ปรัชญาในพงกับพงษ์ปรัชญา

[ก้าวต่อก้าว] โดย สารากร


ปรัชญาในพงกับพงษ์ปรัชญา

นับจากวันแรกที่เราได้เรียนรู้สิ่งต่าง ๆ รอบตัว เราบันทึกความทรงจำและความรู้สึกด้วยวิธีการที่แตกต่างกันไป บ้างเขียนบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษร บ้างเขียนออกมาในรูปแบบวรรณกรรมกึ่งชีวิตจริงที่นักเขียนมักจะแฝงประสบการณ์ที่ไม่มีวันตายลงในนั้น และบ้างอาจเขียนบทเพลงขึ้นมาเพื่อจารึกร่องรอยเหตุการณ์ความทรงจำในหน้าประวัติศาสตร์

ทั้งหลายเหล่านี้คือนานารูปแบบการจัดสรรความทรงจำทั้งดีร้ายตลอดการเดินทางของคนเรา ซึ่งอาจมีวิธีอื่นอีกมากมายนับไม่ถ้วน ไม่แน่ว่า อีกลมหายใจข้างหน้า เราอาจเลือกที่จะบันทึกเรื่องราวที่เราได้พบโดยวิธีและรูปแบบใหม่ก็ได้ เช่นกันกับเพื่อนหนอนท่านหนึ่งที่มีความทรงจำเรื่องของการเดินทางมากมาย ทั้งที่เป็นเรื่องของสถานที่และจิตใจ เขาเก็บรักษาความรู้สึกอย่างนั้นเพื่อสิ่งใดกัน วันนี้เรามาต่อก้าวกันกับ ปรัชญา พงษ์พานิช หรือที่เรารู้จักเขาในนามของ ไอซ์ ชายจากพงไพรตอนเหนือของประเทศไทย และเป็นหนึ่งในกองบรรณาธิการนิตยสาร ก้าวรอก้าว นับว่าการพูดคุยกันในครั้งนี้เป็นเส้นทางลำเลียงความคิดและความรู้สึก ที่มีผลต่อเขาบนหน้ากระดาษจริง ๆ —

Q : ตั้งแต่ที่เส้นทางการคมนาคมมีหลายหนทางมากยิ่งขึ้น การเดินทางดูจะไม่ใช่เรื่องลำบากอีกต่อไปแล้ว คุณได้ใช้วิถีการเดินทางครบหรือยังคะ ไม่ว่าจะทางบก ทางน้ำ หรือทางอากาศ
A : ยังครับ ยังขาดทางอากาศ

Q : ความรื่นรมย์ที่เกิดขึ้นระหว่างสองข้างทางเกิดขึ้นกับคุณบ่อยไหม
A : บ่อยครับ ผมว่ามันเป็นคล้ายเพื่อนมากกว่า เพราะในระหว่างการเดินทางมันจะเงียบเหงามาก ผมจะมีเครื่องเล่น MP3 ที่บรรจุเพลงที่ผมชอบ ปล่อยอารมณ์ไปกับบทเพลงและทิวทัศน์ที่วิ่งสวนสายตาไปตลอดเส้นทาง ผมเป็นคนไม่ค่อยชอบพูดคุยและไม่ค่อยชอบฟังการสนทนาระหว่างบุคคลในยานพาหนะที่อาศัยร่วมทาง การได้ฟังเพลงและรับชมทิวทัศน์ถือเป็นความรื่นรมย์ส่วนตัวครับ

Q : เมื่อมีโอกาสไปต่างจังหวัดและโดยการโดยสารรถไฟ พบว่าสองข้างทางเปลี่ยนไปจากเดิมมาก คุณคิดอย่างไรกับป้ายโฆษณาที่เกิดขึ้นเองอย่างไม่เป็นธรรมชาติกลางทุ่งนาบ้างคะ
A : ผมเห็นว่าป้ายโฆษณาเหล่านั้นเป็นทิวทัศน์อย่างหนึ่ง ไม่ถือว่าเป็นสิ่งแปลกปลอมแต่อย่างใดครับ ออกจะสร้างความบันเทิงใดมากทีเดียว ผมไม่อยากให้ตัวเองต้องขุ่นข้องหมองใจในขณะที่กำลังรื่นรมย์ในโลกส่วนตัวในระหว่างการเดินทาง

Q : หรือป้ายโฆษณาเหล่านั้น ก็คือการเดินทางลุกคืบของสังคมทุนนิยมเสรีประการหนึ่ง คุณคิดอย่างไรในประเด็นนี้คะ
A : เพราะเราอยู่ในสังคมแบบนี้นี่ครับ หากเราเปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้ก็ทำใจยอมรับ หรือยอมรับไม่ได้ก็อย่าให้มันมากวนใจครับ

Q : มีคำกล่าวของพญาอินทรีว่า “การเดินทางเป็นสายตาของนักเขียน” คุณมีความคิดเห็นอย่างไรบ้างคะ
A : สิ่งที่ครองคู่ไปกับคำว่า ‘นักเขียน’ นั่นคือนักคิด หากนักเขียนไม่คิดก็คงไม่มีอะไรจะเอามาเขียน การเดินทางเป็นองค์ประกอบหนึ่งเพื่อทำให้คำว่า ‘นักเขียน’ มีความหมายที่สมบูรณ์มากขึ้น

Q : ในนิยามความหมายของคำว่า “การเดินทาง” ในแบบฉบับของคุณคืออะไร
A : ชอบ, มีความสุข, สบายใจ, อยากเขียน, เพิ่มพลัง, เพิ่มวัตถุดิบ, เติมเต็ม

Q : สำหรับตัวคุณแล้ว ประโยชน์ของการออกเดินทางคืออะไรบ้าง
A : ทำให้ประสาทของผมผ่อนคลายลง

Q : การอยู่นิ่งเฉยจะถือว่าเดินทางได้ไหม ถ้าหากว่าเราจะนับรวมว่าความแปรเปลี่ยนคือการเดินทางได้เช่นกัน และไอ้เจ้าความแปรเปลี่ยนที่ว่านี้ก็คือสัจจะแห่งชีวิตของคนทุกคน คุณคิดอย่างไรบ้างคะ
A : ผมว่ามันส่วนที่คล้ายคลึงกัน อย่างน้อยมันก็ทำให้เราเปลี่ยนจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่ง

Q : มีหนังสือเล่มหนึ่งตั้งชื่อหนังสือไว้ว่า Inner Journey เป็นหนังสือที่เกี่ยวข้องกับการเดินทางเช่นกัน ทว่ามันคือการเดินทางของจิตวิญญาณ คุณเองเชื่อหรือไม่ว่า จิตของคนเราสามารถเดินทางได้โดยที่เราไม่ได้เคลื่อนไหวไปไหนเลย
A : สิ่งที่ขับเคลื่อนชีวิตของผมอย่างหนึ่งซึ่งมันมีส่วนที่คล้ายคลึงกับหนังสือเล่มที่คุณเอ่ยถึง และอย่างที่หลายคนรับทราบว่าสภาพร่างกายของผมเป็นเช่นไร ใช่ครับ ผมไม่สามารถเดินได้ และผมไม่สามารถ ‘เดินทาง’ ไปไหนมาไหนได้อย่างใจทุกครั้ง การปลดปล่อยจิตของเราเองให้โลดแล่นไปในห้วงจินตนาการสำหรับผมนั้นมันมีคุณค่าพอ ๆ กับการที่ผมได้เดินทางไปยังสถานที่ต่าง ๆ ที่ผมอยากไป และทั้งหมดก็คือคำตอบของคำถามที่ว่า ผมเชื่อหรือไม่เรื่องของการเดินทางของจิต

Q : จะว่าไปแล้ว มีหลายคนบนโลกนี้ ที่มีชีวิตผูกติดอยู่กับการเดินทางบนวิถีซ้ำๆ และวนเวียนอย่างนั้นจนหมดลมหายใจ คุณเองเคยเป็นเช่นนั้นด้วยหรือเปล่า แล้วคุณคิดจะหลีกหนีความจำเจเหล่านั้นอย่างไร
A : หากเราหลีกหนีความจำเจหนึ่งเราก็จะได้พบกับความจำเจสอง และเมื่อเราหลีกหนีความจำเจสองในที่สุดเราก็จะพบกับความจำเจสาม เมื่อใดที่เราทนความจำเจสามต่อไปไม่ได้อีกเราก็จะหลีกหนีเพื่อไปพบกับความจำเจสี่ มันจะไม่มีวันจบสิ้น การหลีกหนีความจำเจของผมก็คือคิดเสียว่ามันไม่ใช่ความจำเจ แต่หากเมื่อใดทานทนต่อไปไม่ไหวผมก็จะอาศัยการเดินทางเพื่อไปเพิ่มพลัง และกลับมาหาความจำเจหนึ่งผู้เป็นที่รัก

Q : ในการเดินทางที่จะทำให้เราได้พบกับเรื่องราวต่าง ๆ ในชีวิต ไม่ทราบว่าคุณเก็บบันทึกการเดินทางเหล่านั้นอย่างไรบ้าง
A : ผมบันทึกเรื่องราวเหล่านั้นไว้ในความทรงจำ และเมื่อใดที่มันสุกงอม ผมจะแปรเปลี่ยนเรื่องราวความทรงจำเหล่าออกมาเป็นอักษรในลักษณะต่าง ๆ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องสั้นครับ

Q : ภาพถ่ายของคุณ มีรอยยิ้มทุกรูปหรือไม่
A : หากผมรู้ตัวว่าจะถูกถ่ายรูปผมจะยิ้มครับ

Q : คุณคิดอย่างไรกับคำกล่าวที่ว่า “ภาพถ่ายทำให้คนตายกลับคืน” หรือ “อดีตแห่งความทรงจำที่ไม่มีวันตาย” คะ
A : ภาพถ่ายทำให้ความทรงจำของผมหลั่งไหลจากที่กักเก็บ และมันไม่มีวันตายครับ

Q : ประสบการณ์ชีวิตมากมายที่เราได้รับรู้ อาจหลงติดอยู่กับภาพถ่ายของการเดินทางในวันเก่า คุณเคยคิดย้อนกลับไปถึงวันวารเหล่านั้นไกลสุดนี่เกี่ยวกับช่วงเวลาไหน และเกี่ยวข้องกับเรื่องอะไรคะ
A : ผมลองหลับตาและนึกถึง ผมเห็นภาพถ่ายวันรับปริญญาโทของพ่อครับ ผมจำได้ว่าขณะนั้นผมจะถ่มเลือดในปากออกมาอยู่แทบตลอดเวลา อาจเพราะผมเป็นโรคเลือดออกตามไรฟัน ตอนนั้นผมยังเป็นเด็กอายุไม่เกินหกขวบ ผมไม่รู้ว่ารับปริญญาคืออะไร ผมนั่งเฝ้าอยู่หน้าจอโทรทัศน์ที่ถ่ายทอดสัญญาณภาพออกจากห้องประชุมที่ใช้เป็นที่พระราชทานปริญญาบัตร เมื่อมีคนเรียกชื่อของพ่อ ผมกระตุกแขนแม่และชี้ไปทางจอโทรทัศน์พร้อมทั้งตะโกนบอกแม่ว่านั่นพ่อ พ่อรับพระราชทานปริญญาบัตรแล้วเดินหายไปจากจอ แม่พยายามแกะมือผมออกจากแขน แสดงสีหน้าเหมือนว่าผมกำลังกระทำสิ่งใดผิด

Q : ประสบการณ์เดินทางไกลสุดของคุณ คือไปจากบ้านถึงที่ไหนคะ
A : ระยองครับ

Q : ยังมีที่ไหนอีกคะที่คุณอยากจะไปให้ได้สักครั้งในชีวิต
A : หลายที่ครับ ผมชอบภูเขา น้ำตก ป่าไม้ ยังมีอีกหลายที่ที่ผมอยากไปเหยียบสักครั้ง

Q : ถ้าจะถามถึงการเดินทางของความคิด มันจะบรรเจิดในเวลาใดคะ คนบางคนเกิดขึ้นตอนเช้า บางคนเกิดขึ้นระหว่างถ่ายอุจจาระ และบางคนเกิดขึ้นระหว่างนอนหลับแล้วคุณล่ะ เมื่อใด
A : สำหรับผมมันมักเกิดขึ้นได้ทุกขณะครับ มันสามารถแวบหน้าเข้ามาในห้วงความคิดได้ทุกเมื่อ ขึ้นอยู่ที่ว่ามันจะแวบมาเมื่อใด

Q : ในความทรงจำของคุณ สถานที่ที่คุณไปครั้งที่ประทับใจที่สุดคืออะไร แล้วคุณเก็บเกี่ยวเรื่องราวอะไรกลับมาบ้าง อยากให้คุณเล่าถึงเรื่องที่คุณลืมไม่ลง ถือว่าเป็นสิ่งที่มากับการเดินทางของชีวิตสักหนึ่งเรื่องเด็ดค่ะ
A : มันเป็นการเดินทางไปอุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้าครับ เราไปด้วยกันทั้งหมดสี่คน ทั้งหมดเป็นเพื่อนที่สนิทที่สุด เราเมามายและถ่ายรูปทีเผลอของแต่ละคน เสียงหัวเราะคงจะดังลั่นภู เจ้าป่าเจ้าเขาคงจะยิ้มมีความสุขไปกับพวกเรา รุ่งเช้าเราทั้งสี่เตรียมตัวกลับ แต่ด้วยเหตุที่ว่ามันยังเช้าเกินไปเราทั้งสี่จึงตกลงกันว่าจะไปเที่ยวกันต่อ ในอุทยานแห่งชาติยังมีที่เที่ยวอีกมากมาย ทั้ง ผาชูธง ลานหินปุ่ม ลานหินแตก เพื่อนของผมทั้งสามตกลงจะไปเที่ยวให้ครบ โดยที่ผมอาสาจะอยู่เฝ้ารถเพราะด้วยสภาพร่างกายของผมเองมันเป็นภาระแก่เพื่อนเสียมากกว่า แต่พวกมันยืนยันจะเอาผมไปด้วยโดยการแบกผมขึ้นหลังผลัดกันแบก พวกเราเดินไป แบกไป พักไปจนกระทั่งถึงผาชูธง เรานั่งนิ่งกันอยู่บนนั้นชมทิวทัศน์ และตกลงกันว่าไม่ควรแบกผมเดินต่อไปอีก แต่สำหรับผมเท่านี้มันก็เพียงพอแล้ว ผมอิ่มกับคุณค่าของคำว่าเพื่อนแท้ แม้ว่ามันจะบ่นว่าหนักและเหนื่อยแต่มันก็ไม่เคยหยุดเดิน เราทำสัญญากันว่าทุกฤดูหนาวของทุกปีเราจะมาที่นี่อีกครั้ง กางเต็นท์นอน ร่ำสุรา รุ่งเช้ากลับบ้าน แต่มันคงเกิดขึ้นไม่ได้อีกแล้วเพราะเพื่อนคนหนึ่งของเราประสบอุบัติเหตุเสียชีวิต หากวันหนึ่งเราสามคนที่เหลือจะกลับไปภูหินฯ อีกครั้ง เราคงคิดถึงมัน แก้วเหล้าของเราจะมีสี่แก้วเสมอ

* * *

ความทรงจำที่ถูกขีดเขียนและจดบันทึกขึ้นมานั้น อาจไม่ใช่ทั้งหมดกับสิ่งที่เราได้พบได้เจอในเวลานั้น หากแต่เป็นสิ่งที่หัวใจคัดกรองแล้ว เราจึงพบว่า ความทรงจำของคน คือ การร้อยกรอง ร้อยเรียง เขียนขึ้นมาใหม่ เป็นการเขียนประวัติศาสตร์ของตัวเองในแบบฉบับที่เรากำลังทำความเข้าใจและรู้สึกในเวลานั้น ๆ เราจึงพบทั้งรอยยิ้มและคราบน้ำตาในมุมมองที่เราประทับใจที่สุด ชัดเจนที่สุด

แนวคิดที่ว่า “การหลีกหนีความจำเจก็คือคิดเสียว่ามันไม่ใช่ความจำเจ” จึงน่าจะเป็นแนวคิดที่น่าลองมาปรับใช้ดูทีเดียว เพื่อที่ว่าบันทึกหน้าต่อไปของชีวิตจะมีหลากรสและชวนจดจำ นี่คืออีกหนึ่งปรัชญาจากพงไพรของนายพงษ์ปรัชญา.

[อ่าน ก้าวต่อก้าว ในฉบับอื่น] | [สารบัญ – ก้าวฯที่ ๑๔]

Advertisements

5 Responses to ปรัชญาในพงกับพงษ์ปรัชญา

  1. สวรรค์เสก พูดว่า:

    ชีวิต
    ภาพถ่าย
    การเดินทาง
    และความจำเจ

    เทวัตถุดิบทั้งสี่อย่างลงในความคิด
    เดินไปเดินมา เขย่าเบาๆ คลุกเคล้านิดๆ
    บีบมะนาว เหยาะน้ำปลา เดาะพริกป่น ดีดชูรส
    เครื่องปรุงทางจินตนาการ ซอสเซสปรุงจิตวิญญาณลงไปด้วย

    เอาๆๆๆ มาๆๆๆ ล้อมวงเข้ามา
    ท่านป๋ามีเรื่องเล่าแซบๆ มาให้ชิมอีกแล้ว

    ด้วยมิตรภาพครับ

  2. nena พูดว่า:

    เป็นบทสัมภาษณ์ที่ทำให้คิดถึง ค่ะ
    โดยเฉพาะเรื่องราวบนภูหินร่องกล้ากับเพื่อนสี่คน… จำได้ว่าไอซ์เคยถ่ายทอดเป็นเรื่องสั้น
    ไม่ว่าจะสุข ทุกข์ เศร้า หัวเราะ .. ความทรงจำก็ทรงคุณค่าเสมอสำหรับผู้ที่มองเห็นนะคะ

    พี่เคยคิดว่าเราทุกคนล้วนคือนักเดินทางเสมอนะ ไม่ว่าเวลาไหนก็ตาม
    ในนิตยสาร ค.คน (ไม่มีคอคนบนแป้นอะ)อาจารย์เสกสรรค์เขียนไว้ใน “ลากกระป๋องไปตามซอย”

    “หลังจากครองตัวเป็นนักเดินทางอยู่หลายปีในที่สุด ผมจึงเริ่มตระหนักว่า ชีวิตแท้จริงแล้วไม่ใช่การเดินทาง ความไม่เข้าใจชีวิตต่างหากที่ทำให้ต้องเดินทาง”

    สรุปคือพี่ งง น่ะ ..พงษ์ปรัชญาล่ะคะ? 😉

  3. กองบ.ก. พูดว่า:

    ฅ.คน

    อยู่บน ฃ.ขวดขอรับคุณนีน่า

  4. โจนาธาน พูดว่า:

    เราเดินทางหาอะไร…

    หากเรารู้ เราคงไม่ต้องเดินทาง

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: