ประทับนั่งที่แตกต่าง ในพระพุทธรูป แม้จะไม่เป็นที่คุ้นตามากนัก สำหรับพระพุทธรูปประทับนั่งห้อยพระบาท อีกทั้งในปัจจุบันพระพุทธรูปที่เราพบส่วนมากจะเป็นประทับนั่งขัดสมาธิ อาจเป็นการนั่งขัดสมาธิราบ หรือขัดสมาธิเพชรก็ตาม แต่ในความเป็นจริงนั้นพบว่า พระพุทธรูปประทับนั่งห้อยพระบาทนั้นปรากฏมาแล้วตั้งแต่ราวพุทธศตวรรษที่ ๑๑ ภายใต้อารยธรรมทวารวดี ซึ่งในช่วงเวลาดังกล่าว ความนิยมในการสร้างพระพุทธรูปประทับนั่งห้อยพระบาทนั้นเห็นจะมีความเด่นชัด และรุ่งเรืองที่สุดก็ว่าได้ ดังปรากฏพระพุทธรูปปางแสดงธรรมซึ่งปัจจุบันประดิษฐาน ณ บริเวณลานประทักษิณด้านทิศใต้ของพระปฐมเจดีย์ จังหวัดนครปฐม ซึ่งตามประวัติแล้วพระพุทธรูปองค์ดังกล่าวได้ขุดค้นพบที่วัดพระเมรุ จังหวัดนครปฐม เป็นพระพุทธรูปประทับนั่งห้อยพระบาททั้งสองลงบนฐานซึ่งทำเป็น กลีบบัวบานรองรับ (ภัทรอาสน์ หรือภัทราสนะ) พระหัตถ์ซ้ายของพระพุทธรูปวางหงายอยู่เหนือพระเพลาซ้าย พระหัตถ์ขวายกอยู่ในระดับพระอุระ หันฝ่าพระหัตถ์ออก ปลายพระอังคุฐ กับพระดรรชนี (คือ ปลายนิ้วหัวแม่มือกับนิ้วชี้) งอโค้งจดกันส่วนอีก 3 นิ้วพระหัตถ์กางออก นอกจากนี้ยังพบพระพุทธรูปที่มีลักษณะและขนาดที่ใกล้เคียงกันอีก รวมแล้ว ๕ องค์ด้วยกันคือ
เมื่อศึกษารูปแบบที่ปรากฏทำให้เข้าใจได้ว่า ช่วงเวลาดังกล่าวนั้นเป็นช่วงเวลาที่อารยธรรมทวารวดีได้รับรูปแบบทางด้านศิลปกรรมมาจากประเทศอินเดีย ซึ่งในขณะนั้นศาสนาพุทธเถรวาทได้เข้ามาเผยแผ่ในบริเวณภาคกลางของประเทศไทยในปัจจุบันแล้ว ในประเทศอินเดียเองปรากฏพระพุทธรูปประทับนั่งห้อยพระบาทมาแล้ว แต่เด่นชัดในช่วงของศิลปะแบบคุปตะ จึงพอ จะทำให้สามารถตอบคำถามได้ว่า รูปแบบที่พบในประเทศไทยนั้น ได้รับอิทธิพลมาจากประเทศอินเดีย เช่นกันกับการรับรูปแบบต่างๆ ในศิลปะอินเดียแบบคุปตะนั่นเอง พระพุทธรูปที่ค้นพบทั้งหมดนั้น มีขนาดใหญ่และใกล้เคียงกัน แสดงให้เห็นถึงการให้ความสำคัญและ ความนิยมในช่วงเวลานั้น ถึงแม้ว่าจากรายงานการขุดค้นจะกล่าวไว้ว่าพบบางส่วนแล้วประกอบขึ้นมาใหม่ ทำให้พระพุทธรูปแต่ละองค์มิได้มีความสมบูรณ์มาตั้งแต่แรกสร้าง แต่ถึงกระนั้นรูปแบบต่างๆ ที่เป็นทวารวดียังคงปรากฏอยู่ อาทิ พระพักตร์ที่มีพระเนตรโปน พระนาสิกแบน พระโอษฐ์หนา พระขนงต่อกันเป็นรูปปีกกา อีกทั้งได้เปลี่ยนรูปแบบการแสดงธรรมจักรมุทธา (ปางปฐมเทศนา) จากอินเดียมาเป็นวิตรรกะมุทธา (ปางแสดงธรรม) อีกด้วย นอกจากนี้ พระพุทธรูปประทับนั่งห้อยพระบาทอีกองค์หนึ่งซึ่งมีความน่าสนใจคือ หลวงพ่อโต วัดป่าเลไลยก์ จังหวัดสุพรรณบุรี ตามประวัติที่กล่าวกันว่ามีการสร้างมาก่อนแล้ว ต่อมาได้รับการบูรณะในภายหลังช่วงรัชกาลที่ ๓ ทำให้รูปแบบของพระพุทธรูปมีลักษณะผสมผสานกันของศิลปะแบบอยุธยากับศิลปะแบบรัตนโกสินทร์ อีกทั้งการแสดงปางป่าเลไลยก์ก็เช่นกันเป็นการแสดงให้ทราบว่าเป็นงานบูรณะขึ้นมาใหม่ ซึ่งเมื่อแรกสร้างอาจมิได้แสดงปางนี้ก็ได้ เนื่องจากในสมัยก่อนหน้านั้นไม่ปรากฎพระพุทธรูปขนาดใหญ่ที่แสดงปางเลไลยก์ ซึ่งเป็นปางที่รวบรวมขึ้นในสมัยรัตนโกสินทร์ อย่างไรก็ดี การรับอิทธิพลรูปแบบของพระพุทธรูปประทับนั่งห้อยพระบาทจากอินเดียนั้น เป็นเพียงส่วนหนึ่ง ในส่วนรายละ เอียดบางอย่างพบว่ามีความแตกต่างออกไปจากอินเดียเช่นกัน ได้แก่ การแสดงมุทธา ในศิลปะแบบคุปตะจะแสดงธรรมจักรมุทธา และสำหรับพระพุทธรูปที่พบในประเทศไทย จะแสดงวิตรรกะมุทธา ในเรื่องนี้เป็นข้อสันนิษฐานถึงการปรับเปลี่ยนรูปแบบที่รับมาจากอินเดียให้มีความแตกต่าง มีลักษณะเฉพาะในอารยธรรมทวารวดี สิ่งหนึ่งที่สำคัญที่สุด อีกทั้งยังสามารถจำแนกที่มาได้เป็นอย่างดี นั่นคือพระพักตร์ ซึ่งรูปแบบจากอินเดียได้จางหายไปอย่างมากมายแล้ว เห็นจะเป็นลักษณะแบบท้องถิ่นซึ่งยังปรากฏรูปลักษณะดังกล่าวในพระพุทธรูป หรือประติมากรรมชิ้นอื่นๆในอารยธรรมทวารวดีเช่นกัน
[สืบศิลป์] โดย กีรติ
๑. พระพุทธรูปศิลาขาว ประดิษฐานภายในพิพิธภัณฑ์เจ้าสามพระยา จ.พระนครศรีอยุธยา
๒. พระพุทธรูปศิลาขาว ประดิษฐานภายในพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติพระนคร กรุงเทพฯ
๓. พระพุทธนรเชษฐ์ เศวตอัศมมัยมุนี ศรีทวารวดีปูชนียบพิตร ประดิษฐาน ณ ชั้นลดด้านทิศใต้องค์พระปฐมเจดีย์ จ.นครปฐม
๔. พระพุทธรูปศิลาขาว ประดิษฐานเป็นพระประธานภายในพระอุโบสถ วัดพระปฐมเจดีย์ราชวรมหาวิหาร จ.นครปฐม
๕. พระพุทธรูปศิลาเขียว ประดิษฐานภายในวิหารน้อย วัดหน้าพระเมรุ จ.พระนครศรีอยุธยา

[อ่าน สืบศิลป์ ในฉบับอื่น] | [สารบัญ - ก้าวฯที่๒๐]
ตุลาคม 1, 2007 at 9:34 pm |
สาธุ
นายสอ ขอก้มกราบสามครั้งงามๆ สถานเดียว