ทัณฑ์ธรรมชาติ

เช้าตรู่ของวันที่ ๒๖ ธันวาคม ๒๕๔๗

คนงานวิ่งหน้าตาตื่นฝ่าฝูงสุนัขอัลเซเชียนนับสิบตัวเข้ามาในบ้าน ขณะนั้นผมกำลังนั่งละเลียดควันบุหรี่มวนแรกของวัน ส่วนพี่ชายกำลังนั่งจิบกาแฟพลางชมข่าวยามเช้า มีรายงานข่าวว่าเกิดแผ่นดินไหววัดความรุนแรงได้มากกว่า ๙ ริกเตอร์ ทางตอนเหนือของเกาะสุมาตราในประเทศอินโดนีเซีย- –

หลังจากฟังภาษาเหนือแถบแม่ระมาดสำเนียงพม่าที่ไม่ได้ศัพท์จากคนงานต่างด้าว พี่ชายก็วางถ้วยกาแฟคว้ากุญแจรถจักรยานยนต์แล้วสะกิดเรียกผม

“ไปไหน?” ผมถาม

“ไปดูเหตุมหัศจรรย์” พี่ชายว่า

“อะไรวะ?” ผมถาม

“ไปด้วยกันสิ เดี๋ยวก็รู้” พี่ชายนั่งยองๆลงตรงหน้า พร้อมให้ผมขึ้นขี่หลัง

ผมโยนบุหรี่ที่เหลือเพียงไม่กี่อึกทิ้ง ใจนั้นอยากรู้ขึ้นมาเสียแล้วว่าเรื่องมหัศจรรย์ที่ว่านั้นเป็นอย่างไรกัน

รถจักรยานยนต์ของเรามาจอดอยู่ริมสระน้ำขนาดกว้างราวสามเมตรครึ่งยาวร่วมสิบเมตรใกล้บ้านพักคนงาน คนงานชาวพม่าและกะเหรี่ยงหลายคนจับกลุ่มยืนวิพากษ์วิจารณ์อยู่ริมสระน้ำนั้นอยู่เช่นกัน

“ไหนวะเรื่องมหัศจรรย์!” ผมถามพี่ชาย

“ไม่รู้สิ” พี่ชายตอบพลางส่ายหน้า แล้วหันไปถามคนงานต่างด้าวที่วิ่งหน้าตาตื่นไปรายงานข่าวถึงที่บ้าน

หลังจากส่งภาษาและสำเนียงที่ผมยังไม่ชินหู พี่ชายก็รายงานว่า เมื่อสักครู่ก่อนที่เราจะมาถึง น้ำในสระเกิดการเคลื่อนไหวเป็นระลอกคลื่นไปตามแนวความยาวของสระ สะท้อนกลับไปกลับมาอยู่เนิ่นนาน คนงานทุกคนต่างลงความเห็นว่านั่นอาจจะเป็นอิทธิฤทธิ์ของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ส่งสัญญาณเตือนว่าอาจมีใครทำมิดีและลบหลู่ธรรมชาติ หลายคนลงนั่งยองพนมมือไว้ท่วมหัว ส่งภาษาที่ถึงแม้ว่าผมฟังไม่รู้เรื่องแต่ก็พอจะเข้าใจว่า พวกคนงานกำลังอ้อนวอนสิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้เมตตาในความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ของพวกเขาให้โปรดบรรเทาเบาบางโทษทัณฑ์จากการที่พวกเขาได้ล่วงเกินกับธรรมชาติ

ผมกับพี่ชายต่างแอบหัวเราะกับพฤติกรรมของคนงานต่างด้าวพวกนั้น เพราะเชื่อแน่ว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมดนั้นเป็นผลกระทบที่เกิดจากแผ่นดินไหวที่อินโดนีเซีย ไม่ใช่เกิดจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์แต่ประการใด

สายของวันที่ ๒๖ ธันวาคม ๒๕๔๗ คลื่นยักษ์ลูกแรกโถมเข้าฝั่ง

ไม่มีการเตือน ไม่มีลางสังหรณ์ มนุษยชาติถูกกลืนกินด้วยคลื่นยักษ์ที่ถาโถม

และหลังจากวันที่ ๒๖ ธันวาคม ๒๕๔๗ รายงานจำนวนผู้เสียชีวิตเพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ นับสิบ นับร้อย นับพัน นับหมื่น และนับแสน เสียงสะอื้นไห้ก้องระงมไปทั่วโลก

บ่ายของวันที่ ๒๙ ธันวาคม ๒๕๔๗

ปีใหม่ใกล้เข้ามาทุกขณะ ผมกับพี่ชายกำลังร่วมรับประทานอาหารมื้อเที่ยงที่ศาลากลางน้ำใกล้บ้าน

ผมได้ยินเสียงกึกก้องกัมปนาทคล้ายท้องฟ้ากำลังลั่นร้อง

“สงสัยฝนจะตก” ผมเปรย

“ฝนที่ไหนจะตกฤดูนี้กันล่ะ” พี่ชายแย้ง

“ฝนหลงฤดูไง เดี๋ยวนี้ธรรมชาติมันผิดแผกไปหมด”

“ไม่ใช่หรอก” พี่ชายยืนยัน

“แล้วเมื่อกี้เสียงอะไรถ้าไม่ใช่เสียงฟ้าร้อง”

“เสียงระเบิดแตก จากฝั่งนู้น…” พี่ชายหมายถึงประเทศเพื่อนบ้าน

ใบหน้าของผมสลดลงวูบหนึ่งพลางคิดว่าใครกันนะที่โชคร้าย ใครคนนั้นอาจได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตจากแรงระเบิดลูกนั้น

“จะมีใครตายไหม?” ผมถามพี่ชาย

“ไม่หรอก”

“อาจเป็นช้างหรือสัตว์อื่นก็ได้”

“ไม่หรอก…ที่จะตายอาจเป็นต้นสักทองต้นใหญ่สักร้อยสองร้อยต้นต่างหาก พวกตัดไม้มันคงเอาปืนยิงปูพรมเพื่อทำลายระเบิดจะได้เข้าไปตัดไม้ได้อย่างปลอดภัย” พี่ชายอรรถาธิบาย

“จริงเหรอ!?” ผมถามอย่างไม่อยากจะเชื่อ

“ไม่รู้สิ…เดาเอา” แล้วเขาก็ก้มหน้าเปิบข้าวในจานของตนเองต่อ

ผมวางช้อนในมือลงในจานข้าว ปล่อยความคิดให้ล่องลอย หากเรื่องที่พี่ชายเล่านั้นเป็นความจริง ในอนาคตอันใกล้ธรรมชาติจะลงทัณฑ์มนุษยชาติในรูปแบบใดกัน ผมได้แต่ภาวนาให้ธรรมชาติเมตตามนุษย์ผู้โง่เขลา ผู้ที่บังอาจท้าทายอำนาจของธรรมชาติโดยหารู้ไม่ว่าบทลงทัณฑ์นั้นแสนสาหัสสากรรจ์เพียงใด •

kaawss.jpg

Advertisements

4 Responses to ทัณฑ์ธรรมชาติ

  1. สวรรค์เสก พูดว่า:

    อา อ่านเพลินดีเชียวพระคุณ

    “ทัณฑ์ธรรมชาติ” แค่ชื่อเรื่องก็บ่งบอกแล้วว่าเป็นเรื่องของธรรมชาติ
    หากการเกิดก็เป็นเรื่องธรรมชาติ การตายก็ยิ่งต้องเป็นเรื่องของธรรมชาติเช่นกัน

    แต่การตายก่อนแก่ ดูเหมือนว่าไม่ใช่เรื่องของธรรมชาติอย่างที่ควรจะเป็นสักเท่าใดนัก

    หากธรรมชาติถูกทำลายมากๆ มันจะปรับตัวเพื่อให้เกิดความสมดุลทางธรรมชาติ
    ถ้าหากคนเราจะตายจากการปรับตัวของมันบ้าง ก็ต้องถือว่าเป็นเรื่องของธรรมชาติ…

    …ที่จะเอาคืนมนุษย์ที่ชอบทำลายธรรมชาติ

  2. อานันท์ พูดว่า:

    ผมชอบงานเรียลลิสของท่าน

    ยิ่งวัน..ยิ่งแน่นด้วยความเป็นจริง

    ด้วยมิตรภาพ

  3. อัมโปะ พูดว่า:

    โลกของเราเดี๋ยวนี้แบ่งมนุษย์ออกเป็นสองกลุ่มขอรับ

    กลุ่มแรกคือผู้อยู่ในเหตุการณ์
    กลุ่มสองคือผู้ชม

    ทั้งสองกลุ่มเชื่อมโยงโดยสื่อ เช่น ทีวี

    มีหลายๆครั้งที่ผม(จัดอยู่ในกลุ่มผู้ชม)นั่งดูทีวี เห็นเด็กน้อยเอธิโอเปียกำลังอดอาหารใกล้ตาย เห็นคนเดือดร้อนจากภัยธรรมชาติ(กลุ่มผู้อยู่ในเหตุการณ์) รู้สึกเดือดเนื้อร้อนใจ รู้สึกหดหู่ แต่ ทำอะไรไม่ได้ อย่างมากก็แค่ส่งของบริจาคผ่านหน่วยงานที่ไม่รู้ว่าจะถูงส่งไปถึงที่หมายหรือไม่ และหลายๆครั้งก็แค่นั่งดูโดยไม่ได้ทำอะไรเลย

    หลังจากนั้นไม่นานก็ปล่อยภาพที่เห็นเลือนไปจากความทรงจำ

  4. ปลาน้อยฯ พูดว่า:

    บางอย่างเราก็ทำได้เพียงนั่งดู แต่บางอย่างเราก็ทำได้มากกว่านั้น^^

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: