เด็ก ๒๐๐ ปี

[Book Review] โดย (…)




เด็ก ๒๐๐ ปี

เมื่อถึงฤดูหนาว สายลมทางตอนเหนือลอยเอื่อยๆ ระชวยผ่านใบหน้า
หากตื่นแต่เช้าจะพบเห็นสภาพของเมืองถูกห่มคลุมด้วยหมอกเย็น
เป็นหมอกเย็นแลฝุ่นควันคละกันไป

พ้นจากม่านเมืองไปไกลสุดไกล

ไกลเสียจนไม่เห็นไฟแดงและป้ายโฆษณา ข้าพเจ้าเห็นตัวเองนอนหนุนตักแม่แก่(ยาย) ลมไล้ใบหน้าแผ่วเบา กลิ่นหอมจางๆ ของซุ้มเล็บมือนางใต้ต้นหูกวาง กลิ่นนั้นคละไปกับกลิ่นของหมากและพลูสดตลับใส่ปูนแดงที่นิ่งสงบในตะกร้าตอกสาน เสียงสับไม้ของกี่สานเสื่อกกดังแว่วมา ใต้เรือนหลังถัดไปไม่ไกลนัก เสียงหมูครางในคอดัง อึดๆ

แม่แก่ชอบเล่าเรื่องราวในอดีต แกมักเล่าว่าตัวไม่ใช่คนในพื้นที่นี้ แต่ที่จากบ้านเกิดมาเพราะทวด (พ่อของตา) เดินทางไปขอมาแต่งกับลูกชาย (คุณตา) เรื่องราวความรักคล้ายละครทีวีสุขเศร้าคละกันไป แม้แต่เรื่องราวของต้นไม้ที่อาศัยเงาหลบนอนก็มีความเป็นมา คนชรามักชอบเล่าเรื่องราวหนหลัง ข้าพเจ้าเองก็ชอบฟังเรื่องราวนั้นๆ มันทำให้ข้าพเจ้ารู้สึกว่าตัวเองมี “ราก”

เราทุกคนล้วนมี “ราก” ไม่ว่ารากนั้นจะเป็นรากเส้นใหญ่รากเส้นเล็กหรือรากฝอยจนแทบมองไม่เห็นและนึกไม่ออกในสังคม แต่ก็นับว่าเป็นราก

ภาพของหญิงชรานั่งอยู่ใต้ซุ้มเล็บมือนางถัดจากเรือนไม้และเรื่องเล่าทำให้ข้าพเจ้านึกถึงหนังสือเล่มหนึ่ง

เรื่อง : เด็ก ๒๐๐ ปี
เขียนโดย : เค็นซาบุโร โอเอะ
แปลโดย : มณฑา พิมพ์ทอง
สำนักพิมพ์ : ผีเสื้อ
พิมพ์ครั้งแรก : กรกฏาคม ๒๕๕๐
๒๙๕หน้า : ๑๙๗ บาท

หยุดเรียนภาคฤดูร้อนแล้วทุกคนจะไปใหนกัน??

หากเป็นครอบครัวที่อยู่อาศัยเติบโตในเมือง เด็กๆ ก็คงไม่พ้นต้องเรียนพิเศษเสริมความรู้ ครั้งเมื่อพ่อแม่มีวันหยุดก็คงพาไปเที่ยวห้างฯ หรือไกลหน่อยก็ทะเลหัวหินบางแสนประมาณนั้น

หนังสือเรื่อง “เด็ก ๒๐๐ ปี” ที่กำลังจะเอ่ยถึงนี้เป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นในชีวิตน้อยๆ สามชีวิต เรียกพวกเขาว่า “สามพี่น้อง” สามพี่น้องประกอบด้วยพี่ชายคนโตชื่อ มากิ(เด็กพิเศษ) น้องสาวคนรองชื่อ อาการิ และน้องคนเล็กที่น่ารักชื่อ ซากุ

เมื่อปิดเรียนภาคฤดูร้อนพี่น้องทั้งสามได้กลับมาที่บ้านกลางป่า บ้านซึ่งเคยเป็นที่อาศัยของคุณย่า และตำนานของโพรงต้น “ซูดาจิอิ” พันปี ซึ่งคุณพ่อเล่าว่า

    เมื่อเด็กพิเศษที่เรียกว่า “โดจิ” อยากไปโลกอื่น ก็จะเข้าไปในโพรงที่โคนต้นซุดาจิอิพันปี แล้วตั้งความปรารถนาว่าขณะนอนหลับ ขอให้ได้พบคนที่อยากพบ ได้เห็นสิ่งที่อยากเห็น ถ้าตั้งความปรารถนาจากใจจริง ก็จะได้พบคนที่อยากพบและเห็นสิ่งที่อยากเห็น

เด็กพิเศษที่คุณพ่อว่าหมายถึง “มากิ “ด้วยเช่นกัน จะว่าไปแล้วตำนานที่ว่าทำให้ข้าพเจ้าเองนึกถึงเพลงหนึ่งของวงเฉลียงชื่อเพลงนิทานหิ่งห้อย เนื้อหาของเพลงที่ว่า เมื่อจับหิ่งห้อยมาเก็บเอาไว้ใต้หมอน นอนคืนนั้นจะฝันดี ฝันเห็นดวงดาวมากมาย ฝันเห็นเจ้าชายเจ้าหญิงฝันแสนสวยงาม

หากแต่สิ่งที่สามพี่น้องใช้เพื่อเดินทางไปกับยานข้ามเวลาของ “ฅนฝัน” คือภาพวาดสีน้ำของคุณย่า ซึ่งวาดเกี่ยวกับเรื่องราวของคนในอดีต เป็นบุคคลที่เป็นตำนานของพื้นที่ “เมซุเกะซัง” คือเด็กหนุ่มที่สามพี่น้องเดินทางไปพบในอดีตโดยผ่านยานข้ามเวลาของ “ฅนฝัน” เป็นเด็กชายที่เป็นผู้นำของชาวนาในการอพยพหนีไปอีกแคว้นหนึ่ง เรื่องราวนับจากนี้เป็นเรื่องราวของการเดินทางของสามพี่น้องที่แทรกไปพร้อมกับเรื่องราวของประวัติศาสตร์

ญี่ปุ่นนับเป็นประเทศที่อยู่ในภาวะสงครามตลอดเวลา(ในสมัยนั้น) ไม่ว่าจะเป็นสงครามจากภายนอกและสงครามจากภายใน ประชาชนที่ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการสู้รบมักได้รับผลกระทบจากสงครามเสมอ เรื่องราวใน “เด็ก๒๐๐ปี” จึงเป็นเรื่องราวที่ผู้เขียนนำเสนอความลำบากทุกข์ยากและการดิ้นรนต่อสู้ของ “ชาวบ้าน” และ “เด็กๆ”

ความสูญเสียที่เกิดขึ้นตลอดเวลาทำให้คนต้องหาทางออก “สามพี่น้อง” ก็เช่นกันแม้จะรู้ว่าไม่อาจเปลี่ยนแปลงประวัติศาสตร์ได้แต่พวกเขาก็พยายาม

    ขณะฟังอยู่ข้างๆ อาการิก็นึกว่าน้องชายเก่งกว่าตน ตามที่คิดไว้จริง เพราะซากุเล่าให้แม่ของเมซุเกะซังเข้าใจว่า ในภายภาคหน้าจากนี้ไปอีกไกลโข เด็กๆ ภาคภูมิใจในตัวเมซุเกะซังมากเพียงใด ที่กล้าหาญและสติปัญญายิ่งนักทว่าเสียงของซากุทั้งสูงและแหบ เมื่อเล่าถึงตอนที่เมซุเกะซังกลับมายังเมืองประสาทหลังการจลาจลและกล่าวกับฝูงชนกลางถนน เมซุเกะซังเงยหน้าขึ้นมองซากุแล้วเริ่มไอถี่ๆ ร้องตะโกนเสียงแหบแห้งดุจการ้องว่า”มนุษย์ก็ดั่งหนึ่งดอกอุทุมพร ในสามพันปีบานเพียงครั้งเดียว”ซากุร้องไห้โฮแม่จับศีรษะเมซุเกะซังซึ่งเลื่อนตกจากหมอนเข้าที่ มากิลุกขึ้นยืน มือจับลูกกรงไม้ ชะเง้อมองเข้าไปราวกับจะปลอบใจเมซุเกะซัง แล้วจึงส่งนกหวีดหินให้แม่ เมซุเกะซังหยิบของตอบแทน ส่งให้แม่ด้วยแขนสั่นเทา แม่ส่งต่อให้มากิ

    “สามพี่น้องกลับกันเถอะ”

    มากิพูดด้วยเสียงสุขุมลุ่มลึกผิดกว่าที่เคย ขณะที่ยานข้ามเวลาของ “ฅนฝัน” เริ่มเคลื่อน อาการิก็คิดว่า เดี๋ยวแม่ก็จะพูดคำนั้นออกมา

    “ไม่เป็นไรหรอก แล้วแม่จะคลอดลูกออกมาใหม่”

เรื่องราวยังคงดำเนินต่อไป “สามพี่น้อง” เดินทางผ่านประวัติศาสตร์และจินตนาการได้อย่างละมุนละไม นับเป็นวรรณกรรมเยาวชนที่แสดงถึงกระบวนการสร้างสรรค์จินตนาการของเด็กได้อย่างเห็นภาพ ข้าพเจ้าตามไปกับเรื่องราวซึ่งดูเหมือนจะเป็นเพียงการเล่าความฝันต่อกันฟัง และดูเหมือนจะเป็นจินตนาการที่เด็กๆ ตั้งปรารถนาก่อนที่จะนอน มีประโยคหนึ่งที่น่าประทับใจและน่าคิดตาม

    เด็กที่เข้าไปในโพรงต้นชิอิ ถ้าตั้งปรารถนาว่าจะไปไหนก็จะได้ไปสมใจ อาชอบตำนานตอนนี้มากที่สุด เพราะการตั้งความปรารถนาจากใจนี่เป็นสิ่งสำคัญ เด็กๆ บางครั้งต้องแข่งกับผู้ใหญ่ และไม่ค่อยมั่นใจว่าจะเอาชนะผู้ใหญ่ได้ แต่ถ้าเป็นเรื่องตั้งความปรารถนาจากใจละก็ เด็กเก่งกว่าผู้ใหญ่นะและพวกเธอก็เป็นเด็ก ฉะนั้นต้องใช้ความสามารถนี้ให้เป็นประโยชน์!

ผู้ใหญ่อย่างเราๆ เห็นทีต้องมาลองคิดดูสิว่าเราได้ปล่อยให้เด็กๆ ใช้พลังปรารถนาของเขาอย่างเต็มที่หรือไม่ เด็กๆส่วนใหญ่จึงมักถูกกักขังความสามารถนี้ด้วยความคิดของผู้ใหญ่ที่ว่า “นี่น่าจะเหมาะกับลูกเรามากกว่า” แม้จะเป็นความรักที่พ่อแม่มีต่อลูกแต่ตัวอย่างที่ล้มเหลวก็มีให้พบเห็นกันทั่วไป เป็นคำถามที่ตอบยากว่าเราทำเพื่อตัวเองหรือทำเพื่อเด็กกันแน่

ประวัติศาสตร์ก็เหมือนกับต้นน้ำ อนาคตคือปลายสุดของน้ำ หากเราเปลี่ยนสิ่งต่างๆ ที่ระหว่างลำน้ำนั้น ณ ที่ปลายสุดย่อมเปลี่ยนไปด้วย แน่นอนว่าต้นน้ำเปลี่ยนไม่ได้ แต่หากเราไม่รู้ซึ้งถึงคุณค่าของต้นน้ำ ความปรารถนาที่จะเปลี่ยนแปลงปลายน้ำคงไม่เกิดขึ้น

แดดอ่อนๆ ตอนเย็นให้ความรู้สึกอบอุ่น
ข้าพเจ้ายืนมองภาพหญิงชราผู้หนึ่งเดินท่องไปตามริมคันนา
หญิงชราก้มตัวเก็บใบหญ้าผักต่างๆ ที่ผุดขึ้น เด็กชายตัวเล็กๆ วิ่งตามหลังมาไวๆ ชูเถาผักบุ้งที่เก็บได้ให้หญิงชราดู เท้าทั้งสองเปื้อนโคลน หญิงชรารับเถาผักบุ้งจากเด็กน้อยไป มือข้างหนึ่งกุมมือเล็กๆ ไว้หลวมๆ ความอบอุ่นเกิดระหว่างช่องว่าง ภาพคนทั้งสองเดินจูงมือค่อยๆ เคลื่อนไกลออกไปข้าพเจ้าพูดออกด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา

“เอาละกลับกันเถอะ”

(…)
http://bookblogstorage.wordpress.com/


[อ่าน Book Review ในฉบับอื่น] | [สารบัญ – ก้าวฯที่๒๐]

2 ตอบกลับที่ เด็ก ๒๐๐ ปี

  1. สวรรค์เสก พูดว่า:

    “ถ้าเป็นเรื่องตั้งความปรารถนาจากใจละก็ เด็กเก่งกว่าผู้ใหญ่”

    อ่า พี่สามขอรับ เกล้ากระผมอ่านประโยคนี้แล้วนึกถึงเจ้าชายน้อยขึ้นมาเฉยเลย

    เพื่อนของเจ้าชายน้อยพูดเอาไว้ประโยคหนึ่งเหมือนกันว่า

    “พวกผู้ใหญ่นี่ ไม่เคยเข้าใจอะไรด้วยตัวเองเลย
    มันน่าเบื่อสำหรับเด็ก ที่ต้องคอยอธิบายให้พวกเขาฟังอยู่เรื่อยและตลอดไป”

    เกล้ากระผมว่า บางทีจินตนาการของเด็กๆ อาจบริสุทธิ์ไร้เดียงสา เกินกว่าจะใช้หลักตรรกะแบบผู้ใหญ่คิดตามก็ได้นะครับ

  2. cotton พูดว่า:

    อ่านคร่าวๆนะคะ เพราัะเห็นเรื่อง คนแต่ง สำนักพิมพ์แล้ว ซื้อแน่ๆค่ะ งานหนังสือรอบนี้ ขอบคุณที่มาแนะนำกันค่า

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: