[ก้าวต่อก้าว] โดย สารากร ชีวิตที่ไม่มีวันหยุดราชการ เวลาย่อยกลืนบางสิ่งบางอย่าง และยังถนอมรักษาบางสิ่งไว้ได้ ในหนึ่งหน้าปฏิทินที่เราท่านจ้องมองการเลื่อนไหลผ่านไปในแต่ละวันนั้น เราตอบคำถามได้ไหมว่า ได้เก็บบางสิ่งไว้เพื่อเป็นเชื้อไฟในวันข้างหน้า หรือได้ละทิ้งสิ่งใดไว้บ้าง เมื่อเปลี่ยนเดือน สิ่งที่ตกตะกอนเหล่านั้น ยังคงทำให้มุมมองของเราชัดเจนอยู่ไหม หรือกลับขุ่นหมองกว่าเดิม “พรุ่งนี้ก็สายเสียแล้ว” เป็นถ้อยคำที่รู้จักกันในฐานะเป็นคำสอนของศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี ผู้ก่อตั้งมหาวิทยาลัยศิลปากร นัยแห่งความนั้นเป็นแรงบันดาลใจให้มุ่งมั่นทำงานของใครต่อใครมาโดยตลอด รวมทั้งผู้ช่วยศาสตราจารย์ สันต์ สารากรบริรักษ์ ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (จิตรกรรม) ประจำปีพุทธศักราช ๒๕๔๗ ศิษย์รุ่นแรกๆของอาจารย์ศิลป์ วันนี้ท่านจะมานั่งคุยกับเราในเรื่องของการทำงานโดยไม่มีปฏิทินเป็นตัวกำหนดความเคลื่อนไหว หากแต่เป็นใจที่มุ่งมั่นทำงานอย่างโดดเดี่ยว
สารากร• ทราบว่าอาจารย์เป็นลูกศิษย์อาจารย์ศิลป์ พีระศรีและได้ทันการเรียนการสอนแบบตัวต่อตัวอยากให้อาจารย์เล่าถึงช่วงเวลานั้นนิดนึงค่ะ สารากร• อาจารย์ใช้ชีวิตศิลปินมากี่ปีแล้วคะ แล้วแรงบันดาลใจในการทำงานของอาจารย์ที่มีมาอย่างยาวนานนี่คือะไรคะ สารากร• งานชิ้นไหนคะที่สร้างชื่อให้อาจารย์ สารากร• คำสอนของอาจารย์ศิลป์ที่ว่า “พรุ่งนี้ก็สายเสียแล้ว” เป็นสิ่งที่อาจารย์ใช้ในการทำงานอย่างสม่ำเสมอแบบนี้หรือเปล่าคะ คำว่าสายกับคำว่าช้านี่ต่างกันมากนะ สายไปแล้วไม่มีโอกาสเสียแล้ว สายคือตามไม่ทัน แต่ว่าช้านี่ยังสามารถเร่งได้ ความหมายมันต่างกัน ท่านพูดให้เกิดความพยายามทำอย่างขะมักเขม้น ให้รีบทำ ให้รู้สึกว่าเรายังขาด คือการศึกษาศิลปะอย่างในสากลนั้น มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอด ทั้งจากสิ่งแวดล้อม อารมณ์ คือไม่มีวันหยุดนิ่ง ซึ่งการเรียนของบ้านเรายังขาดพื้นฐาน ของเรายังช้ากว่าเขาเยอะ ยังล้าหลังและเดินตามกันอยู่ นับวันก็ดูจะสายจริงไหม ในเรื่องของพื้นฐานนั้นสามารถแตกช่อออกให้ได้ มันทันกันได้ ในเรื่องพื้นฐานนี่ถึงสำคัญ ไม่มีทางสาย กับคำว่า “พรุ่งนี้ก็ช้าไปแล้ว” ที่ผมได้ยินจากอาจารย์นั้น คือท่านต้องการให้นักเรียนศึกษาพื้นฐาน ครั้งหนึ่งมีคนทำงานแบบสมัยใหม่ แบบที่เรียกว่าใหม่มาก ท่านเห็นเข้าท่านก็ติงทันที ท่านว่านายความรู้ยังไม่พอ กินยังไม่อิ่ม ยังไม่สมบูรณ์สำหรับการคิดฝัน สารากร• แล้วอะไรคือพื้นฐานที่เด่นชัดคะ การเรียนในห้องเรียน หรือเปล่าคะ สารากร• เวลาทำงานของอาจารย์ เคยกะเกณฑ์ไหมคะว่า เดือนนี้จะทำเสร็จกี่รูป หรือภาพนี้จะใช้เวลากี่วัน มีขีดบอกไว้ในปฏิทินไหมคะ สารากร• ในหนึ่งปี จะมีช่วงเวลาไหนบ้างคะที่อาจารย์คิดว่า ทำงานออกมาได้มากที่สุด สารากร• ตั้งแต่อาจารย์ย้ายมาอยู่ที่เชียงใหม่ พอจะมองเห็นความเปลี่ยนแปลงอะไรบ้างไหมคะ กับเวลาที่ผ่านมาหลายปีแบบนี้ มีผลต่อการทำงานบ้างไหมคะ สารากร• ทำให้อาจารย์ขาดความเป็นส่วนตัวบ้างไหมคะ สารากร• อยากให้อาจารย์ฝากข้อคิดในการทำงานสักนิดค่ะ หลังจากที่นั่งพูดคุยกับอาจารย์ได้สักพัก ก็ต้องขอตัวลา เพราะช่วงสายอาจารย์จะเข้าไปหล่องานชิ้นใหม่แล้ว อาจารย์กำลังสะสมงานไว้จัดแสดงในปี พ.ศ.๒๕๕๑ นี่เองอาจเป็นเป้าหมายที่ถูกกำหนดไว้ในปฏิทิน ในระหว่างนี้ก็เป็นการทำงานอย่างไม่มีวันหยุดราชการของอาจารย์สันต์ ผู้ยึดมั่นต่อคำสอน บนเส้นทางศิลปินและวันเวลาบนหน้าปฏิทิน ไม่อาจกะเกณฑ์อะไรเขาได้ เขารู้เพียงว่า “พรุ่งนี้ก็ช้าเสียแล้ว” และอาจารย์ศิลป์ที่เคารพ และระลึกถึงเสมอแม้ล่วงลับไปแล้ว กับคำพูดที่ว่า “ถ้าฉันตาย นายนึกถึงฉัน นายรักฉัน นายไม่ต้องทำอะไร … นายทำงาน”
บทสัมภาษณ์ : ผู้ช่วยศาสตราจารย์สันต์ สารากรบริรักษ์
โดย สารากร
แม่แตง เชียงใหม่
๒๗ ตุลาคม ๒๕๔๙
สันต์• ผมเป็นลูกศิษย์ท่านตั้งแต่สมัยเรียนเตรียมศิลปะ จำได้ว่า พ.ศ. ๒๔๙๕ แล้วสอบเข้าเรียนปริญญาตรีได้เมื่อ พ.ศ.๒๕๐๐ ก็เรียนจนกระทั่งจบ แล้วก็ได้มาเป็นอาจารย์สอนอยู่ ๔ ปี พอขึ้นปีที่ ๕ ท่านก็เสีย
สันต์• มันก็ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๐๑ ก็ร่วมๆ ๔๙ ปีแล้ว ตลอดเวลาที่ผมทำงาน ผมไม่ค่อยเบื่อนะ เพราะว่าผมทำงานศิลปะหลายประเภท มีแรงบันดาลใจรอบตัว ถ้าไม่อยากทำงานเพ้นท์ (จิตรกรรม) ก็หันไปปั้น ถ้ารู้สึกพอแล้วก็ไปแกะไม้ต่อ คือเรียกว่าถ้าเบื่อที่ทำอยู่ในเวลานั้น ก็หันไปทำอย่างอื่น เพราะตอนที่เรียน เราเรียนกันหลายอย่าง สอนให้ไม่หยุดนิ่ง พัฒนาแนวความคิดไปเรื่อย ตรงนี้ล่ะที่ทำให้ผมทำงานได้ แม้มันจะช้า แต่ผมก็ทำตลอด
สันต์• เป็นงานเพ้นท์ที่ได้รับรางวัลเหรียญเงินจากงานศิลปกรรมแห่งชาติ เป็นภาพเหมือนชายแก่ครึ่งตัว เวลานั้นผมเรียนอยู่ปี๔ แล้วก็ทำภาพพิมพ์ออกมาด้วยมีงานที่ชื่อว่าสังขาร งานนั้นได้เหรียญทอง เป็นภาพพิมพ์แกะไม้
สันต์• อืม..คำนี้นี่นะ ตอนที่ผมเรียนกับอาจารย์ศิลป์ ท่านพูดเป็นภาษาไทยเลยนะว่า “พรุ่งนี้ก็ช้าไปแล้วนาย” คำนี้สิที่ผมยังจดจำอยู่ทุกวันนี้
สันต์• คือพื้นฐานที่ผมคิดนั้น คือ ธรรมชาติ อยากให้ศึกษาจากธรรมชาติเป็นพื้นฐานให้แน่นเสียก่อน สี แสง เงาให้จัดเจน ปัญญาเกิดได้เองเหมือนเป็นแก่นสำคัญ รูปลักษณ์ต่าง ๆ มันต้องมีพื้นฐานก่อน หนีจากสิ่งแวดล้อมไปไม่พ้น
สันต์• เรื่องดูวันเดือนปี ผมดูบ่อย มันเป็นเรื่องปกติ ผมก็ดูว่าวันนี้วันอะไร มีนัดไหม แต่สำหรับการทำงาน ไม่มีกะอะไรเลย อย่างภาพบางภาพวาด ๓ ชั่วโมงเสร็จ แต่มีบางภาพเป็นงานดรออิ้งใช้เวลานานถึง ๓ ปี พยายามขีดทีละเส้นใช้หัวปากกาคอแร้งให้ลูกสาวส่งมาให้จากกรุงเทพฯ เพราะที่นี่หายาก พอวาดแล้วดูเหมือนภาพพิมพ์อีชชิ่ง เป็นบางคนเลิกไปแล้ว แต่ผมยังเก็บไว้ ยังทำอยู่ บางวันก็หล่อรูปปั้นได้ ผมไม่อยากกะว่าต้องได้เท่านั้นเท่านี้
สันต์• เป็นช่วงหน้าหนาว ผมชอบหน้าหนาวมากทำงานแล้วเพลิน หน้าฝนนี่ทำอะไรไม่ค่อยสะดวก
สันต์• ผมย้ายขึ้นมาอยู่ที่นี่เมื่อ ปี พ.ศ.๒๕๓๒ ตอนนั้นคนยังไม่ย้ายมามากขนาดนี้ เวลานี้ในเมืองก็มีคนหนาแน่นขึ้น มีห้างขึ้นมากกว่าเดิม มันก็มีผลต่อการทำงานบ้าง แต่ก็ไม่ได้ส่งผลอะไรมาก ผมก็ยังทำงานของผมต่อไป
สันต์• ผมคิดว่าความเป็นส่วนตัวมีอยู่ภายในนะ
สันต์• ก็อย่างที่บอกนะว่าในการทำงาน เราอาจช้าบ้าง …ช้าได้ แต่อย่าหยุดทำ ถ้าหยุด จะทำให้หมดกำลังใจ แล้วตาย….จบไปในที่สุด คนที่ออกวิ่งไปก่อน ออกแรงวิ่งไปก่อน อาจเหนื่อยกลางทางเพราะพื้นฐานไม่ดี อาจแพ้คนที่วิ่งสม่ำเสมอ ออกตัวช้ากว่า แต่แรงไม่ตก ก็สามารถไปได้ไกล ชนะคนที่วิ่งไปเร็วก่อนหน้าได้ในที่สุด
[อ่าน ก้าวต่อก้าว ในฉบับอื่น] | [สารบัญ - ก้าวฯที่๑๙]
กันยายน 15, 2007 ที่ 6:22 pm |
แจ่ม.
กันยายน 15, 2007 ที่ 6:44 pm |
อ่ะ อ้าว!
ไหง๋ป๋าไอซ์มาแย่งตำแหน่งคอมเมนต์อันดับที่หนึ่งของผมไปซะแล้วเนี่ย
งั้นขอ “แจ่ม!” ด้วยคนละกันครับ
.
.
อืมมม
ฟังผู้หลักผู้ใหญ่ท่านคุยกันนี่ แพรวพราวไปด้วยแง่คิดดีจริงๆ
ขอคารวะครับ