สะกดสุขด้วยภาษา(ใจ) ของนายสน-ทะเล

[ก้าวต่อก้าว] โดย สารากร



สะกดสุขด้วยภาษา(ใจ) ของนายสน-ทะเล
โดย สารากร

ภาษาเป็นเครื่องมือสื่อสารอย่างหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นวจนะภาษา หรืออวจนะภาษา ล้วนมีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดนั้น คือการใช้ นั่นคือเราจะใช้อย่างไรให้เกิดคุณค่า และประโยชน์สูงสุด การใช้ภาษาไทยในบ้านเมืองเรา มีการพัฒนาไปไม่มีวันหยุด คำใหม่ๆผุดโผล่ขึ้นมาทั้งจากความคะนอง และสภาวการณ์ของสังคม ถึงกระนั้น มันก็เป็นภาษาไทย

เฉกเช่นเดียวกันกับภาษาในแต่ละภูมิภาคของไทย ที่จะออกสำเนียงต่างกันไปตามท้องถิ่น ด้วยสำเนียงที่ว่านี้ เป็นการแบ่งว่า ใครคนใดมาจากภูมิลำเนาไหน แต่นี้ไม่ใช่สิ่งสำคัญในการสื่อสาร เพราะใจความที่แท้คือสิ่งที่กล่าวออกมา และสิ่งที่สื่อสารออกมาเสียมากกว่า ที่มีความสำคัญยิ่ง

ก้าวต่อก้าวฉบับนี้ ได้ชักชวนคนหนุ่มจากแดนใต้มาร่วมสนทนากันถึงภาษา และการสื่อสาร เราอาจค้นพบว่า มนุษย์นั้น ล้วนสื่อสารกันด้วยภาษาเดียว เขาคนนั้น คือ นายพิเชษฐ์ เหมนุกูล หรือที่เราชาวหนอนรู้จักเขาในนาม สน-ทะเล ชายหนุ่มวัย ๒๓ ปี ผู้เพิ่งสำเร็จการศึกษาจากสาขาเทคโนโลยีสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย จังหวัดสงขลา และ ตอนนี้เขากำลังทำงานในตำแหน่งสถาปนิกประจำสำนักงานแห่งหนึ่ง จังหวัดภูเก็ต เราได้ทำความรู้จักเขา ผ่านภาษาไทยที่ติดสำเนียงทองแดงกันบ้าง (ลองจินตนาการเวลาคนเขาแหลงใต้ประกอบ)

Q : คุณคิดว่าการสื่อสารของคนเรา มีกี่ช่องทางคะ

A : ในความเข้าใจของผมคิดว่ามันมีหลายหนทางนะครับ ในการสื่อสารกันของมนุษย์เรา ไม่ว่าจะเป็นการเขียน การพูด การใช้สายตาหรือแม้กระทั้งการใช้มือเป็นตัวสื่อสาร แต่สำหรับผมแล้วคิดว่าการพูดน่าจะเป็นการสื่อสารที่ได้ประสิทธิผลที่สุด และเร็วกว่าการมานั่งเดาใจกัน โดยส่วนตัวผมคิดว่าการไม่พูดหมายถึงคุณไม่มีปัญหาอะไร คุณอาจกำลังคิดอะไรเพลินๆในโลกส่วนตัวของคุณ

Q : ภาษาเป็นสิ่งที่เราใช้เชื่อมต่อชีวิตของกันและกัน คุณมีความคิดเห็นอย่างไร หากเราคุยกันคนละภาษา แต่ว่าเราต้องมาอยู่ร่วมกัน

A : ผมว่ามันเป็นสิ่งที่ท้าทายนะครับ อย่างน้อยเราก็ได้เรียนรู้ภาษาอื่นที่ไม่ใช่ภาษาที่เราใช้อยู่ อาจจะสื่อสารกันลำบากหน่อยแต่เราก็มีตัวช่วยอื่นที่ทำให้มันง่ายขึ้นนั่นก็คือรอยยิ้มไงครับ ในชีวิตจริงผมเจอะเจอกับเหตุการณ์แบบนี้อยู่บ่อยๆ อย่างน้อยก็ในที่ทำงานที่พนักงานส่วนมากใช้ภาษายาวีในการสื่อสารกัน หรือเวลาพรีเซ็นต์งานกับลูกค้าก็ต้องใช้ภาษาอังกฤษเพราะลูกค้าทั้งหมดเป็นชาวต่างชาติ นี่ไม่รวมถึงแรงงานต่างด้าวที่หน้างานก่อสร้างอีกกลุ่มนึง สิ่งเหล่านี้มันเหมือนกับเป็นตัวกระตุ้นให้เห็นถึงความสำคัญของภาษาในการสื่อสารมากยิ่งขึ้นครับ

Q : คุณใช้ภาษาอะไรได้ดีเยี่ยมที่สุดคะ

A : ผมเป็นคนไทยนะครับ แม้ว่าจะไม่ได้นับถือศาสนาพุทธแต่ผมก็ใช้ภาษาไทยมาตลอด ผมว่าอักษรไทยเป็นอักษรที่สวยนะครับและเราก็มีภาษาเป็นของตัวเองด้วย อันนี้ผมคิดว่าเป็นสิ่งที่น่าภาคภูมิใจไม่น้อยเลยสำหรับคนไทยทุกคน

Q : ภาษาราชการของประเทศไทย คือภาษาไทย ไม่แน่ใจว่า ภาษาไทยที่ว่านี้จะหมายรวมเฉพาะภาษาไทยภาคกลางหรือไม่ ในฐานะที่คุณเป็นคนต่างจังหวัด เคยคิดไหมว่า เราออกเสียงไม่เหมือนคนอื่นๆ แล้วเราอาจต่างจากคนอื่นๆไหมคะ

A : ไม่รู้สึกแตกต่างนะครับเพราะเราก็ยังสื่อสารกันได้อยู่ การที่สำเนียงภาษาแตกต่างกันออกไปแต่ละภาคผมว่ามันเป็นเอกลักษณ์ที่มีอยู่ในแต่ละคนอยู่แล้ว ซึ่งก็ไม่ได้มีปัญหาแต่อย่างใดในการสื่อสาร ผมมองว่ามันเป็นอะไรที่น่ารักออกครับ การที่คนใต้พูดกลางติดทองแดงหน่อยๆ อาจจะโผงผางไปนิดแต่ผมว่ามันดูจริงใจดีนะครับ สิ่งสำคัญที่สุดจะอยู่ที่เนื้อหาที่เค้าคนนั้นพูดออกมามากกว่าครับ

Q : คุณสามารถท่อง ก.ไก่ถึง ฮ.นกฮูกได้ทันทีหรือเปล่า มีหลายคนเหมือนกันน่ะค่ะ ที่ท่อง ก.ไก่ ไม่ถึง ฮ.นกฮูก เสียที วนอยู่ตรง น.หนู บ.ใบไม้ อยู่หลายหน คุณเองเป็นไหมคะ ดิฉันเคยเป็นค่ะ

A : ผมก็เป็นอีกหนึ่งคนที่ท่อง ก-ฮ ไม่จบครับ หากจะท่องให้จบก็คงต้องท่องเป็นเพลงแบบ ก.เอ๋ย ก.ไก่ ข.ไข่ในเล้า ฃ. ของเรา อะไรแบบนั้นล่ะครับ ไม่งั้นก็ท่องไม่จบเหมือนกัน จริงๆแล้วผมอยากให้มีเวอชั่นอื่นๆบ้าง เราน่าจะคิดเวอชั่นที่มันจำง่ายกว่านี้อีกนะครับ เผื่อคนรุ่นหลังจะได้ไม่ตกอยู่ในสถานการณ์ที่เป็นๆกันอยู่ตอนนี้

Q : คิดอย่างไรกับแบบเรียนภาษาไทยที่เราเคยเรียนมา ที่ว่ามีการท่อง อาขยาน หรือว่า บังคับให้อ่านหนังสือนอกเวลาทุกเทอมคะ

A : ผมว่ามันเป็นสิ่งที่ดีนะครับเพราะว่าในช่วงที่เด็กยังอายุน้อยๆอยู่เค้าอาจจะยังไม่ได้เกิดความสนใจ หรือรักในการอ่าน การที่บังคับให้เค้าท่องจำหรืออ่านหนังสือนอกเวลา จะเป็นการเปิดโลกทัศน์ให้เค้าเห็นในสิ่งที่เค้ายังไม่รู้มาก่อน อย่างน้อยเค้าก็จะได้อ่านหนังสือคล่องขึ้นโดยที่เค้าไม่รู้ตัว ส่วนเรื่องจะทำให้เค้ามีนิสัยรักการอ่านหรือไม่นั้นก็ขึ้นอยู่กับว่า เค้าได้รับประสบการณ์ที่ดีๆจากหนังสือเล่มแรกของเค้าหรือปล่าว หากเค้าอ่านแล้วรู้สึกสนุกและหนังสือนั้นมีเนื้อหาสาระแฝงอยู่ก็อาจจะทำให้เค้ากลายเป็นคนใฝ่รู้และรักการอ่านได้ในที่สุดครับ

Q : อาขยานบทไหนที่คุณยังจำมันได้ดีบ้างคะ

A : มาทบทวนดูแล้ว คงไม่มีแล้วล่ะครับ จะมีบ้างแต่ก็คงท่องได้ไม่จบ

Q : คุณพูด ร.เรือ ล.ลิง ชัดเจนดีอยู่หรือเปล่า มีเพลงกระดกลิ้นของ คุณป้างที่มีเนื้อหาว่า พูด ร.เรือไม่ค่อยชัด กระดกลิ้นไม่ค่อยได้ อย่างนี้ถือว่าเป็นอารมณ์ขันของเนื้อเพลง แต่ว่า ในการใช้ภาษาไทย เรื่องนี้สำคัญมากไหมคะในความคิดของคุณ ที่ว่าเราต้องแยกแยะให้ออกว่า ตัวไหน ร.เรือ ตัวไหน ล.ลิง

A : จริงๆแล้วผมเป็นคนที่พูด ร.เรือ ล.ลิงชัดมากครับ มานั่งคิดทบทวนดูอีกทีผมอาจจะได้พื้นฐานตรงนี้มาจากภาษาอาหรับ ในสมัยตอนที่ยังเป็นเด็กการที่ได้เรียนในโรงเรียนสอนศาสนาจะมีการให้อ่านภาษาอาหรับเพราะว่าคัมภีร์ที่ให้อ่านนั้นทั้งหมดจะเป็นภาษาอาหรับและผมรู้สึกว่าภาษาของเค้าเป็นอะไรที่ละเอียดอ่อนเหมือนกันมีการออกเสียงที่ยากพอสมควร หากออกเสียงเพี้ยนนิดเดียวก็ทำให้ความหมายเปลี่ยนไป เช่นเดียวกันกับภาษาไทยนะครับ และผมคิดว่ามันเป็นเรื่องที่สำคัญมากด้วยเช่นกัน หากเป็นการพูดกันเล่นๆในชีวิตประจำวันก็คงไม่เป็นไรแต่หากว่าคุณต้องสวดมนต์หรืออ่านอะไรที่มันเป็นพิธีรีตองก็คงจะก่อให้เกิดผลเสียได้อย่างมากเหมือนกันเพราะฉะนั้นผมคิดว่าเราควรใช้ภาษาให้ถูกต้องหรือให้เกิดความเคยชินไว้น่าจะปลอดภัยกว่านะครับ

Q : คุณคิดว่าคุณแม่นไวยากรณ์ภาษาไทยไหมคะ

A : แต่ก่อนคิดว่าแม่นนะครับแต่เดี๋ยวนี้ไม่ค่อยจะแน่ใจแล้ว อาจเป็นเพราะสภาพแวดล้อมหรือสิ่งพิมพ์ต่างๆที่มีการใช้คำ เล่นคำ ยำคำกันซะมั่วไปหมด จนบางครั้งมันดูกลืนสิ่งที่ถูกต้องไป เหตุการณ์แบบนี้ทำให้ผมสับสนอยู่เหมือนกัน เลยไม่ค่อยจะแน่ใจซักเท่าไหร่แล้วครับ

Q : คุณเคยบอกว่าคุณฟังภาษายาวีได้ อยากให้ยกตัวอย่าง คำและความหมายสักหน่อยน่ะค่ะ

A : คำแรกเลยที่ผมเข้าใจนั่นก็คือ ซายา กาเซะ ลีมอ แปลว่า ผมรักคุณ ตอนนั้นมันเป็นอะไรที่ติดตลกกันมากกว่าในกลุ่มเพื่อนๆ เหมือนที่เราดูทีวี เวลาที่นักร้องต่างชาติมาแสดงคอนเสิร์ตในประเทศไทย รู้สึกว่าพิธีกรบนเวทีชอบให้นักร้องซุปเปอร์สตาร์เหล่านั้นพูดคำว่าฉันรักคุณ และเสียงกรี๊ดก็จะดังกระหึ่มไปทั้งศูนย์ประชุมแห่งชาติ ดูๆไปผมว่ามันก็ตลกเหมือนกัน ทำไมเราไม่สอนให้เค้าพูดคำอื่นกันบ้างแต่ก็มาเข้าใจจนได้เมื่อตกอยู่ในวงล้อมของเพื่อนที่ใช้ภาษายาวี คำแรกที่สอนให้พูดก็เลยเป็นคำๆนี้เช่นกัน หลังๆก็เริ่มมีคำว่า มากันนาซิ แปลว่ากินข้าวมั้ย เนาะตีโดซานิแปลว่าจะนอนล่ะ จะนอนที่นี่อะไรประมาณนั้นนะครับ เวลาผ่านไปก็เริ่มเข้าใจไปเองหรือถ้าไม่เข้าใจก็จะพูดภาษาไทยใส่ผมเลยครับ

Q : ในความคิดของคุณ ภาษาในท้องถิ่นของคุณเอง มีความหลากหลายเสียจนทำให้เกิดความแตกต่างกันหรือไม่

A : ไม่นะครับผมเกิดมาในสังคมทุกคนใช้ภาษาไทยล้วนครับ

Q : อยากลองหัดภาษายาวีบ้างไหม

A : ตอนนี้ก็ฟังๆอยู่ครับเพราะว่าเป็นเพื่อนในที่ทำงานเหมือนกันก็คิดว่าจะศึกษาไปพร้อมๆกับภาษาอังกฤษด้วยเพราะเป็นภาษาที่ต้องใช้สื่อสารกับลูกค้าอยู่แล้วครับ

Q : คุณคิดว่า ภาษาไทยนี้เป็นเอกลักษณ์ของชาติไทยหรือไม่ แล้วเอกลักษณ์ที่ว่านี้ ควรมีสำเนียงเป็นอย่างไร

A : แน่นอนครับ ผมว่าเป็นเอกลักษณ์ที่น่าภาคภูมิใจมากเลยล่ะ เพราะว่าเป็นภาษาของเราเอง การที่ชนชาติใดชนชาติหนึ่งคิดค้นภาษาขึ้นมาใช้ผมว่ามันเป็นอะไรที่ยิ่งใหญ่มากสำหรับทุกคนในชนชาตินั้นและเราทุกคนควรที่จะภูมิใจและใช้ภาษาให้ถูกต้อง เพื่อเป็นแบบอย่างให้กับชนรุ่นหลังและคนอื่นที่ไม่ได้ใช้ภาษาเดียวกับเรา ส่วนเรื่องสำเนียงผมว่าไม่สำคัญ ไม่ว่าจะสำเนียงติดไปทางภาคไหน สุดท้ายมันก็คือภาษาไทยเหมือนกันนะครับ

Q : มีภาษาหนึ่ง ถือว่าเป็นภาษาสากลก็ว่าได้ นั่นคือภาษามือ คุณคิดอย่างไร ถ้าเราจะต้องสื่อสารกันด้วยภาษามือ ลองจินตนาการเหตุการณ์หน่อยได้ไหมคะ เอาเรื่องใกล้ๆตัวคุณก็ได้ ว่าเราลำบากขึ้นไหม หรือว่าสบายขึ้นกว่าเดิม

A : ผมว่าน่าจะสบายขึ้นกว่าเดิมนะครับ และอาจทำให้คนเราได้คิดอะไรเยอะขึ้นด้วยก่อนที่จะสื่อสารออกมา บางครั้งหากเราพูดออกมามันก็ง่ายที่จะเกิดความผิดพลาดเพราะการเปล่งเสียงพูดออกมานั้นมันง่ายและเร็วเกินกว่าที่สมองจะทันได้กรองคำพูดเหล่านั้น จนบางครั้งคำพูดอาจก่อให้เกิดความเสียหายมากกว่าจะเกิดประสิทธิผลในทางที่ดีครับ อีกอย่างโลกคงเงียบและไร้คำหยาบหรือคำนินทาไปเลย ผมยังนึกไม่ออกว่าหากใช้ภาษามือในการนินทา จะต้องใช้มืออย่างไร คงจะแปลกพิลึกนะครับ

Q : คำกล่าวที่ว่า คำพูดของคน ดุจดั่งลูกศร เมื่อยิงไปแล้ว ไม่อาจหวนกลับมาแก้ไขข้อผิดพลาดได้ เป็นข้อเตือนใจให้เราระวังในการใช้ภาษา คุณเห็นด้วยไหมคะ

A : เห็นด้วยอย่างยิ่งครับ โดยส่วนตัวผมแล้วก็เคยผิดพลาดกับการใช้คำพูดมาเยอะ บางครั้งพูดไปแล้วก็ทำไม่ได้อย่างที่พูด หรือพูดไปโดยไม่คิดก็อาจทำให้อีกฝ่ายเกิดความเสียใจได้ เป็นการดีถ้าหากว่าก่อนพูดเราจะใช้เวลาคิดให้นานขึ้นอีกสักนิดเพื่อลดความผิดพลาดให้น้อยลงนะครับ

Q : เคยผิดใจกันเพราะสื่อสารผิดพลาดไหมคะ

A : มีแน่นอนครับ ผมว่าเหตุการณ์แบบนี้น่าจะเกิดขึ้นกับทุกคนได้เหมือนกัน ทางที่ดีควรจะใจเย็นและค่อยหาเวลาคุยกันใหม่อีกทีน่าจะดี บางครั้งเราอาจจะต้องคำนึงถึงสภาพแวดล้อมในการสื่อสารด้วย ที่ๆสงบกว่าเป็นที่ๆสื่อสารกันง่ายกว่าอยู่แล้ว

Q : ปัจจุบัน คำใหม่ๆเกิดขึ้นมากมาย เป็นคำศัพท์ที่แปลกหู และดูเหมือนว่าจะเฉพาะกลุ่ม คุณคิดอย่างไร กับการที่ราชบัณฑิตยสถาน จะบรรจุคำเหล่านั้นไว้ในพจนานุกรม(ฉบับวัยโจ๋)

A : ไม่รู้สิครับ ผมไม่ค่อยซีเรียสกับเรื่องนี้เท่าไหร่ถ้าอยากจะบัญญัติคำใหม่ลงไปมันก็เป็นสิ่งที่ดี คนรุ่นหลังจะได้รู้ถึงที่มาที่ไปของคำเหล่านั้นได้

Q : คุณอยากให้ในพจนานุกรมภาษาไทย มีอะไรเพิ่มเติม นอกจากคำศัพท์ และความหมายคะ

A : อยากให้มีภาพประกอบเยอะๆครับ ผมว่าภาพทำให้เข้าใจความหมายได้มากกว่าตัวหนังสือ

Q : จากที่มีการรณรงค์ให้คนไทย ใช้ภาษาไทยอย่างถูกต้อง โดยรวมไปถึงหลักการใช้ การออกเสียง เพื่อความเป็นเอกลักษณ์ของชาติ คุณคิดว่าความเป็นไทย อยู่ที่ไหน ใช่ภาษาหรือเปล่าคะ

A : ภาษาก็มีส่วนนะครับแต่ผมว่าเป็นวิถีชีวิตมากกว่าที่จะสะท้อนความเป็นไทยได้ชัดเจน ผู้คนที่อาศัยอยู่ทุกหนทุกแห่งบนโลกใบนี้ต่างก็มีวิถีชีวิตความเป็นอยู่ที่แตกต่างกันออกไปตามสภาวะแวดล้อมที่ตนอาศัยอยู่ ผมคิดว่าคนไทยก็มีเอกลักษณ์ในการดำรงชีวิตที่น่าสนใจไม่แพ้ชนชาติอื่นในโลกนี้ โดยเฉพาะวิถีชีวิตที่สมัยปู่ย่าตายายปฏิบัติสืบต่อกันมา การสร้างอาคารบ้านเรือนที่เหมาะสมกับสภาพแวดล้อม ลมฟ้าอากาศของประเทศไทย อาหารการกินที่มีส่วนผสมของสมุนไพรอยู่เยอะแยะ สิ่งเหล่านี้ผมว่าน่าจะเป็นสิ่งที่ยืนยันความเป็นไทยได้มากกว่าสิ่งอื่นนะครับ ในเมื่อสิ่งดีๆมีอยู่รอบๆตัวเราก็เลยทำให้คนไทยมีรอยยิ้มเจืออยู่บนใบหน้าเป็นที่รู้กันของชาวต่างชาติถึงอัธยาศัยและไมตรีจิตอันดี

Q : ถ้าจะให้พูดภาษาไทยเป็นคำสุดท้าย คำที่อยากพูดคือคำว่าอะไรคะ

A : ไก่จิกเด็กตายบนปากโอ่งครับ ผมยังจำได้อยู่

จะแหลงใต้ ว่าวอิสาน อู้กำเมือง หรือจะพูดกันชัดๆในภาษากลาง คงต้องขอกล่าวคำว่า “สวัสดี..ภาษาใจจะหลอมรวมเราเป็นหนึ่ง” คุณว่าจริงไหม. แล้ว

อย่าลืมกระดกลิ้นทุกครั้งที่พูดคำว่า “รัก” นะคะ.


[อ่าน ก้าวต่อก้าว ในฉบับอื่น] | [สารบัญ – ก้าวฯที่ ๑๕]

Advertisements

One Response to สะกดสุขด้วยภาษา(ใจ) ของนายสน-ทะเล

  1. สวรรค์เสก พูดว่า:

    อะแฮ่ม ในฐานะที่เป็นคนอีสาน ผมมีความรู้สึกเสียวๆ ยังไงไม่รู้ เมื่อท่านผู้สัมภาษณ์กล่าวประโยคนี้ “ว่าวอิสาน”

    เสียวครับเสียว เหมือนกำลังถูกชักให้ล่องลอยอยู่บนอากาศยังไงไม่รู้

    ขอเปลี่ยนเป็น “เว้าอีสาน” หรือ “เว่าอิสาน” ได้บ่อ–ได้ไหม?

    .
    .

    หากมีใครมาถามผมว่า “คำสุดท้ายที่อยากจะพูด คุณจะพูดว่าอะไร?”
    ผมจะตอบไปว่า “รักนะ เด็กโง่”

    .
    .

    ขออภัยนะครับ หากความเห็นนี้อาจจะดูไม่ถูกกาละเทศะ
    ผมก็เพียงอยากจะหาอะไรมาคุยให้สนุกๆ ก็เท่านั้นเอง

    ขอบคุณท่านผู้ถูกสัมภาษณ์ และ ท่านผู้ทำการสัมภาษณ์ มา ณ โอกาสนี้ด้วยนะครับ

    ด้วยมิตรภาพครับ

    นายสอ ใส่สเกต

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: