ความเกิดดับของชีวิต ในทรรศนะสนิมกฤช

[ก้าวต่อก้าว] โดย สารากร


ความเกิดดับของชีวิต ในทรรศนะสนิมกฤช

คำว่า “ชีวิต” มีความหมายลึกซึ่ง ครอบคลุมทุกองค์ประกอบ ที่รวบรวมขึ้นมาเป็นสังคม เป็นโลกของเรา ชีวิตจึงมีค่า และมีความหมาย ผู้ชายคนหนึ่ง ผู้ซึ่งอยู่ในทั้งสองโลก กำลังบอกอะไรกับเราบางอย่าง บางคำที่เขาเอ่ยกับเราในค่ำคืนนั้น สะท้อนมุมมองของการมีชีวิตอยู่ อย่างที่เราอาจเข้าใจกันดีอยู่แล้ว หรือว่าเราอาจไม่เคยเข้าใจความหมายของชีวิตเลย

จริงอยู่ที่คนเรามีสิทธิเสรีภาพ และชีวิตที่อยู่ภายใต้กรอบบังคับของจิตใจของเราเล่า มีเสรีภาพอย่างไร ในเมื่อเราผูกกายกับจิตไว้ด้วยกัน ทั้งสองจึงเกื้อกูลกันจนกว่าจะถึงการดับสูญ ในใจลึก ๆ เรายังเชื่อว่า แม้ว่าร่างกายจะพ้นจากความเป็นแล้ว จิตวิญญาณจะยังอยู่ เป็นเช่นนั้น ตามความเชื่อของเราเอง

ชายหนุ่มวัยเบญจเพส ชาวจังหวัดนครศรีธรรมราช ชื่อว่า วรพัฒน์ แป้นประดิษฐ หรือที่รู้จักกันในนามของ สนิมกฤช แห่ง ห้องหนอนสนทนา ผู้มักตั้งคำถามในเชิงพุทธศาสตร์สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี คณะมนุษยศาสตร์ เอกภาษาอังกฤษ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย และกำลังจะบินลัดฟ้าไปศึกษาต่อระดับปริญญาโทยังประเทศรัสเซีย เขาคือคนหนุ่มที่มีความอ่อนโยน และสำนึกในเรื่องของกฎธรรมชาติ เรามาทำความรู้จัก ความเกิดดับของชีวิต ในทัศนะสนิมกฤชด้วยกัน

สารากร : คุณจำได้ไหมว่า ฆ่าสัตว์ครั้งแรกในชีวิตนี้ ตอนไหน แล้วมันคือสัตว์ประเภทใด ลองเล่าเหตุการณ์วันนั้นให้ฟังหน่อยค่ะ

สนิมกฤช: ผมก็เป็นเด็กบ้านนอก ตั้งแต่จำความได้ ก็น่าจะเป็นพวกกุ้ง หอย ปู ปลานะเพราะว่าที่บ้านพ่อแม่ท่านจะได้สัตว์พวกนี้ เพื่อทำอาหาร ทีนี้ผมเป็นเด็กที่ออกจะซนและอยากรู้ และชอบเล่น เพราะว่าปลาที่ได้มา ก็จะใส่กะละมังเอาไว้ ผมก็ชอบไปแล้ว..เล่น ก็คิดว่า น่าจะเป็นลูกปลาตัวเล็กๆ นะ หรือไม่ก็พวกกุ้งเพราะว่าเหตุการณ์อย่างนี้จะมีเป็นประจำมากที่บ้านผม…

โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงฤดูน้ำหลาก ก็จะมีเยอะ..จะมีวิธีการหาปลาของผู้ใหญ่หลายวิธี ไม่ว่าจะเป็น ยกยอ…ดักกัด..บ้านผมเรียกกันอย่างนี้นะ..ปลาที่ได้มาก็จะมีหลายขนาด ทั้งที่เล็กสุด ไปถึงปลาตัวใหญ่ ๆ เช่นปลาช่อน..ปลาดุก พวกนี้ ดังนั้นคิดว่า..โดยพื้นฐานของพ่อแม่ ที่เลี้ยงลูกแบบบ้าน ๆ.. (นอก) ก็ปล่อยให้เด็กมีโอกาสได้เล่นกับสัตว์เหล่านี้ และ..อาจจะทำมันตาย ครับ

สารากร : แล้วฆ่ามันล่ะ เคยไหม ฆ่าอย่างตั้งใจหน่ะค่ะ

สนิมกฤช: ก็..พอผมโตขึ้นมา พอที่จะทำอะไรได้ ก็กลายเป็นอาชีพของเด็กบ้านนอกอย่างผมแหละ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการยิงนก ตกปลา ฆ่าไก่ ไล่วัว โหยเยอะแหละครับ สัตว์ใหญ่สุดที่ผมฆ่าไป ก็น่าจะเป็น ไก่ เยอะเหมือนกัน พวกนก…กระรอก…ก็เยอะ เพราะว่าพวกเราจะมีหนังสติ๊ก..ที่บ้านผมเรียกว่า นู หรือ ธนู ออกไปเที่ยวป่ากัน..และก็ยิงมันมาเป็นอาหาร พวกเขียด พวกกบ ก็เยอะ.. บางที่ก็ยิงเล่นบ้าง สนุกสนานกัน ไม่ได้คิดอะไร แต่ก็มีผลกระทบภายหลัง

สารากร : แล้วสงสารมันไหมคะ

สนิมกฤช: ตอนนั้นไม่ได้คิดไงครับ ยังเด็ก และบางครั้งมันจำเป็นเพราะว่าถ้ามันไม่ตาย เราก็ตาย (เพราะอด) แต่ตอนนี้ทำไมได้แล้ว สงสาร และไม่อยากเห็นคนอื่นทำด้วย…ไม่ใช่เพราะสภาวะหรือว่าอะไรหรอก..แต่เรารู้ว่าใคร ๆ ต่างก็รักตัวกลัวตายทั้งนั้นใช่มั้ยฮะ..ก็เลยสงสารมันสงสารหมดแหละ แม้แต่มนุษย์

สารากร : แล้วตอนนี้รักษาศีลข้อ ๑ ดีพร้อมไหม

สนิมกฤช: ก็คิดว่า เกือบดี แต่..ก็มีผิดบ้างเหมือนกันพวกสัตว์เล็ก ๆ ที่เป็นพิษภัยแก่ตัว..โดยความจำเป็นและโดยความพลั้งเผลอก็พวกยุงหรือบางทีก็แมลงสาบ หรือว่าบางทีก็จิ้งจก (โดยบังเอิญเลื่อนตู้ทับอะไรแบบนั้น) และที่เยอะหน่อยก็ มดเป็นไง รู้บาปผมมากพอแล้วยังครับ

สารากร : คิดอย่างไรกับการฆ่ากันตายในสังคมคะ

สนิมกฤช: แย่… รู้สึกเหมือนกับว่า..คน เป็นสัตว์ที่ ไร้ความรู้สึกเข้าไปทุกวัน ผมหมายถึงความรู้สึกด้านดีนะ…มันไม่ค่อยมี แต่อีกด้านหนึ่งเพิ่มเข้ามาวิ่งเต้นอยู่ในใจคนเยอะมากก็คือ…ความรู้สึก เห็นแก่ตัว…ความโกรธ หุนหันพลันแล่น ความขาดความยั้งคิด ขาดสติ…โห มันเชื่อมกันหมดแหละครับ…ว่าง ๆ เทศนาให้ฟัง

ความรู้สึกทางด้านอารมณ์ ทั้งที่ตัวเองพอใจ เช่น ความรัก..ชอบ ก็เป็นไปแบบ ขาดปัญญา ความรู้สึกทางด้านที่ไม่น่าพอใจก็มี หงุดหงิด อิจฉา พยาบาท จ้องจะจองล้างจองผลาญกันก็ เต็มบ้านเมืองทำให้เกิดปัญหาที่เชื่อมโยงกันเป็นระบบระดับชาติ..หรือระดับมนุษยชาติ ทั่วโลกไปแล้วแหละครับ

สารากร : สัตว์ฆ่ากัน กับ คนฆ่ากัน คิดว่าต่างอย่างไรคะ

สนิมกฤช: เรื่องสัตว์ฆ่ากัน กับ คนฆ่ากันเป็นคนละเรื่องครับ คือว่า ผมมองว่า..สัตว์ฆ่ากันก็เพราะเหตุผลในการอยู่รอดของมัน ไม่ว่าจะเป็นเพราะเรื่องอาหาร เผ่าพันธุ์หรือที่หากิน ที่อาศัย ซึ่งมันคงไม่ได้ฆ่ากัน โดยเหตุผลทางการเมือง หรือเพราะเพียงสนองอารมณ์ของตนเองเหมือนคนหรอกครับเท่าที่สังเกต ยังไม่เห็นมีว่า..สัตว์จะฆ่ากัน เพราะต้องการล้างแค้น หรือเพราะแย่งผัวเมียกัน..อย่างมากก็กัดกัน..แต่ไม่ถึงตายแต่ว่าคน หรือสัตว์ที่เรียกตัวเองว่ามนุษย์นั้นเยอะแยะข้ออ้างหรือเหตุผลที่จะฆ่ากัน…มันเป็นเหตุผลที่เห็นแก่ตัวและ..เป็นเหตุผลที่ ไร้เหตุผลครับ

สารากร : แล้วคิดอย่างไรกับการล่าสัตว์ในอดีต และปัจจุบันคะ เช่นสัตว์ป่าค่ะ

สนิมกฤช: ก็..เป็นความเห็นแก่ตัวของคนอีกนั่นแหละครับ..ถ้าเราพูดไปถึงการล่าสัตว์ เพราะเป็นกีฬาหรืออะไรที่มันไม่เอื้อต่อการนำมายังชีพ ก็คิดว่า เป็นการตั้งเหตุผล ที่เข้าข้างตัวเอง เพื่อเป็นข้ออ้าง เรื่องการล่าสัตว์…พูดไปนึกถึงภาพที่มนุษย์สักคนหนึ่งโดน มนุษย์อีกหลายคนวิ่งไล่ต้อน เพื่อให้จนตรอกและทำร้าย หรือฆ่าเขาจนตาย นั่นแหละครับ ไม่ว่าจะยุคไหน พ.ศ.ไหน มันก็ไม่มีเหตุผลเลย…แต่เราต้องแยกประเด็น การล่า…เพื่อฆ่าสนุก..เพื่อขาย..กับการหาสัตว์บางชนิด เพื่อมาเป็นอาหารเลียงชีพ

สารากร : จะทำอย่างไรให้อยู่ร่วมกันคะ

สนิมกฤช: วิธีการที่จะทำให้คนใจดีขึ้นก็มี แต่เป็นภาคทฤษฎีเยอะมากกว่าภาคปฏิบัติ และออกจะเป็นแนวธรรมะ…ซึ่งเป็นเรื่องที่คนสมัยนี้ เป็นอคติ กับคำว่า ธรรมะ วิธีการทีจะให้สัตว์ที่เรียกว่า คน กับสัตว์ชนิดอื่นที่ สัตว์คนมองเห็น เป็นชีวิตไร้ค่านั้น อยู่ร่วมกันได้ก็ต้องสร้างจิตสำนึกถึงความสำคัญของความหมายคำว่า ชีวิต และจิตวิญญาณ

สารากร : ทำไมคิดว่าเป็นอคติ

สนิมกฤช: ที่คิดว่าคนปัจจุบันเป็นอคติกับธรรมะ เพราะดูจากการที่คนไม่ค่อยยอมรับธรรมะ เมื่อเราเอาปัจจัยเดียวกัน เพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งสองสิ่ง ระหว่างสนองความถูกต้อง…กับสนองกิเลส จะเห็นได้ว่า คนจะเอาแบบหลัง คำนิยามของผม ความถูกต้องนั่นแหละ ความสมควรนั่นแหละ ความรู้อะไรควร อะไรไม่ควรนั่นแหละ คือ ธรรมะ

ดังนั้น เมื่อคนไม่มีสิ่งเหล่านี้ (ความถูกต้อง ความสมควร ความรู้อะไรควร อะไรไม่ควร) จึงทำให้มองว่า..คนไม่ค่อยสนใจสิ่งเหล่านี้ มากกว่าสนใจ ความต้องการความสนองกิเลสตนเอง ตามความคิดผม อย่างนี้แหละ คือ อคติ… อะ..แปลว่า ..ไม่…คติ…ก็คือคติความเป็นไป หมายถึงสิ่งที่ถูกที่ควร…ดังนั้น อคติ คือ…เป็นไปด้วยความไม่ถูกไม่ควร…ไม่ควรเป็นอย่างนั้น

สารากร : คนที่ฆ่าตัวตายล่ะคะ ผิดบาปไหม ในเมื่อไม่ได้ฆ่าผู้อื่นคะ

สนิมกฤช: ผิด… เหตุผล…ถ้าเรามองกันในแนวปัญญาแล้ว… คนที่ฆ่าตัวตายเป็นคนโง่….จะได้ชี้แจงให้ฟัง…เอาแนวธรรมะนะ…ว่าอย่างแรกที่เราพอจะมองได้จากความคิดคนเหล่านั้นคือ…ตัวกิเลสที่เรียกว่า โมหะ โมหะ แปลว่า หลงผิด คิดผิด ไม่ได้ตัดสินใจด้วยความคิดที่แยบคาย ด้วย ความรอบคอบ ด้วยความลึกซึ้งของชีวิตไม่ได้มองเห็นความสำคัญของ ชีวิตทีได้เกิดมาเป็นลักษณะที่เรียกว่า มนุษย์ ความเป็นมนุษย์เป็นลักษณะสามัญที่ท่านบอกว่า กว่าจะเกิดมาได้มีรูปร่างหน้าตาอย่างนี้..ไม่ได้เป็นของง่าย..ดังนั้นคนที่คิดตายง่าย ๆ จึงว่าเป็นคนโง่ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง..ตายด้วยเหตุผลที่ไม่สมเหตุสมผล…เช่น อกหัก..หลักลอย..ตกงาน..เหมือนอย่างที่เป็นข่าวบ่อย ๆ คนเหล่านั้น ตัดสินใจ ด้วยอารมณ์ ไม่ได้ด้วยเหตุผล (ปัญญา) ดังนั้น…

แต่ว่า..ที่จริงคนเหล่านี้ก็..สมควรตายแล้วหละ..เพราะว่าอยู่ไปก็โง่..เพราะมีความคิดโง่ ๆ ตายไปก็ไม่ได้พ้นจากความทุกข์ทรมานหรอก..เพราะว่าคนที่ตายด้วยการฆ่าตัวตาย เป็นวิญญาณบาปที่มีโทษหนักกว่า อกุศลกรรมอื่น ๆ อีกหลายอย่าง…ซึ่งแล้วแต่..ว่าเราจะมองอย่างไร…จะมองด้วยอารมณ์ ก็มองอย่างสมเพช สมน้ำหน้า…ถ้ามองด้วยปัญญาก็มองด้วยความ สงสาร..แล้วแต่เราจะเลือก..แต่อยากให้เลือกมองอย่างหลังนะครับอยากให้ทุกคน..มองด้วยสายตาที่สงสารกัน..ไม่ว่าจะมองสัตว์อื่น หรือมองคน…ด้วยกันเอง

สารากร : ถ้าการฆ่าตัวตาย เพื่อให้เกิดการสนใจในปัญหา อย่างการยิงตัวตายของ สืบ นาคะเสถียร ล่ะคะ คิดอย่างไรกับการตายเพื่อเรียกร้องให้รักษาพันธุ์สัตว์ป่า ซึ่งมันก็ได้ผลจริงที่มีการปกป้องพื้นที่ป่ามากขึ้น อย่างนี้แล้ว จะคิดว่าเขาอุทิศตนได้หรือไม่คะ

สนิมกฤช: ถ้าการฆ่าตัวตาย เพื่อให้เกิดการสนใจในปัญหา อย่างการยิงตัวตายของ สืบ นาคะเสถียร ผมก็คิดว่าเป็นเหตุผลหนึ่งเท่านั้น อาจจะมีผลดีภายหลัง แต่ก็ยังมองว่าขณะนั้นในความคิดก็ไม่ดีอยู่ดีแหละ..เพราะว่า คุณสืบอาจจะหาทางออกอื่นไม่ได้แล้ว ซึ่งก็แปลว่า..จนปัญญาแล้ว ที่จะทำให้คนทั้งหลายสนใจเกี่ยวกับสัตว์ป่า… แต่เมื่อเรามองสิ่งที่ได้กลับมาจากการเสียชีวิตไปหนึ่งชีวิต ก็คุ้มกับที่อีก หลายชีวิตได้ รับความปลอดภัยอย่างน้อยที่สุด การตายของเขาก็ไม่ได้ไร้ค่า หรือได้รับความสนใจเราจะเรียกการตายของเขาว่า การเสียสละ…วีรบุรุษ…ก็ได้…หรือจะเรียกว่า…ตายเพื่อหวังน้ำบ่อหน้า..ตายเพราะหาทางออกอื่นไม่เจอก็ได้ ผมคิดอย่างนี้นะ คิดเป็นสองมุม

สารากร : อยากให้ฝากข้อคิดอะไรสักนิด เกี่ยวกับการเข่นฆ่ากัน ทารุณกรรม ไม่ว่าจะทำกับคน หรือว่าสัตว์ในสังคมเราทุกวันนี้ค่ะ

สนิมกฤช: ถ้าเป็นไปได้ ก็อยากจะตะโกนก้องร้องบอกโลกว่า เสียงร่ำไห้วิปโยคจากความตายนั้นมีมากพอแล้วจากการตายโดยธรรมชาติของชีวิต…เราอย่าให้ต้องอาดูร นองน้ำตาด้วยความเสียใจที่สูญเสียชีวิต..ด้วยการทำลายล้างกันเลย…เรามีคนที่เรารัก อย่างน้อยก็ รักตัวเอง..คนอื่นก็ไม่แตกต่างจากเราไปได้หรอก…ไม่ว่าสัตว์ หรือคน…อยู่กันด้วยความรักในชีวิตดีกว่า…อยู่กันด้วยความสงสารซึ่งกันและกัน…แล้วโลกก็จะร่มเย็น..ครับ

……….

การค้นหาความหมายของการมีชีวิตอยู่ น่าสนใจเสียยิ่งกว่าอยู่อย่างไรให้คุ้มค่า เพรานั่นอาจต้องแลกมาด้วยการเบียดเบียนผู้อื่น ใครบางคน เมื่อดับไปแล้ว กลับก่อกำเนิดชีวิตอักมากมายที่ทดแทนความพยายามที่ดูว่าจะสูญเปล่าให้คืนกลับมามีพลัง ดังเช่น ไม้ขีดไฟที่จุดตัวเองหวังให้มีผู้หันมองแม้สักเพียงเสี้ยวนาที

สารากรนำบทกวีของผู้ล่วงลับเพื่อผู้อื่นมาปิดท้ายการสนทนาครั้งนี้ เราอาจพบว่า ชีวิตของคนเราไม่ต่างอะไรกับบทกวี มีชีวิตก็บทหนึ่ง จากไปก็บทหนึ่ง ไพเราะหรือไม่ อยู่ที่เราเป็นผู้รังสรรค์

“อนิจจาสัตว์ป่าน่าสงสาร
ถูกล้างผลาญเข่นฆ่าให้อาสัญ
ผิดด้วยหรือจึงถูกล่าต้องจาบัลย์
มนุษย์นั้นจะโหดร้ายเพียงไหนกัน
ธรรมชาตินำสัตว์ป่ามาคู่โลก
สร้างสมดุลพูนโภคให้โลกนั้น
หากมนุษย์ยังคิดล่าล้างเผ่าพันธุ์
จะรู้สึกสักวันเมื่อบรรลัย”

(แต่งโดย สืบ นาคะเสถียร)


[อ่าน ก้าวต่อก้าว ในฉบับอื่น] | [สารบัญ – ก้าวฯที่ ๑๘]

Advertisements

2 Responses to ความเกิดดับของชีวิต ในทรรศนะสนิมกฤช

  1. สวรรค์เสก พูดว่า:

    ป้าดโธ๊! มิใช่เหนือกว่านักธรรมโทอีกหรือนั่นขอรับ พี่ทิดกฤช!

    อธิบายซะแจ่มเชียว

    กรณีการฆ่าตัวตายของคุณสืบ ผมเห็นด้วยกับคุณกฤชครับว่า แม้จะเป็นการเตรียมตัวตายอย่างดีก็เถอะ แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่านั่นเป็นการกระทำของคนที่ไม่มีทางออกอื่นอีกแล้ว หากเราไม่ลำเอียงเข้าข้างผู้ล่วงลับมากเกินไป (ตามวิสัยสังคมไทย) จะเห็นว่าการใช้ชีวิตของคุณสืบก็ไม่ได้ดำเนินไปในหลักทางสายกลางเท่าใดนัก

    คนที่คิดจะฆ่าตัวตายได้ จิตต้องถูกภาวะอารมณ์ใดอารมณ์หนึ่งบีบคั้นจนระทมทุกข์ ในเมื่อตายด้วยจิตที่เป็นทุกข์ ภพภูมิแห่งความสุขก็ย่อมอยู่ห่างออกไป

    ทว่าใดๆ ล้วนขึ้นอยู่กับกรรม
    ก่อนตายจิตดวงนั้นทุกข์มากหรือทุกข์น้อยก็ขึ้นอยู่กับปัจจัตตังของจิตดวงนั้นๆ และผลบุญของคุณสืบที่เคยช่วยเหลือชีวิตสัตว์ต่างๆ มานั้นก็มาก กุศลกรรมนี้ก็คงจะมีอำนาจไม่น้อยเมื่อถึงคราวที่ศาลอาญา เอ๊ย พญายมบาลยกอัตชีวประวัติของคุณสืบขึ้นมาไต่สวน ท่านยมฯคงจะหนักใจอยู่ไม่น้อยเหมือนกันแหละครับ

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: