สงบร่มเย็นใจในศาลา

[สืบศิลป์] โดย กีรติ

สงบร่มเย็นใจในศาลา

หากเราจะกล่าวคำว่า ‘ศาลา’ ในนามของสถานที่พักผ่อนระหว่างทางที่เรารอนแรมมาจากที่ห่างไกล เราคงได้ยกตัวอย่างศาลาที่ดาษดื่นทั่วไปตามท้องถนนไม่เพียงแต่ที่ต่างจังหวัดเท่านั้น และในความเป็นจริง ศาลามีบทบาทต่อชีวิตความเป็นอยู่ของคนเรามาเนิ่นนาน ไม่ว่าจะเป็นศาลาที่สร้างขึ้นเพื่อใช้สอยทั่วไปและศาลาที่ใช้ในการพุทธศาสนา ซึ่งในปัจจุบัน เราจะได้เห็นศาลาที่ยังคงรูปแบบมาแต่ครั้งโบราณกาลไว้นั่นคือ ศาลาที่อยู่ในวัดวาอารามนั้น ๆ

ศาลา ในภาษาสันสกฤตหมายถึง เรือน บ้าน ห้อง และคำว่า สาลา ในภาษาบาลีมีความหมายว่า โรง ศาลามีรูปแบบและทรวดทรงต่าง ๆ กันได้แก่ศาลาโถง คือเป็นศาลาที่มีแต่เสาตั้งรับเครื่องบนและเครื่องมุงหลังคา ไม่กั้นฝา มีทั้งยกพื้นและไม่ยกพื้นเรียกว่า ‘ศาลาดิน’ ศาลาในพุทธสถาน ได้แก่ ศาลาราย ศาลาการเปรียญ หรือแม้แต่ศาลาที่ใช้ประกอบกิจการต่าง ๆ ของฝ่ายฆราวาสอย่างศาลาพักร้อน หรือศาลาท่าน้ำ ศาลาว่าการ เป็นต้น

สำหรับในศาสนาพุทธ ศาลาที่ตั้งอยู่รายล้อมพระอุโบสถนั้นเราเรียกว่า ‘ศาลาราย’ ซึ่งความสำคัญของศาลารายนั้นอาจเรียกได้ว่าเป็นสถานที่ที่ทำให้พุทธศาสนิกชนมีความใกล้ชิดกับพระพุทธศาสนามากยิ่งขึ้น กล่าวคือเป็นสถานที่นั่งฟังธรรมเทศนา หรืองานพิธีต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในวัดนั้น ๆ

ศาลารายเป็นองค์ประกอบย่อยอย่างหนึ่งในเขตพุทธาวาสมักเป็นอาคารโถงรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาดย่อม ตัวเรือนมักใช้เป็นอาคารเครื่องก่อ (ก่ออิฐถือปูน) มากกว่าเครื่องไม้ ส่วนของหลังคาประดับช่อฟ้า ใบระกา หางหงส์ มีชายคาปีกนกคลุมโดยรอบ ภายในอาคารยกเป็นพื้นขึ้น โดยทั่วไปมีอยู่ ๓ แบบ ได้แก่

๑.ศาลาดิน เป็นศาลาที่ยกพื้นภายในสูงเล็กน้อย ตั้งอยู่บนลานชาลา ส่วนใหญ่ใช้ล้อมอาคารสำคัญอย่างพระอุโบสถหรือพระวิหาร มี ๒ ลักษณะคือ แบบ ‘ศาลาโดด’ หมายถึง เป็นอาคารที่ตั้งอยู่ลอย ๆ ไม่มีส่วนใดที่เชื่อมต่อกับอาคารหรือองค์ประกอบอื่น ๆ และแบบ ‘ระเบียงศาลา’ ซึ่งเป็นอาคารที่มีส่วนของผนังด้านใดด้านหนึ่งเชื่อมต่อกับแนวกำแพงล้อมเขตพุทธาวาส ผนังด้านที่เชื่อมต่อนั้นจะก่อทึบเป็นแนวเดียวกับกำแพง

๒.ศาลาลอย เป็นศาลาก่อที่ยกพื้นสูงแบบเรือนสองชั้น ตั้งอยู่ชิดเสมอแนวริมกำแพงชั้นนอกและมีบันไดขึ้นลงด้านหนึ่ง

๓.ศาลายก เป็นศาลารายอีกประเภทหนึ่งที่มีลักษณะรูปทรงและขนาดใกล้เคียงกับศาลารายทั่วไปแต่ถูกเทินตั้งบนฐานไพที่สูงอีกชั้นหนึ่ง

สำหรับศาลารายที่วัดพระศรีรัตนศาสดารามนั้นจัดว่าเป็นศาลารายแบบศาลาโดด ซึ่งเป็นศาลาโถงไม่มีฝา จำนวน ๑๒ หลัง โดยตั้งอยู่ล้อมรอบพระอุโบสถแบ่งออกเป็นด้านเหนือและด้านใต้ ๔ หลัง ด้านหน้าและด้านหลังอีกข้างละ ๒ หลัง

ศาลารายทั้ง ๑๒ หลังนี้มีรูปแบบและลวดลายอย่างเดียวกันทั้งหมดคือเป็นศาลาโถงขนาดสองห้อง หลังคาทรงไทยที่มุงด้วยกระเบื้องเคลือบดินเผา หน้าบันประดับด้วยรูปเทพพนมประดับกระจก มีลายกระหนกประกอบ โดยรอบเทพพนมนั้นมีช่อฟ้า ใบระกา หางหงส์ และนาคสะดุ้ง มีคันทวยจำหลักลายพญานาครองรับชายคาโดย รอบ เพดานศาลามีการฉลุลาย ปิดทองคำ พื้นศาลาปูด้วย หินอ่อน ยกระดับ

ศาลารายทั้ง ๑๒ หลังนี้ สร้างขึ้นในคราวเดียวกันกับการสร้างวัดพระศรีรัตนศาสดารามในสมัยรัชกาลที่ ๑ ต่อมาได้รับการบูรณะโดยคงรูปแบบเดิมไว้ในสมัยรัชกาลที่ ๕ และในสมัยรัชกาลที่ ๗ ทรงโปรดเกล้าฯให้รื้อศาลารายทั้งหมดแล้วสร้างขึ้นใหม่เป็นศาลารายที่เราเห็นในปัจจุบัน ถึงแม้ว่าจะได้รับการบูรณะเพิ่มเติมในสมัยรัชกาลที่ ๙ ก็ยังคงรูปแบบและลวดลายเดิมเอาไว้

ศาลารายนี้นอกจากจะใช้เพื่อให้พุทธศาสนิกชนได้ร่วมฟังธรรมในโอกาสงานสำคัญ ๆ แล้วยังใช้เป็นสถานที่ประกอบ ประเพณีสวดโอ้เอ้วิหารราย ด้วย ซึ่งเป็นการสวดทำนองสรภัญญะ บทสวดจะมีลักษณะเป็นฉันท์หรือกาพย์ก็ได้แต่ที่นิยมกันมากคือกาพย์ยานี

การสวดโอ้เอ้วิหารรายนั้นมีมาแต่ครั้งสมัยกรุงศรีอยุธยาในรัชสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ โดยมีการสวดในวิหารที่ล้อมรอบพระอุโบสถของวัดพระศรีสรรเพชญ์ ดังนั้นคำว่า ‘สวดโอ้เอ้วิหารราย’ จึงยังคงใช้สืบมา แม้ว่าจะประกอบพิธีที่ศาลารายแล้วก็ตาม •


[อ่าน สืบศิลป์ ในฉบับอื่น] | [สารบัญ – ก้าวฯที่ ๑๓]

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: