้ว ฉันเห็นว่าผลงานของเรเน่ ดาลมันน์นั้น หากมองแค่เพียงภาพวาดโดยที่ยังไม่ทราบที่มาหรือเบื้องหลังเลย ก็จะรู้สึกว่าภาพนั้นให้ความรู้สึกที่ออกไปในทางเลวร้าย แต่ถ้าเราได้ทราบถึงที่มาก็จะรู้ได้ว่า ทุกส่วนของเส้นสาย ทุกความเข้มข้นของเนื้อสีในภาพนั้นได้รับการถ่ายทอดจากความรู้สึกนึกคิดที่ดีทั้งสิ้น

ฉันพยายามค้นหาผลงานของเรเน่ ดาลมันน์ มาให้เพื่อน ๆ ได้ชมกันนะคะ แต่ก็ไม่สามารถหาได้ จึงไม่แน่ใจว่าเรเน่ ดาลมันน์นั้นเป็นศิลปินที่มีตัวตนอยู่จริงหรือเป็นเพียงตัวละครที่ถูกสร้างสรรค์ขึ้นมาในเรื่องสั้นเท่านั้น ถ้ามีใครทราบก็ช่วยบอกด้วยนะคะ

แต่ถ้าเพื่อน ๆ สนใจที่จะชมภาพวาดบางส่วนซึ่งเป็นศิลปะแบบดาดาอิสม์ ก็สามารถเข้าไปชมในเว็บไซต์นี้ได้นะคะ

http://wwar.com/masters/movements/dadaism.html

แล้วเพื่อน ๆ ล่ะคะมีประสบการณ์เกี่ยวกับศิลปะที่ประทับใจหรือน่าสนใจอะไรกันบ้าง อย่าลืมเล่าให้ฟังกันบ้างนะคะ หรือว่าใครมีความคิดเห็นเกี่ยวกับศิลปะแบบดาดาอิสม์นี้อย่างไรก็มาสนทนากันได้ค่ะ

ขอขอบคุณ

  • หนังสือรวมเรื่องสั้น เมื่อรักเดินทาง Bernhard Schlink เขียน, สมชัย วิพิศมากูล แปล, สำนักพิมพ์มติชน, ๔๘๘ หน้า, ราคา ๓๐๐ บาท
  • http://wwar.com/masters/movements/dadaism.html

[อ่าน Book Review ในฉบับอื่น] | [สารบัญ – ก้าวที่๒๑]

3 ตอบกลับที่ เด็กหญิงกับกิ้งก่า และศิลปะแบบดาดาอิสม์

  1. สวรรค์เสก พูดว่า:

    อ้าว ฉบับนี้เจ๊นก มาแทนพี่สาม ของเกล้ากระผมหรอกหรือ

    อืมม์ บทรีวิวนี้ผมเคยเข้าไปอ่านในบ้านหนอนมาแล้วครับ

    แฮ่ม! ส่วนเรื่อง “เด็กชายสอ กับ กะปอม” นั้น ติดไว้ก่อนนะเจ๊ ผมว่าจะเขียนออกมาเป็นเรื่องสั้นน่ะครับ

    คือผมมีความคิดว่าจะรวมเรื่องสั้นแนวสัตว์ๆ ไว้สักเล่ม ตั้งชื่อหนังสือแล้วล่ะว่า “สัตว์มนุษย์”

    ผมเคยอ่านมาจากหนังสือสารคดีว่ากิ้งก่ามีความสามารถเปลี่ยนสีผิวหนังให้เข้ากับสภาพแวดล้อมได้เพื่อความอยู่รอดของชีวิตและเผ่าพงศ์ จึงคิดว่าจะหยิบยกเอาพ้อยต์อันนี้มาเขียนเป็นเรื่องสั้นเสียดสีสังคมมนุษย์ว่าสามารถเปลี่ยนนิสัยสันดานกันได้ง่ายๆ เหมือนกัน แม้แต่การขายตัว ขายศักดิ์ศรีของพวกกะหรี่การเมือง นั่นก็เพื่อความอยู่รอดของตัวเองเท่านั้น

    ชั่วร้ายยิ่งกว่ากะปอมล้านเท่า!!

  2. kaawrowkaw พูดว่า:

    เป็นอีกหนึ่งช่องทางเราอยากนำเสนองานแนะนำหนังสือครับ

    ผู้ที่อ่าน ณ บ้านหลังนี้ อาจมิได้เข้าไปยังบ้านหนอน…

    โลกของหนังสือ-กว้างใหญ่

    …ไม่แพ้โลกเสมือน…

  3. cotton พูดว่า:

    อ่า บทความนี้ ขอบอกว่าอ่านแล้วหยุดเมาส์ไม่ให้เคลื่อนต่อมาด้านล่างไม่ได้จริงๆ แถมยังอ่านต่อเนื่องไม่เปลี่ยนสลับไปอ่านหน้าอื่นด้วย

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: