ข้างถนน : ภาพฉายชีวิตสามัญ

ข้างถนน : ภาพฉายชีวิตสามัญ
รวมเรื่องสั้นชุดที่สี่ (๒๕๑๖ – ๒๕๓๑)


“…นักเขียนควรซื่อสัตย์ต่ออารมณ์ความรู้สึกของตัวเอง ถ้าคุณโกหก คุณก็เป็นคนไม่จริงใจ แล้วงานของคุณก็จะขาดซึ่งพลังที่เป็นจริง…”

ชีวิตวัยเยาว์ของสุรชัย จันทิมาธรนั้น ถือได้ว่าเขาเติบโตเรียนรู้มาจากสังคมชนบทโดยแท้ แม้บิดาจะรับราชการครู แต่การเป็นครูใหญ่ในโรงเรียนประถมระดับอำเภอเมื่อราวกึ่งศตวรรษที่แล้วก็ดูจะมิได้ช่วยให้เขามีอภิสิทธิ์ใดเหนือกว่าผู้อื่นไปสักกี่มากน้อย

            ถึงอย่างไรเสีย เขาก็อาจโชคดีกว่าหลาย ๆ คนตรงผลพลอยได้อันเนื่องมาจากพ่อเป็นครู ซึ่งมักจะมีหนังสือหนังหาติดไม้ติดมือกลับมาบ้านเสมอเมื่อไปประชุม แม้ส่วนหนึ่งจะเป็นวารสารที่ได้รับแจกมาก็ตาม กระนั้นก็ทำให้สุรชัยได้พบเห็นโลกอื่นอันขยายกว้างออกไปกว่าแดนดินถิ่นกำเนิดอยู่ไม่น้อย ช่วยให้เขาเรียนรู้ว่าประเทศนี้ใช่มีเพียงสมาชิกสังคมแต่เฉพาะชาวชนบทแห่งที่ราบสูงเท่านั้นไม่

            เมื่อเรียนจบชั้นประถมแล้ว ความปรารถนาที่จะเป็นเช่นคนเขียนนิยายภาพตามที่ตนเองหลงใหลมาจากการการอ่านนั้น ทำให้เขาฝันที่จะได้ร่ำเรียนในสถาบันอันสอนสั่งยังเรื่องนี้เป็นการเฉพาะ ซึ่งดูจะเป็นเรื่องปกติอีกเช่นกันสำหรับเด็กนักเรียนต่างจังหวัดทั่วไปผู้อยากจะเอาดีทางนี้ในยุคสมัยโน้นสมัยนั้น ย่อมจะรู้จักแต่ (ชื่อ) โรงเรียนเพาะช่าง หรือมากที่สุดอีกแห่งก็ช่างศิลป์ – เท่านั้น

            กว่าจะเข้าช่างศิลป์ได้ นั่นก็หมายความว่าสุรชัยต้องเวียนวนเทียวไล้เทียวขื่อจนถึงสามงวดแห่งการสอบด้วยกัน  อย่างไรก็ตาม ในระหว่างสอบแล้วสอบอีกนั้น การที่มีโอกาสได้คลุกคลีอยู่ในบรรยากาศของคนเขียนหนังสืออย่างกลุ่ม “หนุ่มเหน้าสาวสวย” และ “พระจันทร์เสี้ยว” ก็ทำให้เขาอดมิได้ที่จะทดลองขีดเขียนเรื่องสั้นและบทกวีออกมา ยิ่งเมื่อพบว่ามันเป็นอีกวิธีหนึ่งซึ่งช่วยให้ตนเองไม่ต้องอดโซหิวตาย ทั้งยังได้ระเบิดความในใจที่มีต่อผู้คนและเรื่องราวนานา ก็ยิ่งผลักดันให้เขาหมั่นเพียรเขียนวาดชีวิตเป็นตัวหนังสือออกมาเรื่องแล้วเรื่องเล่าราวมิรู้จักว่าความเหน็ดเหนื่อยเป็นฉันใด

            ไป ๆ มา ๆ เขาจึงตัดสินใจละทิ้งชีวิตนักเรียนช่างศิลป์ เมื่อพบว่างานเขียนก็คือการทำงานศิลปะอีกแขนงหนึ่งซึ่งยังความหมายให้แก่ชีวิตได้ไม่น้อยกว่ากัน

            จวบจนกระทั่งเกิดเหตุการณ์สังหารโหดนักศึกษา ประชาชนเมื่อวันที่ ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙  สุรชัยในยามที่ผันบทบาทเป็นพลเพลงเพื่อชีวิตภายใต้นาม “คาราวาน” จึงพลันตัดสินใจเดินทางสู่ราวไพร…

การปรากฏตัวของ “มาจากที่ราบสูง” อันเป็นรวมเรื่องสั้นเล่มแรก ดูจะเผยให้เห็นอยู่มากทีเดียวว่าผู้เขียนเรื่องสั้นชุดนี้ได้ซึมซับเก็บรับอิทธิพลของนักประพันธ์ไทยรุ่นก่อนมาไม่น้อย ท่วงทำนองกลิ่นอายหลายอย่างใน “โพนแต้” และ “มือเพชฌฆาต” นับเป็นองค์พยานชัดเจน

            …สิ่งซึ่งแสดงออกค่อนข่างเด่นโดยรวมของ “มาจากที่ราบสูง” อยู่ตรงมี่แง่มุมของผู้เขียนเลือกกล่าวถึงภาพประทับจากแดนดินถิ่นกำเนิดของตนเองเป็นข้อใหญ่ใจความสำคัญ

            โดยเฉพาะเรื่องราวและแง่มุมชีวิตของคนเล็ก ๆ ที่เราสามารถพบเห็นได้ตามชนบทไทยทั่วไป ว่ากันอย่างถึงที่สุดก็คือ มันมิใช่ภาพชีวิตที่ผู้เขียนปรุงขึ้นมาจากนิมิตอันเลื่อนลอย – ไร้ความเป็นจริงรองรับ หากแต่เป็นขั้วตรงข้ามด้วยซ้ำ!

            การเปิดเผยโฉมหน้าสังคมชนบทของสุรชัยในวาระนี้ แม้จะไม่ลงลึกถึงขั้นประกาศ “สัจธรรม” ต่อผู้อ่านก็จริง กระนั้นมันก็ทำให้เราอดคิดมิได้ที่จะตระหนักว่า ยังมีผู้ยากไร้ลำเค็ญอีกไม่น้อยที่มีชีวิตร่วมในสังคมเดียวกันกับเรา ทั้งยังช่วยให้รับรู้ถึงบริบทแห่งปัญหาอันแผ่ระบาดไปทุกย่านหย่อมที่ห่างไกลความเจริญอีกด้วย ทั้งนี้ยังไม่นับวิถีชีวิตพิสดารซึ่งผู้เขียนนำมาเปิดเผยอย่างสัตย์ซื่อนั่นอีก

            ในเวลาต่อมา เมื่อเขานำเสนอ “เดินไปสู่หนไหน” ก่อนจะสมทบด้วย “ความบ้ามาเยือน” นั่นก็ทำให้เรายิ่งเชื่อมั่นได้ว่า สุรชัยเป็นนักเขียนที่เพ่งความสนใจต่อเรื่องราวชีวิตอันมีแง่มุมเล็ก ๆ อย่างมีลักษณะเฉพาะโดยแท้ คือเขาแทบมิได้ทำหน้าที่เป็นตุลาการชี้ถูกชี้ผิด หากเลือกที่จะเล่าถึงกรณีนั้น ๆ ด้วยน้ำเสียงเรียบ ๆ ภายใต้ท่าทีอันไร้จริตปรุงแต่ง ทำให้สัมผัสถึงความจริงใจอย่างไม่ยาก

            เช่นนี้แล้วก็อาจสรุปกว้าง ๆ ได้ว่า ในกรณีของสุรชัยนี้ ดูเขาหลงใหลในเสน่ห์ของชีวิตสามัญชนคนธรรมดามากกว่าคนกลุ่มอื่น ฉะนั้นจึงไม่แปลกที่เขาจะนำเสนอชีวิตและเรื่องราวของคนทั่ว ๆ ไปที่เราพบเห็นจับต้องได้ แม้หลาย ๆ เรื่องเขาจะอ้างถึงฉากในกรุงเทพฯก็ตาม แต่ก็จะเห็นได้ว่า ที่แท้แล้วเรื่องราวทำนองนั้นมิได้จำกัดตัวของมันเองเอาไว้แต่จำเพาะเมืองใหญ่เช่นกรุงเทพฯเท่านั้น สิ่งซึ่งเขาประสงค์จะเปิดเผย ว่าไปแล้วอาจมิใช่อะไรอื่นหากแต่คือภาวะความรู้สึกเบื้องลึกของตัวเขาเองซึ่งมิอาจกลมกลืนไปกันได้กับวิถีแห่งเมือง

            สภาวะความรู้สึกที่แปลกแยกกับสังคมใหญ่ ความที่มิอาจหล่อหลอมตนเองให้เป็นเนื้อเดียวกับตึกรามรถราและผู้คนแปลกหน้าเยี่ยงนี้เอง ที่ทำให้รวมเรื่องสั้นทั้งหมดของสุรชัยมีเสน่ห์แบบแปลก ๆ ในท่วงทำนองซึ่งแฝงฝังไว้ด้วยความเหงาเศร้า ความอาลัยอาวรณ์ถึงแดนดินถิ่นกำเนิด รวมถึงโหยหาในมิตรภาพ แม้จะได้มาเพียงชั่วขณะก็ตาม

            กระทั่งใน “ข้างถนน” เล่มนี้ก็ด้วยที่ยังคงไว้ซึ่งท่าทีเรื่อย ๆ ริน ๆ ทว่าสิ่งหนึ่งซึ่งดูจะช่วยตอกย้ำถึงลักษณะเฉพาะของสุรชัยให้เรายิ่งเชื่อมั่นมากขึ้นก็คือ เรื่องราวที่เขาหยิบยกมาเล่ากล่าวขานนั้น ไม่เพียงแต่จะพบเห็นโดยทั่วไปเท่านั้น หากมันยังประกาศชัดอยู่ในทีว่า โลกที่สุรชัยดำเนินชีวิตอยู่นั้น เป็นโลกใบเดียวกันกับของเรา เรื่องราวหลากหลายที่เขารำพึงรำพัน จึงนอกจากจะไม่ชวนให้รู้สึกเป็นเรื่องไกลตัวแล้ว ยิ่งมิใช่เรื่องที่ถูก “ประพันธ์” ขึ้นอย่างลอย ๆ แบบที่นักเขียนไทยมากคนหลายรุ่น สนุกอยู่ในแบบแผนวิธีนั้น

            แน่ละ เมื่อย้อนกลับไปพินิจเส้นทางชีวิตของสุรชัยก็จะพบว่า เรื่องสั้นของเขานั้น มันก็คือบทบันทึกอารมณ์ความรู้สึกอันสัตย์ซื่อในแต่ละช่วงตอนชีวิต ที่มีต่อสภาพแวดล้อมซึ่งผู้เขียนพบเผชิญอยู่เป็นสำคัญ

            ความสัตย์ซื่อมิใช่คุณสมบัติที่นักเขียนทุกคนล้วนมีเสมอไป! ·

เวียง – วชิระ บัวสนธ์

 

 

หมายเหตุบรรณาธิการ ฉบับพิมพ์ครั้งที่สิบ

สำนักพิมพ์สามัญชน. กรกฎาคม ๒๕๔๐

ข้อมูลทางบรรณานุกรมของหอสมุดแห่งชาติ

สุรชัย จันทิมาธร.ข้างถนน,

พิมพ์ครั้งที่ 10. กรุงเทพฯ : สามัญชน, 2540

160 หน้า.

1.เรื่องสั้นไทย-รวมเรื่อง. I. ชื่อเรื่อง. 895.91301

ISBN 974-7682-61-3


[อ่าน Book Review ในฉบับอื่น] | [สารบัญ – ก้าวฯที่ ๑๓]

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: