ภาพภ่ายของผม

ice.jpg เรื่องเล่าจากที่สูง : พงษ์ปรัชญา

ดวงตะวันกำลังลอยทำมุมสี่สิบห้าองศากับพื้นดินทางทิศตะวันตก ขณะนั้นผมกำลังรอคอยให้ดวงตะวันคล้อยต่ำลงมาเรื่อย ๆ มีลมกรรโชกจนตัวเอียงอยู่สองสามวูบ ในมือของผมมีกล้องถ่ายรูปดิจิทัลขนาดสี่ล้านพิกเซล ผมต้องการถ่ายภาพในขณะที่ดวงตะวันกำลังโบกมือลาลับไปตรงสันเขาที่ตั้งตระหง่านนั้น

ตรงที่ที่ผมอยู่เป็นสันเนินสูงกว่าพื้นราบด้านล่างกว่าสิบเมตร ผมนั่งอยู่คนเดียวมานานกว่าสามสิบนาที เหลือบุหรี่ในซองมวนสุดท้ายที่ผมยังอาลัยอาวรณ์ไม่อยากจะจุดสูบตอนนี้ ผมสบตากับแสงแดดอ่อนอีกครั้ง แล้วมองหาพี่ชายที่กำลังดูแลฝูงวัวอยู่ที่ทุ่งนาร้างข้าวเขียวด้านล่าง มีคนงานชาวพม่าอีกสองคนกำลังช่วยกันวิ่งไล่ต้อนวัวตัวเมียสองสามตัวที่ทำท่าว่าจะหลุดหลงฝูงให้กลับคืนสู่ฝูงใหญ่อีกครั้ง- –

เมื่อดวงตะวันลอยอยู่ในตำแหน่งที่ผมพึงพอใจ ผมจึงเปิดสวิตช์เพื่อให้กล้องดิจิทัลของผมทำงาน ผมกดปุ่มซูมดึงเอาดวงตะวันเข้ามาอยู่ในเฟรม ดวงตะวันในเฟรมค่อย ๆ ขยายขึ้นจนกลมโตอย่างที่ใจผมปรารถนา ice4.jpgผมไล่สายตาเพื่อดูองค์ประกอบในเฟรม ด้านบนมีดวงตะวันสีส้มนวลกำลังลอยนิ่งอยู่ตรงกลางระหว่างยอดไม้บนสันเขา เสียดายที่ในเฟรมมีสายไฟพาดขวางเป็นเส้นสีดำทำลายความงามของภาพที่ผมตั้งใจจะบันทึกเก็บไว้

พี่ชายเคยบอกผมว่าตรงสันเนินแห่งนี้เป็นจุดชมวิวที่สวยที่สุดสำหรับการชมดวงตะวันลาลับขอบฟ้า ไม่มีที่ไหนที่จะเห็นตะวันลับฟ้าได้สวยเท่าที่นี่อีกแล้ว ดังนั้นแม้ว่าจะมีสายไฟพาดขวางตรงกลางเฟรมจะทำให้ภาพของผมด้อยคุณค่าลงไปบ้าง แต่เมื่อบวกลบแล้วผมก็จะยังได้ภาพตะวันลับสันเขาที่งดงามอยู่ดี

ผมนึกสงสัยว่าหากผมตัดสินใจเลือกไปปักหลักรอเก็บภาพตะวันที่กำลังจะลับฟ้าที่อื่น ผมจะได้ภาพที่สวยสมใจอย่างภาพที่ปรากฏอยู่ในเฟรมไหม แน่นอน ผมเชื่อว่าจะต้องมีที่อื่นที่สามารถชมวิวตะวันตกดินได้สวยงามมากกว่านี้ เพียงแต่ผมยังไม่รู้ว่าที่แห่งนั้นตั้งอยู่ตรงไหนเท่านั้น แต่ถึงอย่างไรผมก็ยังเลือกที่จะเก็บภาพตะวันตกดินตรงสันเนินแห่งนี้ เพียงเพื่อไม่อยากจะเสียโอกาสและเวลาที่ผมเฝ้ารอมาเนิ่นนาน

ฝูงวัวด้านล่างค่อยทยอยกันเดินกลับเข้าคอกโดยมีคนงานชาวพม่าคอยคุมให้ฝูงวัวเดินไปตามเส้นทางที่กำหนด พี่ชายเดินไต่ความสูงขึ้นมายืนอยู่บนสันเนิน เขาถามผมว่าได้ภาพสวย ๆ ไหม ผมพยักหน้าตอบรับพร้อมส่งกล้องดิจิทัลในมือให้เขา เขารับไปเปิดดูภาพที่ผมถ่ายเก็บไว้

“บอกแล้วว่าตรงนี้วิวสวยที่สุด” พี่ชายยิ้มภาคภูมิ

ผมถามพี่ชายอีกครั้งว่า “มีที่ไหนที่สวยกว่านี้อีกไหม?”
“ไม่มีหรอก ถ้าคิดว่าสวย อยู่ตรงไหนมันก็สวย ถ้าคิดว่าไม่สวย ต่อให้อยู่บนสวรรค์มันก็สวยไปไม่ได้หรอก”
พี่ชายยื่นกล้องส่งคืนให้ผมเก็บเข้ากระเป๋าสะพาย พร้อมกับพยักหน้าให้สัญญาณว่ากลับบ้านกันดีกว่า ผมพยักหน้าตอบเป็นเชิงรับรู้ แล้วหยิบบุหรี่มวนสุดท้ายเสียบใส่ปาก จุดไฟแช็กจ่อเปลวไฟเข้าที่ปลายมวน
ดวงตะวันทำท่าจะลาลับไปแล้วตรงสันเขานั้น ความมืดค่อย ๆ โปรยตัวลงมาปกคลุมอย่างเชื่องช้า

“ยังไม่กลับเหรอ” พี่ชายถามพร้อมหย่อนก้นลงนั่งข้าง ๆ

“เดี๋ยวแป๊บนึง บรรยากาศกำลังดีเลย ขออยู่บนสวรรค์ต่ออีกหน่อยค่อยกลับนะ” ผมระบายควันสีเทาหม่นลอยกลืนหายไปกับห้วงสลัวของพลบค่ำ แล้วจึงยื่นมวนบุหรี่ที่เหลืออยู่เกินครึ่งส่งให้พี่ชายรับช่วง เขาอัดควันเข้าปอดอยู่ยังไม่ทันหมดมวนก็โยนมันทิ้ง แล้วพยักหน้าส่งสัญญาณว่าถึงเวลากลับบ้านแล้ว

ผมเหม่อมองไปบนท้องฟ้า ดวงดาราเริ่มขยับแสงระยิบระยับ

ผมพยักหน้าเป็นเชิงรับรู้ว่าถึงเวลาแล้วที่จะต้องกลับบ้าน…. •

kaawss.jpg

Advertisements

3 Responses to ภาพภ่ายของผม

  1. สวรรค์เสก พูดว่า:

    ใช่ครับ ผมว่าพระอาทิตย์ตกดินที่ไหนก็เหมือนกัน มันไม่แปลกอะไรหรอก
    แต่สภาพภูมิประเทศโดยรอบไม่มีทางเหมือนกันเด็ดขาด

    หากท่านยืนดูอยู่บนยอดเขา ที่ด้านล่างลงไปเป็นทุ่งหญ้าเขียวขจี หรือแปลงนาที่ข้าวกล้ากำลังขึ้นเขียวพรึดเป็นผืนพรมแล้ว นั่นยอมได้บรรยากาศแบบเขียวๆ และกลิ่นชื้นของแปลงนากับทุ่งหญ้าเป็นเครื่องแนมขณะดูพระอาทิตย์ตกดิน

    หากท่านนั่งดูพระอาทิตย์ตกบนชะง่อนหินริมชายทะเล ท่านจะได้บรรยากาศของเวิ้งฟ้า นกกา กลิ่นเค็ม และกลิ่นกุ้งหอยที่ออกตุๆ เป็นของแถม

    หากท่านเป็นเทวดาแล้วก้มมองลงมาจากก้อนเมฆดูพระอาทิตย์ตกดินละก้อ นับว่าบรรยากาศต้องจืดชืดอย่างมากเป็นแน่ แต่พอคิดขึ้นมาได้ว่า เดี๋ยวอีกหน่อยพอแสงสว่างหายไป ความมืดจะมาเยือน เทวดาตนนั้น จะต้องวุ่นกับการวางแผนเข้าหาน้องนางฟ้าของตัวเองทั้ง 500 นางแล้วละก้อ แม้บรรยากาศบนวิมานจะจืดชืดเพียงใด ผมก็ยังอยากจะเป็นเทวดาอยู่ดีนั่นแหละ

    (เกี่ยวไรกะพระอาทิตย์ตกละเนี่ย วุ้ย สอ นะ สอ)

  2. swordbelt พูดว่า:

    ยามเย็นทีไร ข้าพเจ้าก็ออกมายืนรับแสงอ่อนแดงของแดดสนธยา
    พระอาทิตย์ตกดินให้ความรู้สึกเหงาอุ่นอย่างประหลาด
    หากพระอาทิตย์กล่าววาจาได้ข้าพเจ้าเพียงอยากให้เธอเอ่ยว่า

    “เฮ่เกลอ.. พรุ่งนี้เจอกัน”

    หากแต่พระอาทิตย์ยามเช้านั้นยามเมื่อมันขึ้นพ้นขอบสันตึก
    นั่นคล้ายเป็นเครื่องลากจูงมหึมาที่ลากเอาผู้คนในเมืองออกมาใช้ชีวิต
    หากพระอาทิตย์กล่าววาจาได้ข้าพเจ้าเพียงอยากให้เธอเอ่ยว่า

    “เฮ่เกลอ.. เมื่อคืนเป็นอย่างไรบ้าง ”

    ข้าพเจ้าจะได้ตอบกลับว่า

    “เสียดายที่เกลอไม่อยู่ด้วย”

    (แฮ..)

  3. ผู้อ่าน พูดว่า:

    ความงามจากธรรมชาติ นั้น ย่อมกลบลบสิ่งไม่พึงประสงค์ของชีวิตได้…

    สายไฟที่พาดผ่านภาพของท่าน จึงแลดูกลมกลืนไปกับความงามอย่างลงตัว

    และไม่มีที่ติ

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: