[ใต้ต้นเงาไม้-ใต้เงาความคิด]

ลอยกระทงปีนั้น
[๑]
ตูม!
เสียงพลุทำลายโสตประสาทในยามหัวค่ำคืนนี้ เขาสะดุ้งตื่นจากการหลับไหล หลับไหลจากความเหนื่อยและเพลียจากการขับรถมอเตอร์ไซค์รับจ้างทั้งวัน
ตูม!
เสียงพลุยังดังอย่างต่อเนื่อง เขาลุกจากเตียงเดินไปที่หน้าต่าง ชะเง้อชะแง้มองออกไปยังเบื้องนอก เสียงเพลง กระทงหลงทาง ของ ไชยา มิตรชัย ดังแว่วมาจากบ้านข้างเคียง
“ไม่ไปลอยกระทงหรือ?” เพื่อนบ้านร้องตะโกนถามอย่างไม่ต้องการคำตอบ
เขาปิดหน้าต่าง เดินกลับไปยังเตียงนอน มือขวาก่ายหน้าผาก มือซ้ายวางแนบหน้าอก สองสายตาจับจ้องมองหลังคาสังกะสีที่บางจุดบางหย่อมมีสนิมกัดกินเนื้อใน
ตูม!
เสียงพลุยังคงดังต่อเนื่อง เขาคิดในใจว่าเมื่อไหร่มันจะหยุดดังเสียที–เมื่อไหร่ที่มันหยุดเมื่อนั้นหมาหลายตัวเมื่อได้ยินเสียงพลุจะเลิกตกใจและไม่เตลิดวิ่งหนีออกจากบ้าน
[๒]
สองปีกว่าแล้วที่แป้งหายไปจากบ้าน แป้งเป็นหมาเพศเมียพันธุ์ไทยบางแก้ว เพื่อนข้างบ้านบอกว่าเห็นแป้งครั้งสุดท้ายวิ่งเตลิดหนีอะไรสักอย่างหลังเสียงพลุดังกระหน่ำ
วันนั้นเป็นวันลอยกระทง วัดใกล้บ้านซึ่งอยู่ติดริมคลองจัดงานวันลอยกระทง ปีนั้นเป็นปีที่พิเศษอย่างหนึ่งคือมีการจุดพลุไฟให้คนในชุมชนได้ชมเป็นขวัญตา เป็นพลุไฟที่เกิดจากความศรัทธาของคนในชุมชนด้วยการลงขันซื้อพลุ หักค่าใช้จ่ายบางส่วนแล้วทำบุญเข้าวัด
ก่อนหน้านั้นทางวัดได้ทำการประชาสัมพันธ์ มีการเรียกทำบุญจากผู้มีจิตศรัทธา เขารู้ล่วงหน้าก่อนงานเพียงไม่กี่วัน เมื่อรู้แล้วก็ตั้งใจว่าวันงานนั้นจะรีบกลับมาบ้าน มาล่ามโซ่คล้องคอแป้งไว้ เพื่อไม่ให้แป้งต้องตกใจและวิ่งเตลิดหนีกับเสียงพลุที่จะเกิดขึ้น
เพื่อนบ้านละแวกนั้นที่เลี้ยงหมาเมื่อเจอหน้าเขาต่างบอกให้ล่ามโซ่หมาให้ดี–หมากับเสียงพลุไม่ถูกกัน มันจะตกใจและจะเตลิดวิ่งหนีไปเรื่อย เมื่อมันหายตกใจแล้วมันจะหาทางกลับบ้านไม่ได้
เขาหัวเราะกับเสียงเตือนนั้น แต่ก็ต้องจริงจังขึ้นเมื่อเพื่อนบ้านสำทับว่าหมาสุดที่รักของเขาเคยหายไปแล้วก่อนหน้านี้ และไม่ใช่เพียงแต่เพื่อนบ้านคนนั้น เพื่อนบ้านอีกหลายคนก็เคยประสบปัญหาเช่นเดียวกันนี้เช่นกัน
เขารับปากกับเพื่อนบ้านว่าเขาจะผูกมัดแป้งเอาไว้ อย่างน้อยเขาก็ไม่อยากจะสูญเสียหมาที่รักของเขาไม่ว่าจะด้วยเหตุผลกลใดก็ตาม
แล้ววันลอยกระทงวันปีนั้นก็มาถึง…
เขามารับรู้จากเพื่อนขับรถมอเตอร์ไซค์รับจ้างเอาเมื่อหัวค่ำนั้นเองว่าวันนั้นเป็นวันลอยกระทง แวบความรู้สึกแรกเขาไม่รู้สึกยี่หระต่อเทศกาลวันนี้มากนัก ในชีวิตของเขามีการลอยกระทงเพียงแค่สองครั้ง…
ครั้งแรกเมื่อสมัยเรียนชั้นประถม ครั้งนั้นครูให้นักเรียนทำกระทงด้วยใบตองจากบ้านมาส่ง มีการประกวดกระทงของนักเรียน กระทงของเขาไม่ได้รางวัลอะไร เมื่อเลิกเรียนครูก็นำนักเรียนไปลอยกระทงที่ท่าน้ำของวัดที่ตั้งอยู่บริเวณนั้น มันเป็นการลอยกระทงที่แปลกเพราะลอยกันตั้งแต่หัววัน ครูบอกด้วยว่าถ้าใครอยากจะไปลอยกับทางบ้านก็ให้ไปลอยอีกเที่ยวหนึ่ง การลอยเมื่อตอนหัววันนี้เป็นส่วนหนึ่งของการเรียนการสอน… ส่วนการลอยในครั้งที่สองเป็นการลอยในช่วงที่น้ำท่วมหนัก ครั้งนั้นเขาไม่ต้องท่อร่างไปลอยที่ศาลาริมน้ำของวัด–เขาลอยที่บันได้หน้าบ้านของเขาเอง
วันลอยกระทงสำหรับเขาจึงมีเพียงความรู้สึกเพียงเท่านี้ ฉะนั้นเมื่อวันลอยกระทงเวียนมาถึงเขาจึงไม่คิดถึงสิ่งใดไปมากกว่าความรันทดใจแทนที่จะเป็นวันแห่งความสนุกสนานเพลิดเพลิน
เขาจึงหลงลืมสิ่งที่เพื่อนบ้านผู้รักหมา-มีหมาอันเป็นที่รักตักเตือนล่วงหน้าเสียสนิทใจ
วันลอยกระทงปีนั้นเขากลับเข้าบ้านเมื่อเกือบล่วงวันใหม่ เขาจอดรถหน้าบ้านที่ไม่มีแป้งคอยต้อนรับเหมือนเช่นทุกวัน
“แป้ง แป้งแกอยู่ไหน…แป้ง”
เงียบ! ไม่มีเสียงตอบรับ
“ฉันซื้อข้าวมันไก่มาฝาก แป้ง! แกอยู่ไหน?”
เขาเปิดประตูบ้านเข้าไปพบกับความว่างเปล่า… พลันคิดถึงคำเตือนของเพื่อนบ้าน
เมื่อสายก่อนออกไปขับรถ เขาไม่ได้ล่ามโซ่แป้งเอาไว้ ด้วยหวังว่าวันนั้นจะกลับบ้านแต่หัววัน ก่อนที่งานลอยกระทงที่วัดจะเริ่มขึ้น… ก่อนที่พลุจะเริ่มจุด…
“แป้ง!!”
[๑]
ตูม!
เขานอนเอามือขวาก่ายหน้าผาก มือซ้ายวางแนบหน้าอก สองสายตาจ้องมองหลังคาสังกะสีที่บางจุดบางหย่อมมีสนิมกัดกินเนื้อใน
ตูม!
เสียงพลุยังคงดังต่อเนื่อง เขาคิดในใจว่าเมื่อไหร่มันจะหยุดดังเสียที เมื่อไหร่ที่มันหยุดเมื่อนั้นหมาหลายตัวเมื่อได้ยินเสียงพลุจะเลิกตกใจ และไม่เตลิดวิ่งหนีออกจากบ้าน
“ป่านนี้แกจะเป็นอย่างบ้างหนอแป้ง?”
เขาหลับตา น้ำตาไหลซึมออกมาจากสองดวง ·
ด้วยมิตรภาพ.
๕ พฤศจิกายน ๒๕๔๙
เผยแพร่ครั้งแรก www.winbookclub.com
[อ่าน บทบรรณาธิการ ในฉบับอื่น]